
เบรกกฎเช็กบิลต่างด้าว
พาณิชย์ ชะลอประกาศแนวทางตรวจสอบธุรกิจต่างด้าว อ้างกลัวกระทบเปิดประมูล 3จี
พาณิชย์ ชะลอประกาศแนวทางตรวจสอบธุรกิจต่างด้าว อ้างกลัวกระทบเปิดประมูล 3จี
นายบรรยงค์ ลิ้มประยูรวงศ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมจะชะลอการออกประกาศการจัดทำแนวทางตรวจสอบธุรกิจต่างด้าวออกไปก่อน หลังจากมีบริษัทประกอบธุรกิจเกี่ยวกับโทรคมนาคมยื่นหนังสือสอบถามมายังกรมถึงสถานะความเป็นคนไทยของบริษัทตนเอง ทำให้เกรงว่าหากมีการประกาศแนวทางตรวจสอบระยะนี้ออกไป อาจไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ เนื่องจากจะมีการแข่งขันยื่นประมูลขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจ 3จี ของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) อาจทำให้เกิดการแข่งขันไม่เป็นธรรม
“หากประกาศระยะนี้ กรมจะกลายเป็นเครื่องมือทางธุรกิจที่มีการร้องเรียนไม่อยากให้คู่ต่อสู้เข้ามาแข่งขัน และเป็นการจับจ้องผู้ถือหุ้นต่างด้าวมากเกินไป ซึ่งได้รายงาน รมว.พาณิชย์ แล้ว” นายบรรยงค์ กล่าว
ทั้งนี้ กิจการโทรคมนาคมถือว่าอยู่ในบัญชี 1 ของ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ที่ห้ามต่างชาติเข้ามาดำเนินการกิจการ โดยบริษัทที่จะร่วมประมูลใบอนุญาต 3จี ต้องได้การรับรองจากกรมว่าเป็นบริษัทไทย ซึ่งกรมได้ตอบกลับทุกบริษัทที่ส่งหนังสือสอบถามแล้วว่า ผ่านการพิจารณาตรวจสอบตามเกณฑ์ หากการถือหุ้นของบริษัทนั้นมีต่างชาติถือหุ้นไม่เกิน 49% คนไทยถือหุ้น 51% จะถือว่าเป็นสถานะบริษัทไทย แต่หากมีคนไทยถือหุ้นแทนต่างชาติ (นอมินี) ก็จะผิดกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่มีการออกประกาศเร็วๆ นี้ ก็ไม่ได้หมายความว่ากรมจะหยุดตรวจสอบ เพราะเป็นงานที่ต้องสุ่มตรวจ รวมทั้งหากมีการร้องเรียนว่าบริษัทใดถือหุ้นแทนนอมินี ก็ต้องรับมาดำเนินการตรวจสอบ แต่ที่ต้องประกาศแนวทางตรวจสอบให้ชัดเจน ก็เพื่อความโปร่งใสและให้สาธารณชนรับทราบ
รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ แจ้งว่า ก่อนหน้านี้เมื่อช่วงเดือนก.ค.ที่ผ่านมา นายบรรยงค์ ได้แถลงข่าวว่าจัดทำแนวทางการตรวจสอบธุรกิจของคนต่างด้าวให้ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะการวางกรอบนอมินีเพื่อให้ง่ายต่อการตรวจสอบ และให้ถือเป็นแนวทางปฏิบัติเดียวกันทุกครั้ง แบ่งการตรวจสอบเป็น 2 ส่วน คือการตรวจสอบข้อมูลพื้นฐาน คือ การถือครองหุ้นที่จดทะเบียนไว้กับกรม
นอกจากนี้ จะการตรวจสอบเชิงลึกเกี่ยวกับการครอบงำ หรือการมีอิทธิพลของต่างด้าวต่อบริษัท ประกอบด้วย การพิจารณาสิทธิการลงคะแนนของกรรมการในบริษัท เช่น หากพบคนต่างด้าวมีสิทธิออกเสียงมาก 10-20 เสียงต่อคน ขณะที่คนไทยต้องรวมตัวกัน 20-30 คน ถึงโหวตได้ 1 เสียงจะจัดว่าเป็นพิรุธ แม้ไม่ผิดกฎหมายก็ตาม
พร้อมกันนี้ จะลงไปตรวจสอบอำนาจการบริหารจัดการ ว่ามีชาวต่างชาติเป็นกรรมการบริหารมากเกินไปหรือไม่ การตรวจดูแหล่งเงินกู้ยืมว่าผิดปกติหรือไม่ เช่น การกู้ยืมแบบไม่มีดอกเบี้ย หรือไม่กำหนดระยะเวลาชำระคืน ตลอดจนการจ่ายเงินปันผลว่ามีการจ่ายให้ชาวต่างชาติมากผิดปกติ รวมถึงการดูเส้นทางการเงินว่ามีการไหลเข้าออกจากต่างประเทศมากน้อยแค่ไหน ซึ่งแนวทางดังกล่าวคาดว่าจะออกได้ในต้นเดือนส.ค.นี้







