
ระเบียบของ WTO กับการจำนำข้าวของไทย(ตอนที่1)
ในฉบับที่ผ่านๆ มาถึง 2 ฉบับ ผู้เขียนได้เล่าถึงประวัติศาสตร์การเจรจาสินค้าเกษตรรอบอุรุกวัย หรือที่จริงก็ไม่ใช่ประวัติศาสตร์การเจรจาสินค้าเกษตรเสียทีเดียว
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
ในฉบับที่ผ่านๆ มาถึง 2 ฉบับ ผู้เขียนได้เล่าถึงประวัติศาสตร์การเจรจาสินค้าเกษตรรอบอุรุกวัย หรือที่จริงก็ไม่ใช่ประวัติศาสตร์การเจรจาสินค้าเกษตรเสียทีเดียว เพียงเป็นประวัติศาสตร์การเริ่มต้นเจรจาสินค้าเกษตรและนำเอาสินค้าเกษตรเข้ามาไว้ใน WTO เท่านั้น
หลังจากการเจรจากันอยู่ 8 ปี ตั้งแต่ปี 2529–2537 และแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ตลอดจนกดดันกันไปมา ประเทศที่เข้าร่วมเจรจาก็ได้กฎระเบียบเป็นกรอบสำหรับเรื่องสินค้าเกษตร มีตั้งแต่คำจำกัดความของสินค้าเกษตร หมายความว่า มีอะไรบ้างที่ถือเป็นสินค้าเกษตร การเปิดตลาดสินค้าเกษตร รวมถึงวิธีการเปิดตลาดจะเปิดอย่างไร การลดการอุดหนุนภายใน และการลดหรือไม่มีการอุดหนุนส่งออกจะทำอย่างไร อะไรถือเป็นการอุดหนุนภายในที่ต้องลด เป็นต้น
ที่จริงเรื่องขอบเขต หรือคำจำกัดความว่าอะไรบ้างที่ถือเป็นสินค้าเกษตรก็มีความสำคัญ จะเห็นได้ว่าสินค้าเกษตรที่คนไทยเราเข้าใจ อาจไม่ใช่สินค้าเกษตรตาม WTO ตัวอย่างเช่น ยางพาราสำหรับ WTO แล้วไม่ใช่สินค้าเกษตร แต่น้ำตาลกลับถือว่าเป็นสินค้าเกษตร ส่วนข้าวนั้นแน่นอนว่า ตาม WTO ถือว่าเป็นสินค้าเกษตร และการเป็นสินค้าเกษตรย่อมหมายความว่า ต้องทำตามกฎหมายระเบียบของความตกลงสินค้าเกษตร ทั้งการเปิดตลาด การอุดหนุนภายใน และการลด หรือเลิกการอุดหนุนส่งออก ซึ่งเจรจาเสร็จสิ้นไปเมื่อปี 2537 และมีผลบังคับใช้ในปี 2538 พร้อมกับการตั้ง WTO
คราวนี้ลองมาดูหลักเกณฑ์โดยสรุปของความตกลงสินค้าเกษตรว่ามีอะไรบ้าง
1.การเปิดตลาด
1.1 การลดภาษีศุลกากร
ประเทศที่พัฒนาแล้ว ต้องลดภาษีลงร้อยละ 36 ภายใน 6 ปี โดยแต่ละรายการสินค้าจะต้องลดลงอย่างน้อยร้อยละ 15
ประเทศกำลังพัฒนา ต้องลดภาษีลงร้อยละ 24 ภายใน 10 ปี โดยแต่ละรายการสินค้าจะต้องลดลงร้อยละ 10
1.2 ให้ปรับเปลี่ยนมาตรการที่มิใช่ภาษีศุลกากรที่ใช้กับสินค้าเกษตร เช่น การห้ามนำเข้าการกำหนดโควตานำเข้า และการกำหนดสัดส่วนการรับซื้อผลผลิตภายในประเทศ (Local Content Requirement) ให้เป็นมาตรการภาษีศุลกากรทั้งหมด โดยกำหนดเป็นปริมาณโควตา และเก็บภาษีศุลกากรสินค้าในโควตาในระดับต่ำ และหากมีการนำเข้าเกินกว่าปริมาณโควตาที่กำหนด ก็จะเก็บอัตราภาษีนอกโควตาในอัตราที่สูงมาก
2.การอุดหนุนภายในแก่สินค้าเกษตร จะแบ่งเป็น 3 ส่วนด้วยกัน ที่เรียกว่า มาตรการอุดหนุนกล่องเขียว (Green Box) กล่องเหลือง (Amber Box) และกล่องน้ำเงิน (Blue Box)
1) กล่องเขียว หรือ Green Box จัดเป็นมาตรการอุดหนุนที่บิดเบือนตลาดน้อยมาก หรือไม่บิดเบือนตลาดเลย ความตกลงสินค้าเกษตรภายใต้ WTO ได้ให้คำนิยามการอุดหนุนประเภทนี้ว่าเป็นการอุดหนุนที่ไม่มีผลให้เกิดการบิดเบือนราคาปัจจุบันของสินค้าเกษตร และปริมาณการเพาะปลูก หรือไม่มีผลต่อการตัดสินใจผลิตของเกษตรกร หรืออาจมีได้ในระดับที่น้อยมาก ผู้เขียนขอย้ำว่า มาตรการในกล่องเขียวต้องไม่มีผลต่อราคา สิ่งที่กระทรวงพาณิชย์แถลงข่าวว่า การจำนำข้าวทำให้ราคาข้าวต่ำลงไม่ผิด WTO จึงไม่อยู่ในกล่อง Green Box แต่จะอยู่ในกล่องไหนก็ต้องดูกันต่อไป ซึ่งการอุดหนุนในกล่องเขียวนี้มีหลายรูปแบบ ได้แก่
การให้บริการโดยทั่วไป เช่น การวิจัยและพัฒนา การให้การบริการตรวจสอบคุณภาพสินค้า การฝึกอบรม การควมคุมโรคระบาด การให้บริการด้านการตลาด และการส่งเสริมการตลาด และการให้บริการสาธารณูปโภคพื้นฐาน เป็นต้น
การสร้างยุ้งฉางสาธารณะเพื่อเก็บผลผลิตไว้ใช้ในวัตถุประสงค์ของความมั่นคงทางอาหาร
การให้ความช่วยเหลือทางด้านอาหารในประเทศ
การจ่ายเงินอุดหนุนโดยตรง (Direct Payment) ที่ไม่เกี่ยวข้องกับราคาตลาด หรือการผลิตในปัจจุบัน เช่น การจ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกรเพื่อให้มีรายได้มั่นคง โดยไม่จำกัดว่าเกษตรต้องปลูกพืชชนิดใด การให้ความช่วยเหลือในการปรับโครงสร้างการผลิต การให้เงินช่วยเหลือโดยมีเงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อม และการให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ที่มีความเสียเปรียบทางด้านการผลิต
ทั้งนี้ การให้การอุดหนุนประเภท Green Box นี้ สามารถให้ได้อย่างไม่จำกัดปริมาณ
2) มาตรการอุดหนุนที่บิดเบือนตลาด แต่มีเงื่อนไขให้จำกัดการผลิต (Blue Box) ความตกลงว่าด้วยสินค้าเกษตรของ WTO ได้ให้คำนิยามการอุดหนุนประเภทนี้ว่า เป็นการอุดหนุนการผลิตภายในที่ทำให้ตลาดบิดเบือน (อาจมีความเกี่ยวข้องกับราคา หรือการผลิตในปัจจุบัน) แต่อยู่ภายใต้โครงการจำกัดการผลิต โดยมีเงื่อนไขสำคัญ 3 ข้อ คือ
2.1) การจ่ายเงินนั้นขึ้นอยู่กับเนื้อที่เพาะปลูกและผลผลิตต่อหน่วยที่กำหนดไว้แล้ว หรือ
2.2) การจ่ายเงินนั้น จ่ายในอัตรา 85% หรือต่ำกว่าของระดับการผลิตที่ใช้เป็นฐาน หรือ
2.3) การจ่ายเงินสำหรับปศุสัตว์ที่จ่ายตามจำนวนหัวซึ่งกำหนดไว้แล้ว
การอุดหนุนตามข้อ 2) นี้ ถือว่ามีผลกระทบต่อตลาดน้อยเพราะว่ามีการจำกัดการผลิตจึงเป็นข้อยกเว้นที่อนุญาตให้สมาชิกองค์การการค้าโลกทำได้ และไม่ต้องนำมาคำนวณลดการอุดหนุนลง
จะเห็นได้ว่ามาตรการที่ไทยทำอยู่นี้ ไม่ได้อยู่ทั้งใน Green Box และ Blue Box เลย คงจะต้องดูกันต่อไปว่าจะไปเข้ากล่องไหนแน่ เรียกว่ากำลังจะเข้าสาระที่น่าสนใจก็พอดีเนื้อที่หมด ต้องขอไปต่อคราวหน้า







