
'โต้ง'ลั่นการเมืองดกงไม่ได้ โยนบาปเอกชน-ขรก.
กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ชี้แจงระหว่างการประชุมวุฒิสภาเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2556 ว่า
กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ชี้แจงระหว่างการประชุมวุฒิสภาเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2556 ว่า
รัฐบาลมีความจำเป็นต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานหลังจากประเทศไทยไม่ได้ดำเนินการในส่วนนี้มากว่า 1 ทศวรรษแล้ว ส่งผลให้โครงข่ายการคมนาคมของประเทศมีความจำกัดทำให้ต้นทุนการขนส่งสูงขึ้นโดยไม่จำเป็น โดยแนวทางการลงทุนของรัฐบาลเป็นลักษณะระยะยาว 7 ปี เม็ดเงินระหว่าง 1.6-2 ล้านล้านบาท เฉลี่ยปีละ 3 แสนล้านบาท ไม่ได้มีเจตนาหลีกเลี่ยงไม่ให้ตรวจสอบผ่านระบบงบประมาณหรือก่อหนี้ ซึ่งถ้าสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภามีความเห็นว่ารัฐบาลจำเป็นต้องลงทุนในระยะยาวก็คงต้องมีการปรึกษาอีกครั้ง
รมว.คลัง ยังชี้แจงถึงการปราบปรามการทุจริตว่า รัฐบาลให้ความสำคัญจริงๆ และได้เห็นภาวะเรื้อรังมาระยะเวลาหนึ่ง รัฐบาลไม่ได้ละเลย โดยได้กำหนดเป็นมติคณะรัฐมนตรีมอบหมายให้หัวหน้าส่วนราชการอย่างน้อยระดับรองปลัดกระทรวงทำหน้าที่เป็นหัวหน้าติดตามการบริหารในกระทรวงให้มีความถูกต้อง ควบคู่ไปกับการทำหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และภาคประชาชน
“เป็นที่ทราบกันดีว่าการทุจริตนั้นจะเกิดขึ้นได้ยากหากมีแต่เพียงนักการเมืองโดยที่ไม่มีข้าราชการ และภาคเอกชนเข้าไปร่วมด้วย ดังนั้น ต้องช่วยกันทุกฝ่ายเพื่อให้ประเทศมีความโปร่งใส” กิตติรัตน์ กล่าว
กิตติรัตน์ กล่าวว่า ผลงานของรัฐบาลหากมองเป็นชิ้นๆ ส่วนๆ ก็ดูเหมือนจะเอาใจคนกลุ่มต่างๆ ในลักษณะประชานิยม แต่รัฐบาลไม่ได้มีโครงการใดที่เป็นการเอาเงินหรือเอาเช็คไปใส่มือให้กับประชาชน ในทางกลับกันรัฐบาลมีความประสงค์ที่ต้องการเพิ่มรายได้และโอกาสให้กับประชาชน
“นโยบายรถคันแรกรัฐบาลไม่ดำเนินการโดยใช้รูปแบบประชานิยม แต่คิดว่ามีความจำเป็นหลังจากประชาชนเริ่มมีครอบครัวและมีบุตรหลายคน ซึ่งต้องซ้อนรถจักรยานยนต์ลักษณะซ้อน 3 คน หรือซ้อน 4 คน ถ้าคนกลุ่มนั้นสามารถมีรถขนาดย่อมๆ ได้โดยที่ได้รับความปลอดภัยที่ดีขึ้น นโยบายนี้ก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อคุณภาพชีวิต
สำหรับการลดอัตราการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลือ 23% จาก 30% รัฐบาลคิดว่าเป็นประโยชน์และเป็นผลชักชวนให้กลุ่มผู้ที่อยู่ในฐานะเสียภาษีได้เห็นว่าอัตราภาษีที่เหมาะสมได้เกิดขึ้นแล้ว เมื่อเราลดภาษีลงมาเหลือ 23% ก่อนลดลงมาเหลือ 20% จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียนที่มีความเข้มแข็งในทางเศรษฐกิจ
รมว.คลัง กล่าวว่า การลดการจัดเก็บภาษีให้เหลือ 17% จะเป็นไปได้หรือไม่รัฐบาลต้องประเมินผลอีกครั้งก่อนว่าอัตราภาษีที่ลดลงสามารถทำให้เกิดการขยายฐานภาษีได้มากน้อยหรือไม่อย่างไร ความจริงอัตรา17% เป็นตัวเลขที่น่าสนใจ เพราะมีประเทศในอาเซียนเก็บในอัตราดังกล่าวอยู่ โดยเราคิดว่ามีความเป็นไปได้ที่ประเทศเหล่านั้นจะลดการจัดเก็บให้ต่ำกว่า 17%
“ยืนยันการลดภาษีไม่ได้มีความตั้งใจเอื้อประโยชน์ให้นายทุนหรือผู้ประกอบการ แต่ความจริงบริษัทเหล่านั้น คือ ผู้จ้างงาน ซึ่งมีต้นทุนต่างๆ ที่ต้องดำเนินการ และต้นทุนส่วนสำคัญที่รัฐบาลต้องการขอให้เขาให้ความร่วมมือ คือ การเพิ่มอัตราค่าแรงให้กับบุคลากรในประเทศไทย หากประชาชนที่ทำงานอยู่ในองค์กรขนาดไหนก็ตาม หากมีรายได้สูงขึ้นก็ยิ่งทำให้เป็นผู้บริโภคที่มีคุณภาพได้มากขึ้น ภาษีมูลค่าเพิ่มที่เก็บได้แม้จะคงที่ 7% เหมือนเดิม แต่จะช่วยให้ขยายฐานการจัดเก็บได้เพิ่มขึ้น” กิตติรัตน์ กล่าว







