posttoday
ภาษีดารา

ภาษีดารา

06 กันยายน 2555

ภาพดาราสาวถูกไล่บี้เรื่องภาษีจนหลั่งน้ำตาหน้ากล้องทีวี เห็นแล้วอดใจอ่อนและอดเกิดความสงสารไม่ได้ ยิ่งถูกขู่ว่ามีโทษถึงจำคุกหลายปีก็ยิ่งน่าเห็นใจมากขึ้น

โดย...อรุณ จิรชวาลา

ภาพดาราสาวถูกไล่บี้เรื่องภาษีจนหลั่งน้ำตาหน้ากล้องทีวี เห็นแล้วอดใจอ่อนและอดเกิดความสงสารไม่ได้ ยิ่งถูกขู่ว่ามีโทษถึงจำคุกหลายปีก็ยิ่งน่าเห็นใจมากขึ้น

ที่เกิดความรู้สึกเช่นนี้ ไม่ใช่เพียงเพราะหลงใหลในความสวยเท่านั้นนะครับ หากแต่ยังเศร้าใจแทนคนกลุ่มน้อยอื่นๆ ทุกคนที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในอัตราสูง ขณะที่คนส่วนใหญ่ในสังคมเสียเพียงเล็กน้อย หรือไม่เสียเลย

คนที่เสียภาษีในอัตราสูงมักจะเป็นลูกจ้าง ไม่ใช่เจ้าของกิจการ มักจะต้องทำงานหนัก และถึงจะประสบความสำเร็จในอาชีพจนมีตำแหน่งสูงๆ หรือจนมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ แต่ก็ยังอยู่ในฐานะลูกจ้างอยู่นั่นเอง ไม่ได้ร่ำรวยเหมือนเศรษฐีที่มีทรัพย์สมบัติและเงินทองเป็นร้อยเป็นพันล้านบาท

ระบบภาษีในบ้านเรายังมีจุดอ่อนและยังขาดความเป็นธรรมอยู่หลายประการ ซึ่งผมจะขอยกมาพูดเพียง 2-3 ประเด็น ดังนี้

หนึ่ง ฐานภาษีเงินได้ของเราแคบมาก ส่วนใหญ่เป็นลูกจ้างกินเงินเดือน ซึ่งมีทั้งหมดไม่กี่ล้านคนจากจำนวนประชากรกว่า 60 ล้านคน และเมื่อรวมรายได้ของคนเหล่านี้ทั้งหมดก็เป็นสัดส่วนนิดเดียวของจีดีพีของประเทศ รายได้ประชาชาติส่วนที่เหลือซึ่งเป็นส่วนใหญ่ไม่ผ่านกระบวนการจัดเก็บภาษีเงินได้ของสรรพากร

ภาษีดารา

 

เมื่อระบบภาษีเป็นเช่นนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่มีคนไทยน้อยคนที่สำนึกในหน้าที่และความรับผิดชอบในการเสียภาษีอย่างแท้จริง ส่วนใหญ่จำใจเสียเพราะหลีกเลี่ยงไม่พ้น หรือเกรงกลัวความผิดเท่านั้น

ใครที่มีเพื่อนชาวต่างประเทศ จะลองสอบถามเพื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มเพื่อนคนไทยดูก็ได้ จะเห็นว่าเขามีสำนึกในหน้าที่อันนี้สูงกว่าเรามาก

สอง ระบบภาษีของเราเป็นระบบที่เลือกปฏิบัติ คนเลี่ยงภาษีมีอยู่เต็มบ้านเต็มเมืองจนเกือบจะรู้กันทั่วไป แต่สรรพากรก็ไม่เคยคิดจะไปตามเก็บ ต้องให้เกิดเรื่องขึ้นมาเสียก่อนเหมือนกรณีดาราสาวที่ตกเป็นข่าว จึงตื่นตัวและทำทีเสแสร้งเหมือนเป็นเรื่องที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน ทั้งๆ ที่ทำกันทั่วไปทั้งในวงการบันเทิงและวงการอื่นๆ

พึงสังเกตว่า ในกรณีนี้เป้าหมายของการตรวจสอบพุ่งไปที่ตัวดาราสาว เพราะบังเอิญเป็นบุคคลที่กระแสสังคมให้ความสนใจ แทนที่จะพุ่งเป้าไปที่นายจ้าง ซึ่งเป็นนิติบุคคล เป็นบริษัท ควรมีหน้าที่ต้องจ่ายให้ถูกคน และต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายให้ถูกต้อง

ขอยกตัวอย่างอีกกรณีหนึ่งที่มีลักษณะของการทำงานตามกระแสเช่นกัน คงจำกันได้ว่า ก่อนหน้านี้ไม่นานมีข้าราชการระดับปลัดกระทรวงคนหนึ่งที่ถูกยึดทรัพย์เพราะความร่ำรวยผิดปกติ แต่สาเหตุที่ถูกตรวจสอบเป็นเพราะตกเป็นข่าวดัง เรื่องถูกโจรขึ้นบ้านและขนเงินสดไปเป็นจำนวนมาก

ในความเป็นจริงมีข้าราชการและนักการเมืองอีกมากมายที่มีความเป็นอยู่หรูหราฟุ่มเฟือย ทั้งๆ ที่ตลอดชีวิตการทำงานมีรายได้พึงประเมินเสียภาษีเพียงน้อยนิด ผมอยากให้สังคมช่วยกันตั้งคำถามว่า เหตุใดสรรพากร หรือสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จึงไม่ลองเข้าไปตรวจสอบดูบ้าง

สาม ทุจริตคอร์รัปชันในระบบภาษี ประเด็นนี้ผมขอไม่จาระไนว่ามีอะไรบ้าง เพราะเกรงจะพูดได้ไม่หมด แต่ที่ชัดเจนคือ คนที่บังเอิญรักชาติและอยากเสียภาษีให้ถูกต้อง บางครั้งก็ต้องถอดใจ เพราะนอกจากจะทำให้ต้นทุนทางธุรกิจสูงกว่าคู่แข่ง ยังเกิดความไม่สะดวกอีกนานัปการ รวมทั้งเสี่ยงต่อการเกิดความผิดพลาด สู้ยอมจ่ายเบี้ยใบ้รายทางไม่ได้ ทั้งสะดวก ประหยัด และปลอดภัย เกิดปัญหาอะไรก็มีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องโดยตรงคอยให้คำแนะนำช่วยเหลือ

แนวทางในการปรับปรุงและแก้ไขปัญหาของระบบภาษีที่จริงก็มีการคิดและการดำเนินการไปบ้างแล้ว แต่ยังไม่เป็นระบบและไม่เป็นรูปธรรม รัฐยังไม่สามารถทำให้สังคมเกิดความกระจ่างทั้งในเรื่องหลักการและวิธีปฏิบัติ

แนวทางสำคัญของการปฏิรูป คือ ลดการพึ่งพาภาษีเงินได้และทดแทนด้วยภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือพูดง่ายๆ คือ ลดอัตราภาษีเงินได้ลงทั้งนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา แล้วหันไปเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม ตลอดจนขยายฐานภาษีมูลค่าเพิ่มให้ครอบคลุมภาคเศรษฐกิจต่างๆ มากขึ้น

วิธีนี้นอกจากจะช่วยให้ระบบภาษีมีความเป็นธรรมมากขึ้น และแรงจูงใจในการเลี่ยงภาษีเงินได้ลดลง ยังจะทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้ดียิ่งขึ้น เพราะทุกวันนี้ภาษีเงินได้ทั้งนิติบุคคลและบุคคลธรรมดาของเพื่อนบ้านหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฮ่องกงกับสิงคโปร์ต่ำกว่าของเรามาก

มีชาวต่างประเทศหลายรายที่บ่นให้ผมฟังว่า ทุกวันนี้การเข้ามาลงทุนในประเทศไทยไม่ได้มีต้นทุนที่ต่ำเลย ไหนจะเรื่องภาษี เรื่องระบบขนส่งและสาธารณูปโภค เรื่องขั้นตอนในระบบราชการ เรื่องเสถียรภาพการเมือง และอื่นๆ มีดีก็เพียงสนามกอล์ฟ ร้านอาหารและสถานบริการต่างๆ

บริษัทต่างชาติหลายแห่งมีบริการแบ่งจ่ายผลตอบแทนผู้บริหาร โดยโอนบางส่วนไปจ่ายในต่างประเทศ เพื่อประหยัดภาษีให้พนักงานและลดต้นทุนให้บริษัท

ที่ผ่านมารัฐบาลนี้ได้ประกาศลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลลงแล้ว จากร้อยละ 30 เหลือร้อยละ 23 โดยมีผลตั้งแต่ต้นปี 2555 ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี แต่น่าเสียดายที่รัฐบาลไม่สามารถอธิบายได้ชัดเจนว่าจะทดแทนรายได้ส่วนที่ขาดหายไปอย่างไร ทำให้สังคมเกิดความระแวงว่า รัฐบาลทำไปเพื่อหวังผลทางการเมืองแต่เพียงอย่างเดียว โดยไม่ใส่ใจเรื่องวินัยการคลังเท่าที่ควร

ที่ควรทำต่อไปเพื่อให้สอดคล้องกัน คือ การลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยอาจทำพร้อมๆ กับการปรับอัตราและขยายฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม

ในขณะเดียวกันก็อาจถือโอกาสยกเลิกการให้สิทธิพิเศษด้านภาษีกับคณะบุคคล เพราะผมนึกอย่างไรก็นึกไม่ออกว่ามีคณะบุคคลไว้เพื่ออะไร ยกเว้นเพื่อให้คนบางกลุ่มใช้เป็นเครื่องมือเลี่ยงภาษี

เห็นอธิบดีกรมสรรพากรออกมาให้ข่าวว่า การเลี่ยงภาษีโดยการจัดตั้งคณะบุคคลพบว่ามีบ้าง แต่น้อยลงมาก บอกตรงๆ ว่าเป็นคำพูดที่ไม่น่าเชื่อถือเลยครับ

 

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน