posttoday
ร่างพระราชบัญญัติจดหมายเหตุแห่งชาติ

ร่างพระราชบัญญัติจดหมายเหตุแห่งชาติ

05 กันยายน 2555

เอกสารจดหมายเหตุ เป็นหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ และเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่บันทึกความทรงจำของชาติ เป็นหลักฐานขั้นต้นที่มีคุณค่า

โดย...อนุรักษ์ นิยมเวช

เอกสารจดหมายเหตุ เป็นหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ และเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่บันทึกความทรงจำของชาติ เป็นหลักฐานขั้นต้นที่มีคุณค่า สำหรับการนำไปทำการค้นคว้าวิจัย หรือนำไปใช้อ้างอิงในเชิงประวัติศาสตร์ได้ทุกสาขาวิชา หลายประเทศได้มีพระราชบัญญัติจดหมายเหตุขึ้น เพื่อคุ้มครองเอกสารสำคัญของชาติ ปัจจุบันมีสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ สังกัดกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง มีกฎหมายและระเบียบที่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับกิจการของสำนักงานหอสมุดแห่งชาติในการรับมอบเอกสารจากหน่วยงานของรัฐ จำนวน 3 ฉบับ คือ พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2550 ระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2544 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2548

แต่ที่ผ่านมาพบว่า หน่วยงานราชการและผู้ถือครองเอกสารจดหมายเหตุ ไม่ยอมส่งมอบเอกสารมาให้สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติเก็บรักษา จึงจำเป็นที่จะให้มีกฎหมายเพื่อให้อำนาจแก่สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ในการควบคุมให้หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หน่วยงานราชการส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น จัดทำทะเบียนเอกสารที่อยู่ในครอบครอง จัดส่งเอกสารที่ได้รับการประเมินคุณค่าและเห็นว่ามีคุณค่าทางประวัติศาสตร์

ขณะนี้ร่างพระราชบัญญัติจดหมายเหตุแห่งชาติฉบับดังกล่าวนี้ได้ผ่านการเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรแล้ว และผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภาในวาระสามแล้ว สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติจดหมายเหตุ มีส่วนสำคัญโดยแยกออกเป็นหัวข้อ ดังต่อไปนี้

ประเด็นที่หนึ่ง ในร่างมาตรา 6 ให้กรมศิลปากรมีอำนาจในการประเมินคุณค่าเอกสารและจัดทำทะเบียนจดหมายเหตุ โดยให้คำแนะนำแก่หน่วยงานของรัฐในการจัดทำรายการหรือตารางการเก็บรักษาเอกสาร โดยให้จัดทำเป็นคู่มือทางวิชาการและการบริหารงานด้านเอกสารจดหมายเหตุ อีกทั้งจัดให้ทำระบบการให้บริการเอกสารจดหมายเหตุอีกด้วย ซึ่งการกำหนดให้หน่วยงานของรัฐ เก็บรักษาเอกสารราชการในการปฏิบัติงานหรือให้อยู่ในความครอบครองของหน่วยงานรัฐ เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของหน่วยงานของรัฐ เพื่อรักษาคุณค่าทางประวัติศาสตร์ อีกทั้งเพื่อให้สามารถนำมาศึกษา ค้นคว้า หรือทำการวิจัย หลังจากนั้นจึงส่งมอบให้กรมศิลปากรเป็นผู้ดูแล

แต่ก็จะมีปัญหาให้ส่วนของร่างมาตรา 10 วรรคหนึ่ง และร่างมาตรา 11 กำหนดให้กรมศิลปากรว่าด้วยเอกสารส่วนบุคคล อาจมีคุณค่าเป็นจดหมายเหตุ ให้กรมศิลปากรขอตรวจสอบและประเมินคุณค่าของเอกสารนั้นโดยได้รับความยินยอมจากบุคคลนั้น หากไม่รับความยินยอมจะไม่สามารถทำการประเมินคุณค่าของเอกสารจดหมายเหตุได้

นอกจากนั้น เมื่อกรมศิลปากรได้รับมอบเอกสารส่วนบุคคลจากเจ้าของหรือผู้ครอบครองแล้ว ให้กรมศิลปากรจัดทำทะเบียนไว้เป็นเอกสารจดหมายเหตุ เพื่อเก็บรักษาและอนุรักษ์ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรณีที่เจ้าของหรือผู้ครอบครองไม่ส่งมอบเอกสารส่วนบุคคล ให้กรมศิลปากรขอทำสำเนาและบันทึกรายละเอียดของเอกสารส่วนบุคคลไว้เป็นหลักฐาน ซึ่งการที่กรมศิลปากรขอทำสำเนาและบันทึกรายละเอียดของเอกสารส่วนบุคคลไว้เป็นหลักฐาน ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกำหนด

ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 29 กำหนดว่า การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้และเท่าที่จำเป็นและจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิเสรีภาพไม่ได้ อีกทั้งรัฐธรรมนูญมาตรา 41 กำหนดให้สิทธิของบุคคลในทรัพย์สินย่อมได้รับการคุ้มครอง การที่กรมศิลปากรขอทำสำเนาและบันทึกรายละเอียดของเอกสารส่วนบุคคล หากเจ้าของหรือผู้ครอบครองไม่อนุญาตหรือทำข้อตกลงกันไว้ กรมศิลปากรก็ไม่สามารถที่จะกระทำการได้

