
Cohabitation
คำว่า Cohabitation ในทางการเมืองการปกครอง เป็นผลผลิตของประเทศฝรั่งเศส นับเนื่องจากสาธารณรัฐที่ 5 เริ่มจากปี พ.ศ. 2501 เป็นต้นมา
โดย...นครินทร์ เมฆไตรรัตน์
คำว่า Cohabitation ในทางการเมืองการปกครอง เป็นผลผลิตของประเทศฝรั่งเศส นับเนื่องจากสาธารณรัฐที่ 5 เริ่มจากปี พ.ศ. 2501 เป็นต้นมา หมายถึงสถานการณ์ที่ประธานาธิบดี ซึ่งเป็นประมุขของรัฐ ตกอยู่ในสถานการณ์ของการมีเสียงข้างน้อยในรัฐสภา
ฉะนั้น ประธานาธิบดีจึงถูกบีบบังคับโดยสถานการณ์ทางการเมือง ให้จำต้องเลือกนายกรัฐมนตรีจากพลพรรคที่มีเสียงข้างมากในรัฐสภานั้น เพื่อให้มีคณะรัฐมนตรีหรือฝ่ายบริหารที่สามารถทำงานหรือดำเนินการเรื่องต่างๆ ต่อไปได้
เป็นปรากฏการณ์ที่ประธานาธิบดีเป็นพวกฝ่ายขวา จำต้องเลือกนายกรัฐมนตรีที่เป็นพวกฝ่ายซ้าย หรือในทางกลับกัน ประธานาธิบดีเป็นพวกฝ่ายซ้าย ก็จำเป็นต้องเลือกนายกรัฐมนตรีที่เป็นพวกฝ่ายขวาให้เข้ามาบริหารประเทศ
นับว่าเป็นการเมืองที่มีลักษณะพิเศษจริงๆ ที่พลพรรคจากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่สามารถ “กินรวบ” การบริหารประเทศชาติบ้านเมืองไว้กับฝ่ายตนได้เพียงฝ่ายเดียว
ในอันที่จริงการที่ประธานาธิบดีของฝรั่งเศสมาจากการเลือกตั้งนั้นและอยู่ค่อนข้างยาวนาน (7 ปี ในระยะแรก และ 5 ปี ในปัจจุบัน) ก็น่าจะเป็นหลักประกันความต่อเนื่องของระบอบการเมืองได้ในระดับหนึ่ง
แต่ชนชาติฝรั่งเศสก็มีประสบการณ์อันขมขื่นจากการที่ในสมัยหนึ่ง ประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งนั้นบริหารประเทศเสียเอง (เช่นเดียวกับประเทศสหรัฐอเมริกา) แต่ได้มีอุบัติการณ์ของการสถาปนาประธานาธิบดีเป็นองค์สมเด็จพระจักรพรรดิเกิดขึ้น
จากบทเรียนดังกล่าว รวมทั้งจากความผันผวนและไม่มีเสถียรภาพของระบอบรัฐสภา ฝรั่งเศสจึงได้คิดค้นและสรุปบทเรียน นำมาสร้างเป็นรัฐธรรมนูญของสาธารณรัฐที่ 5 ที่เรียกกันโดยทั่วไปว่าเป็นระบอบกึ่งประธานาธิบดี ซึ่งประธานาธิบดีทำหน้าที่เป็นประมุขของรัฐอย่างเดียว โดยไม่ได้ทำหน้าที่บริหารประเทศ
เพราะการบริหารประเทศได้ยกให้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกับคณะรัฐมนตรี ซึ่งมาจากการเลือกตั้งเช่นกัน แต่อยู่ในตำแหน่งได้ในช่วงเวลาที่สั้นกว่า (ไม่เกิน 4 ปี) และประชาชนผู้ออกเสียงเลือกตั้งสามารถเปลี่ยนจิตเปลี่ยนใจของตนเองได้ว่าจะเลือกคนของพรรคเดียวกับประธานาธิบดีหรือไม่ก็ได้
การเมืองของประเทศที่มีโครงสร้างรัฐธรรมนูญและโครงสร้างการเมืองเช่นนี้ นับว่ามีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เนื่องด้วยทั้งประชาชนและชนชั้นนำจะได้มีโอกาสเรียนรู้และมีพัฒนาการทางการเมืองได้อย่างมีนัยความสำคัญ
ความอดทนอดกลั้น ความรู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาว การประนีประนอม การอ่อนน้อมถ่อมตน การรู้จักในบทบาทหน้าที่ การเปิดที่เปิดทางให้ฝ่ายตรงข้ามทำงานได้ อยู่ร่วมกันได้โดยมีกฎกติกาและรักษากฎหมาย ฯลฯ เป็นพัฒนาการทางการเมืองที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติ ไม่ใช่เกิดขึ้นในตำรา หรือเกิดขึ้นโดยการพูดหรือสั่งสอน
การที่ฝ่ายของประธานาธิบดีจะใช้ “อำนาจ” และ “อิทธิพล” ควบคุมทิศทางของฝ่ายบริหารไม่ได้มีความหมายว่าฝ่ายของประธานาธิบดีได้ยึดอำนาจบริหารประเทศจากฝ่ายนายกรัฐมนตรีไปเสียแล้ว
เช่นเดียวกัน การที่ฝ่ายนายกรัฐมนตรีจะเชื่อฟังหรือไม่เชื่อฟังฝ่ายประธานาธิบดีบ้าง มีอิสระเป็นตัวของตัวเองบ้าง แข็งขืนบ้าง ฯลฯ ก็ไม่ได้แปลว่าฝ่ายนายกรัฐมนตรีกำลังตั้งตัวเป็นประธานาธิบดีเสียเอง
ด้วยเหตุที่ประเทศฝรั่งเศสที่มีพัฒนาการทางการเมืองที่ก้าวหน้ามากภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองยุติลง ประเทศฝรั่งเศสจึงเป็นต้นแบบของการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิรูปทางการเมืองให้แก่ประเทศต่างๆ อยู่เป็นอันมาก เห็นได้จากการแพร่กระจายของการปกครองในระบอบกึ่งประธานาธิบดี หรือระบอบกึ่งรัฐสภา หรือระบอบผสม ไปยังประเทศต่างๆ เป็นจำนวนมากกว่า 60 ประเทศแล้วในปัจจุบัน
ผู้เขียนนึกถึงบทเรียนนี้ ไม่ได้คิดว่าประเทศไทยของเราจะมีพัฒนาการเหมือนกับประเทศฝรั่งเศสแต่ประการใดทั้งสิ้น แต่อดคิดไม่ได้ว่าการที่ฝ่ายหนึ่งยอมให้อีกฝ่ายหนึ่งบริหารประเทศไปได้ (โดยไม่ได้คิดวางแผนหรือตั้งใจจะล้มรัฐบาลแต่ถ่ายเดียว) ก็ต้องนับว่าเป็นพัฒนาการทางการเมืองที่มีความสำคัญในระดับแล้ว
การกล่าวหากันไปมาอย่างรุนแรงและเกินเลย เช่น กล่าวหาว่าฝ่ายหนึ่งมีแผนการตลอดเวลาที่จะล้มรัฐบาล หรือกล่าวหาว่าฝ่ายค้านอยู่เบื้องหลังการก่อความไม่สงบในเขตสามจังหวัดภาคใต้ เป็นต้น เรื่องนี้ต่างหากจะเป็นตัวเหนี่ยวรั้งพัฒนาการทางการเมืองไปอย่างน่าเสียดาย







