
ลุยเศรษฐกิจเฟสสองสนองการเลือกตั้ง
หากนโยบายเข้าเป้า ก็เหมือนกับการปูพรมแดงไปสู่การเลือกตั้ง แต่หากไม่เข้าเป้า ก็เตรียมเป็นฝ่ายค้านข้ามศตวรรษได้เลย
หากนโยบายเข้าเป้า ก็เหมือนกับการปูพรมแดงไปสู่การเลือกตั้ง แต่หากไม่เข้าเป้า ก็เตรียมเป็นฝ่ายค้านข้ามศตวรรษได้เลย
โดย...ทีมข่าวการเงิน
ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ประเทศไทยมีอาการเหมือนคน “หยุดหายใจ” ไปชั่วขณะ เหมือนชีพจรเศรษฐกิจหยุดเต้น จาก ม็อบเสื้อแดงนับแสนคนบนถนนราชดำเนิน
เมื่อแกนนำขู่ว่าจะทำให้กรุงเทพฯเป็นอัมพาต รัฐบาลอำมาตย์อยู่ไม่ได้ แต่สุดท้ายประเทศไทยก็ผ่านช่วงเวลา “อันตราย” ที่สุดไปได้
แม้ม็อบเสื้อแดงจะไม่สลาย แต่ก็กลายเป็นความยืดเยื้อ เรื้อรังทางการเมืองไม่สิ้นสุด
รัฐบาลที่ถือว่าชนะใน “เฟสแรก” จึงต้องเริ่มเดินเกม “เฟสสอง” ของการต่อสู้ทางยุทธศาสตร์
ถือเป็นเกมเดิมพันระยะยาว เพื่อไปสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่ ที่อาจจะเกิดขึ้นภายในปีนี้
นั่นคือเปลี่ยนสนามการเมืองที่มีแต่กลิ่นอายสงคราม ซึ่งคนไทยไม่ต้องการเห็นอีกต่อไป
กลายมาเป็นสมรภูมิทางเศรษฐกิจที่โชติช่วงชัชวาล
หลังจากนี้จึงเป็นการช่วงชิงมวลชนคนไทย กับมวลชนคนเสื้อแดงแบบถึงพริกถึงขิง
นายเกียรติ สิทธีอมร ประธานผู้แทนการค้าไทย กล่าวว่า สิ่งที่ชัดเจนขณะนี้คือรัฐบาลจะเร่งนโยบายประกันรายได้เกษตรกร และแก้หนี้นอกระบบ
“ขณะนี้ถือว่านโยบายประกันรายได้ 4 หมื่นล้านบาท ตรงไปถึงมือเกษตรกรจริงๆ” นายเกียรติ ระบุ
ขณะเดียวกันก็จะเร่งรัดงบประมาณไทยเข้มแข็งที่ยังเบิกจ่ายไม่หมดอีกจำนวนมาก
ส่วนการลงทุนขนาดใหญ่ อย่างรถไฟรางคู่ความเร็วสูงจากกรุงเทพฯ ไป จ.ระยอง ก็จะเร่งโครงการ
เพราะขณะนี้มีนักลงทุนต่างชาติสนใจจำนวนมาก ทั้งจีน เกาหลี ญี่ปุ่น และฝรั่งเศส
เรียกได้ว่าเรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา หากการเมืองนิ่งกว่านี้ รับรองได้ว่า ได้เห็นการลงเสาเข็มโปรเจกต์ในช่วงรัฐบาลนี้แน่
“วงใน” รัฐบาลเชื่อว่า ถ้านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี สามารถลงไปหาเสียงในพื้นที่อีสานและเหนือโดยไม่กลัวการถูกทำร้ายได้
คะแนนเสียงของพรรคประชาธิปัตย์จะกลับมาแบบกระบุงโกย
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า การเดินหน้าใช้นโยบายเศรษฐกิจเป็นตัวนำของรัฐบาลจะมุ่งเจาะฐานเสียงในพื้นที่ภาคอีสานและเหนือ
เนื่องจากพบว่านโยบายประกันรายได้เกษตรกร ได้รับความนิยมจากชาวบ้านในหลายจังหวัด
ถือเป็นเหตุผลหลักว่าเหตุใดพรรคเพื่อไทยจึงไม่อาจปล่อยให้นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่อีสานและเหนือได้
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า แนวคิดของนายอภิสิทธิ์ ในการยุบสภาเลือกตั้งใหม่คือต้องการการแข่งขันที่เป็นธรรม
โดยในเมื่อพรรคเพื่อไทยสามารถหาเสียงในพื้นที่ภาคใต้ได้ และพรรคประชาธิปัตย์ก็ควรลงพื้นที่เชียงใหม่ อุดรธานีได้เช่นกัน
แหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ยอมรับว่า นโยบายประกันรายได้ของรัฐบาลได้รับความนิยมจากชาวนาในภาคอีสาน
เนื่องจากชาวนาในพื้นที่มีพื้นที่ปลูกไม่มาก ยากจน และบางส่วนก็ปลูกข้าวเหนียวไว้กินเอง
ดังนั้น เมื่อรัฐบาลเข้ามาประกันรายได้ โดยจ่ายส่วนต่าง ระหว่างราคาอ้างอิงกับราคาตลาดให้ เท่ากับว่าชาวบ้านจะได้รับเงินที่แน่นอนในการดำรงชีพ
ขณะที่การรับจำนำนั้น นอกจากสูญเสียงบประมาณจำนวนมากแล้ว ชาวนาในภาคอีสานบางส่วนยังเข้าไม่ถึงโควตาในการรับจำนำด้วยซ้ำ
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ชาวนาที่ไม่นิยมการประกันรายได้คือชาวนาในภาคกลางที่พื้นที่ปลูกขนาดใหญ่ ซึ่งผูกติดกับธุรกิจของกลุ่มโรงสี
จึงไม่แปลกที่กลุ่มชาวนาและโรงสีจากสุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา และปทุมธานี จะไม่โปรดปรานนโยบายประกันรายได้ที่จ่ายเงินตรงถึงมือเกษตรกร
สำหรับการเดินหน้านโยบายแก้หนี้นอกระบบ ซึ่งถือเป็นปัญหาเร่งด่วนของคนรากหญ้า
ในส่วนของกรุงเทพมหานคร รัฐบาลจะให้ กทม. เป็นตัวขับเคลื่อนแก้ปัญหาร่วมกับกระทรวงการคลัง
หลังพบว่าคน กทม. เป็นหนี้นอกระบบ 8.4 หมื่นคน จาก 1.2 ล้านคน ทั่วประเทศ คิดเป็นมูลหนี้รวม 1.2 แสนล้านบาท โดยเฉลี่ยมูลหนี้ต่อรายอยู่ที่ 1 แสนบาท
ส่วนในต่างจังหวัด ที่นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง และนายอภิสิทธิ์ ออกไปลงพื้นที่ได้ยาก
ได้สั่งการให้ธนาคารของรัฐคือธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นแขนเป็นขา
ล่าสุดกลุ่มลูกหนี้วงเงินไม่เกิน 5 หมื่นบาท จำนวน 2.7 แสนราย เจรจาไปได้แล้วกว่า 1 แสนราย
ส่วนมูลหนี้ที่เกิน 5 หมื่นบาทขึ้นไป ตอนนี้ได้มีการส่งข้อมูลไปยังชุดทำงานระดับจังหวัดทั่วประเทศ
เรียกได้ว่ารัฐบาลกำลังเร่งลุยแก้หนี้ให้ชาวบ้านแบบซื้อใจกันทีเดียว!!
แต่ยุทธศาสตร์ 240 เสียงของนายอภิสิทธิ์ ไม่ใช่เรื่องที่จะได้มาแบบชั่วข้ามคืน
เพราะต้องยอมรับว่ารัฐบาลเพิ่งทำงานได้เพียง 1 ปี
ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี บริหารประเทศนานถึง 6 ปี
“คะแนนเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ในภาคอีสานยังคงแยกชัดเจนระหว่างคนเมืองและรอบนอก แต่หากรัฐบาลทำให้คนรากหญ้าเห็นว่าตั้งใจแก้ปัญหาความยากจนจริงๆ เชื่อว่าภายใน 12 ปีนี้ อาจจะชิงมวลชนมาได้ส่วนหนึ่ง” แหล่งข่าว สศช.เปิดเผย
แคมเปญเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหญ่ที่จะลงไปสู่ระบบเศรษฐกิจจึงเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้
หากนโยบายเข้าเป้า ก็เหมือนกับการปูพรมแดงไปสู่การเลือกตั้ง แต่หากไม่เข้าเป้า ก็เตรียมเป็นฝ่ายค้านข้ามศตวรรษได้เลย