ประเด็นที่สอง คือ ในส่วนของหอจดหมายเหตุแห่งชาติ เนื่องจากได้มีการกำหนดให้หอจดหมายเหตุแห่งชาติเป็นส่วนราชการสังกัดกรมศิลปากรเป็นที่เก็บที่รักษา อนุรักษ์และให้บริการการศึกษา การค้นคว้า หรือการวิจัยเอกสารจดหมายเหตุ และเมื่อเก็บรักษาเอกสารจดหมายเหตุไว้ในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ห้ามผู้ใดนำเอกสารจดหมายเหตุออกจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ เว้นแต่นำไปเพื่อแสดงหรือนำออกใช้เป็นการชั่วคราว แต่ต้องเป็นไปตามที่อธิบดีกำหนด

นอกจากนี้ กำหนดให้การเปิดเผยข้อมูลที่ปรากฏในเอกสารจดหมายเหตุอยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าข้อมูลข่าวสารของทางราชการ และจะนำเอกสารจดหมายเหตุ หรือสำเนาของเอกสารจดหมายเหตุไปผลิตหรือทำซ้ำไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน เพื่อประโยชน์ในทางการค้ามิได้ เว้นแต่ได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากอธิบดี ในร่างมาตรา 17 กำหนดให้หอจดหมายเหตุแห่งชาติมีหน้าที่ในการเก็บรักษาและอนุรักษ์เอกสารจดหมายเหตุ ติดตาม รวบรวม หรือรับมอบเอกสารจดหมายเหตุจากหน่วยงานของรัฐ จัดหา ซื้อ หรือรับบริจาคเอกสารที่มีคุณค่าเป็นเอกสารจดหมายเหตุจากเอกชน รวมทั้งจัดหมวดหมู่และจัดทำเครื่องมือช่วยค้นเอกสารจดหมายเหตุ รวมถึงเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับพระราชพิธี รัฐพิธีและศาสนพิธี เหตุการณ์สำคัญของชาติ เพื่อใช้บริการในการศึกษา การค้นคว้า หรือวิจัยเอกสารจดหมายเหตุ และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์

ประเด็นที่สาม คือ การคุ้มครองเอกสารจดหมายเหตุ เป็นเรื่องการห้ามมิให้บุคคลใด แก้ไข ดัดแปลง หรือซ่อมแซมเอกสารจดหมายเหตุ เว้นแต่เป็นการซ่อมแซมโดยกรมศิลปากรหรือได้รับอนุญาตจากอธิบดี รวมถึงการเอาไปทำลาย ทำให้เสียหายหรือหรือทำให้เสื่อมค่า ส่งหรือนำเอกสารจดหมายเหตุออกนอกราชอาณาจักรโดยมิได้รับอนุญาตจากอธิบดีโดยเห็นชอบของรัฐมนตรี

ประเด็นสุดท้าย ในร่างมาตรา 24 กำหนดให้จัดตั้ง “กองทุนส่งเสริมงานจดหมายเหตุ” ขึ้นในกรมศิลปากร เพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนและใช้จ่ายสำหรับกิจการด้านเอกสารจดหมายเหตุ คณะกรรมการกองทุน กำหนดให้ประกอบด้วย อธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานกรรมการ รองอธิบดีกรมศิลปากรที่อธิบดีมอบหมาย เป็นรองประธานกรรมการ ผู้แทนกระทรวงการคลัง และผู้แทนสำนักงบประมาณ เป็นกรรมการ ผู้อำนวยการสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติเป็นกรรมการและเลขานุการ และข้าราชการในสังกัดกรมศิลปากรไม่เกินสองคนเป็นผู้ช่วยเลขานุการ รวมทั้งผู้แทนกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และนายกสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย เพื่อเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลกองทุนส่งเสริมงานจดหมายเหตุ ซึ่งควรที่จะมีการแก้ไขเพิ่มเติมในเรื่อง คุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามของคณะกรรมกองทุน ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นที่ต้องระบุไว้ให้ชัดเจน

ในมาตรา 26 กำหนดให้มีอำนาจ หน้าที่ บริหารจัดการกองทุน ให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนการดำเนินการของหอจดหมายเหตุแห่งชาติ โดยวางระเบียบเกี่ยวกับการรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงินกองทุนและการจัดหาผลประโยชน์ของเงินกองทุน โดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง ในร่างมาตรา 28 กำหนดให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้สอบบัญชีของกองทุนรอบปี ในท้ายสุดของร่างพระราชบัญญัติ เป็นการกำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติฉบับนี้

ร่างพระราชบัญญัติจดหมายเหตุแห่งชาติ เป็นกฎหมายที่มีส่วนสำคัญในการพิทักษ์และคุ้มครองเอกสารสำคัญของชาติให้เป็นมรดกของประเทศชาติต่อไป ในส่วนของประชาชน เป็นการส่งเสริมและเปิดโอกาสให้ประชาชนได้รับทราบและเข้าถึงเอกสารสำคัญของชาติ ได้อย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน ภายใต้การคุ้มครองแห่งบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ

 

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน