posttoday
ปฏิรูป'เมียนมาร์'เดินหน้าหลายก้าว

ปฏิรูป'เมียนมาร์'เดินหน้าหลายก้าว

07 กันยายน 2555

การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในประเทศเมียนมาร์ ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม จากแนวนโยบายการปฏิรูปประเทศของเต็งเส่ง

โดย...ปานปรีย์ พหิทธานุกร

การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในประเทศเมียนมาร์ ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม จากแนวนโยบายการปฏิรูปประเทศของเต็งเส่ง หลังจากขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เมื่อต้นปี 2554 ล่าสุดได้รับการขานรับจากนานาชาติในระดับหนึ่ง

ที่สำคัญคือ สามารถดึงความสนใจจากต่างชาติกลับสู่เมียนมาร์ภายในระยะเวลาอันสั้น โดยปรากฏจาก 2 แนวทางหลัก คือ การปฏิรูปทางการเมืองและตามมาด้วยการปฏิรูปเศรษฐกิจ

สิ่งที่ชัดเจนมากที่สุดในด้านการเมืองคือ การปล่อยตัว อองซานซูจี ออกจากสถานที่กักกันให้เป็นอิสระสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้ ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญในการส่งเสริมประชาธิปไตย นอกจากนั้นยังมีการปล่อยตัวนักโทษการเมือง เปิดเจรจากับชนกลุ่มน้อยเพื่อสร้างความสมานฉันท์ ให้อิสระแก่สื่อสารมวลชนมากขึ้น ประกาศถอดชื่อบุคคลออกจากบัญชีดำที่สามารถเดินทางเข้าออกประเทศได้ถึง 2,082 คน จาก 6,165 คน และล่าสุดมีการปรับคณะรัฐมนตรีในกระทรวงสำคัญหลายกระทรวง เช่น กระทรวงข่าวสาร กระทรวงเศรษฐกิจ ทั้งนี้ เพื่อเร่งรัดให้เกิดการปฏิรูปเศรษฐกิจที่เร็วขึ้น

ดังนั้น เราจึงเห็นว่าการปฏิรูปทางการเมืองของเมียนมาร์ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ได้แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาการด้านการเมืองที่ดีขึ้นมาก เมื่อเปรียบเทียบกับอดีตที่เน้นแต่ด้านความมั่นคงของรัฐบาลเป็นหลัก

อีกด้านหนึ่งที่มีความสำคัญต่อประชาชนชาวเมียนมาร์และต่างชาติคือ การปฏิรูปด้านเศรษฐกิจ ในส่วนนี้ก็ต้องถือว่ามีความคืบหน้าไปพอสมควร เพราะเห็นได้ชัดเจนว่าเศรษฐกิจเริ่มขยายตัวดีขึ้น

โดย IMF ประมาณการไว้ว่า เศรษฐกิจเมียนมาร์ในปี 2555 และ 2556 จะขยายตัวได้ประมาณร้อยละ 6 ตัวเลขการลงทุนจากต่างประเทศก็ขยายตัวเพิ่มขึ้นโดยลำดับ แม้ในวันนี้เมียนมาร์ยังคงมีอุปสรรคสำคัญเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานที่ยังขาดแคลนและล้าสมัย เช่น ไฟฟ้า น้ำประปา โทรศัพท์ขั้นพื้นฐาน รวมถึงการขาดบุคลากรและแรงงานที่มีฝีมือ แต่ก็ดูว่ารัฐบาลพม่าได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้เป็นลำดับต้นๆ

สิ่งที่น่าจับตามองในช่วงนี้คือ การออกกฎหมายการลงทุนจากต่างประเทศที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภา ซึ่งมีการวิพากษ์วิจารณ์กันไปล่วงหน้า เพราะมีบางฝ่ายเชื่อว่ากฎหมายฉบับนี้ยังไม่น่าจะเปิดให้มีการแข่งขันอย่างเสรีแน่นอน แต่ยังคงระดับการปกป้อง (Protection) ของธุรกิจภายใน ในระดับที่สูง ซึ่งรวมไปถึงการคุ้มครอง SME ภาคเกษตร ปศุสัตว์ และธุรกิจค้าปลีก

ส่วนประเด็นในเรื่องการถือครองที่ดินของต่างชาติน่าจะมีผลดีขึ้นกว่าเดิม จากที่กำหนดไว้ที่ 30 ปี ได้ขยายเพิ่มขึ้นเป็น 50 ปี และต่อได้อีก 2 ครั้ง ไม่เกินครั้งละ 10 ปี ส่วนผลจะออกมาอย่างไร คงต้องรอสภาผ่านกฎหมายนี้ก่อน

สำหรับการตัดสินใจลงทุนในเมียนมาร์อาจต้องคำนึงถึงปัจจัยสำคัญหลัก 2 เรื่องคู่กันไปเสมอคือ การเมืองในประเทศและพัฒนาการด้านเศรษฐกิจไม่ใช่ด้านเศรษฐกิจเพียงด้านเดียวเท่านั้น และสิ่งที่ชาวต่างชาติปรารถนา เพื่อเป็นหลักประกันการลงทุนก็คือ การมีระบบการแข่งขันที่เป็นธรรมและกฎหมายการคุ้มครองการลงทุนจากต่างประเทศที่มีความศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งโดยทฤษฎีแล้วเรื่องนี้จะเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจประเทศ

ถึงวันนี้เมียนมาร์จะเริ่มเปิดประเทศเข้าสู่เวทีเศรษฐกิจเสรีมากขึ้น แต่เนื่องจากการปิดประเทศมายาวนานถึง 50 กว่าปี ได้ทำให้ตัวเลขการลงทุนจากต่างประเทศยังอยู่ในระดับที่น้อยมาก จากตัวเลขของ UNCTAD ในปี 2554 พบว่า การลงทุนจากต่างชาติมีเพียง 756 ล้านเหรียญสหรัฐ ใกล้เคียงกับกัมพูชา 783 ล้านเหรียญสหรัฐ และยังไม่สามารถเทียบกับเวียดนามที่มีมูลค่าการลงทุนสูงถึง 8,200 ล้านเหรียญสหรัฐได้

ที่สำคัญในวันนี้เมียนมาร์มีแค่เพียงตัวเลขของโครงการที่ได้รับอนุมัติการลงทุน ที่ดูเสมือนมีการลงทุนเพิ่มขึ้นมาก แต่ในความเป็นจริงยังมีการนำเม็ดเงินเข้าไปลงทุนน้อยมาก ดังนั้นเชื่อว่าภายหลังกฎหมายการลงทุนจากต่างประเทศผ่านสภา น่าจะมีส่วนช่วยเพิ่มปริมาณการลงทุนที่แท้จริงได้

จากนี้ไปเมียนมาร์จะไปทางไหน อย่างไร ผมคิดว่าในสถานการณ์ของโลกปัจจุบัน เมียนมาร์ คงไม่หวนกลับไปหาอดีตอีก และเชื่อว่าตราบใดที่เต็งเส่งยังเป็นผู้นำอยู่ เมียนมาร์จะเดินต่อไปข้างหน้าได้ เพราะเต็งเส่งเป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์มีความชัดเจนในเป้าหมายที่จะพัฒนาประเทศและนำพาชาวเมียนมาร์พ้นจากความยากจน

สิ่งที่รัฐบาลเมียนมาร์ได้ทำไปแล้วคือ ได้สร้างความเชื่อมั่นแก่นานาชาติ ให้กลับคืนสู่เมียนมาร์อีกครั้งอย่างค่อยเป็นค่อยไป แม้เส้นทางข้างหน้าของรัฐบาลเมียนมาร์ยังเต็มไปด้วยอุปสรรค ทั้งจากการเมืองภายในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะแรงกดดันจากต่างประเทศที่ต้องการเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ของเมียนมาร์

ระหว่างที่ผมติดตามพัฒนาการทางการเมืองและเศรษฐกิจของเมียนมาร์ ก็ลุ้นให้รัฐบาลเมียนมาร์ประสบผลสำเร็จในการปฏิรูปประเทศตามนโยบายที่วางเอาไว้ ผมเชื่อว่าจากนี้ไปการปฏิรูปประเทศของเมียนมาร์จะเดินไปตามแผนอย่างมั่นคง ไม่เร่งรัดจนสร้างปัญหาใหม่ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรช้าเกินไป จนมีผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในประเทศ

หากเมียนมาร์ทำสำเร็จเชื่อว่าจะสามารถขึ้นมาอยู่แนวหน้าของอาเซียนได้ แต่ถ้าพลาดพลั้งไปก็คงกลับไปมีสภาพเหมือนเดิม หากเกิดขึ้นจริงผู้ที่จะเสียหายมากก็คือ ผู้เข้าไปลงทุนในเมียนมาร์ ซึ่งผมไม่เชื่อว่าจะเกิดขึ้น

 

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI