posttoday
ลงทุนภาครัฐ คีย์แมนพา'อาเซียน'พ้นวิกฤตศก.โลก

ลงทุนภาครัฐ คีย์แมนพา'อาเซียน'พ้นวิกฤตศก.โลก

05 กันยายน 2555

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกที่ดูย่ำแย่และอึมครึมจนแทบไร้ซึ่งความหวังไปเสียทุกอย่างในปัจจุบัน

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกที่ดูย่ำแย่และอึมครึมจนแทบไร้ซึ่งความหวังไปเสียทุกอย่างในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นทางฝั่งของสหรัฐและยูโรโซนที่ยังคงจมอยู่กับภาวะการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เป็นไปอย่างเชื่องช้า และอัตราการว่างงานก็ยังคงสูงขึ้นอยู่เรื่อยๆ ขณะที่ประเทศเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ของเอเชียอย่างจีนและอินเดียที่เคยเป็นความหวังแก่เศรษฐกิจโลก ต่างก็เข้าสู่ภาวะการชะลอตัวลงอย่างหนัก จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่ทั่วโลกจะเริ่มหันไปมองหาโอกาสการเติบโตจากกลุ่มดาวรุ่งเศรษฐกิจเกิดใหม่รายอื่นๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ “ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน)”

สาเหตุที่ทำให้เหล่าผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราะห์มองว่า อาเซียนสามารถโผล่ขึ้นมาฉายแววเด่นท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ดูอึมครึมนั้น นอกเหนือจากจะเป็นเหตุในด้านการมีอัตราการขยายตัวของจีดีพี และอัตราการบริโภคของชนชั้นกลางในภูมิภาคที่เติบโตอย่างรวดเร็ว รวมไปถึงการเตรียมเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 ที่จะเชื่อมโยงให้ทั้งภูมิภาคกลายเป็น “ตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน” แล้ว

อีกเหตุผลหนึ่งและเป็นเหตุผลสำคัญนั่นก็คือ การที่รัฐบาลหลายประเทศยังคงมีสถานะทางการเงินการคลังในสภาวะที่มั่นคง หรือมีหนี้สาธารณะในสัดส่วนที่น้อยอยู่ ซึ่งสวนทางกับยุโรปและสหรัฐที่เต็มไปด้วยหนี้และภาวะจำกัดทางการคลังอยู่มาก

ดังนั้น หลายๆ ประเทศในอาเซียนจึงมีเงินเหลือมากพอที่จะหันมากระตุ้นและอัดฉีดงบประมาณผ่านการลงทุนในโครงการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ต่างๆ ของภาครัฐได้อย่างสบายๆ

ดังเห็นได้จากการที่รัฐบาลหลายๆ ประเทศเริ่มออกมาประกาศแผนการลงทุนก่อสร้างและพัฒนาประเทศผ่านโครงการใหญ่ๆ เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นการประกาศเตรียมการลงทุนพัฒนาระบบการคมนาคม ทั้งสนามบินอีก 15 แห่ง และระบบรางรถไฟ 380 กิโลเมตร และถนนอีก 559 กิโลเมตร ของอินโดนีเซีย และการขยายถนนและสิ่งสาธารณูปโภคของฟิลิปปินส์ การพัฒนาระบบการเดินรถสาธารณะในสิงคโปร์ และการลงทุนในโครงการสร้างถนนเข้าสู่พม่าเพื่อเชื่อมต่อท่าเรือทวาย รวมไปถึงการลงทุนในโครงการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบของไทย หลังจากต้องประสบกับเหตุน้ำท่วมครั้งใหญ่เมื่อปลายปีที่ผ่านมา

ลงทุนภาครัฐ คีย์แมนพา'อาเซียน'พ้นวิกฤตศก.โลก

นอกจากนี้ ในบางประเทศรัฐบาลยังใจป้ำถึงขนาดที่มีการตั้งงบไว้เตรียมเบิกจ่ายสำหรับโครงการการลงทุนอภิมหาโปรเจกต์ต่างๆ โดยเฉพาะไว้เลย อาทิ อินโดนีเซีย ที่ประกาศว่าจะเพิ่มงบในส่วนดังกล่าวจากที่มีอยู่ 15% หรือที่ 193.8 ล้านล้านรูเปียห์ (ราว 6.29 แสนล้านบาท) ในปีหน้า ขณะที่ฟิลิปปินส์ก็ไม่น้อยหน้าเช่นกัน ด้วยการประกาศชัดว่าในปีหน้างบลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคจะเพิ่มขึ้นอีก 19%

ทั้งนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้นักวิเคราะห์ชี้ว่า กำลังจะกลายเป็นภูมิคุ้มกันชั้นดีที่จะช่วยกระตุ้นให้การไหลเวียนในระบบเศรษฐกิจของอาเซียน ซึ่งเคยพึ่งพาการส่งออกไปต่างประเทศเป็นหลัก ให้สามารถรอดพ้นหรือไม่ก็ช่วยลดผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวได้

“ในระยะสั้นโครงการเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นการบริโภคและการจ้างงานในประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะภาคการก่อสร้างและบริการที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ก็จะช่วยปกป้องภาวะการชะลอตัวจากภาวะเศรษฐกิจโลก” อาจุน กอสวามี หัวหน้าฝ่ายความร่วมมือภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ของธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) กล่าว

ในส่วนประโยชน์ในระยะกลางไปจนถึงระยะยาว จะช่วยทำให้ต้นทุนในการดำเนินธุรกิจลดลง และช่วยเพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการเข้าถึงตลาด รวมไปถึงการขยายขีดความสามารถในการแข่งขันได้อีกด้วย

ความเห็นดังกล่าวสอดรับกับท่าทีจาก ราดิกา เลา นักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันอนาคตศึกษาพีทีอีของสิงคโปร์ ซึ่งกล่าวว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว โดยเฉพาะโครงการระบบบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลไทย เป็นก้าวย่างที่ถูกต้อง และจะช่วยดึงดูดให้นักลงทุนภาคเอกชนได้อีกด้วย นอกจากนี้ก็จะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจจริงในอีกหลายๆ ด้านอีกด้วย

ความเห็นของ 2 นักวิเคราะห์สอดรับกับวิสัยทัศน์ของประธานาธิบดี ซูซิโล บัมบัง ยูโดโยโน แห่งอินโดนีเซีย ที่เพิ่งประกาศไว้เมื่อปลายเดือนที่แล้วว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวขณะนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับแรงกระตุ้นจากการลงทุนในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ และขณะนี้อินโดนีเซียกำลังให้ความสำคัญกับการพัฒนาดังกล่าวมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าการลงทุนในโครงการอภิมหาโปรเจกต์ของเหล่าบรรดาภาครัฐในหมู่อาเซียนจะก่อให้เกิดผลดีต่อเศรษฐกิจเพียงด้านเดียว เพราะในอีกมุมหนึ่งโครงการลงทุนในลักษณะดังกล่าวมักตามมาด้วยปัญหาต่างๆ มากมาย ซึ่งจะทำให้รัฐต้องเสียทรัพยากรการลงทุนไปโดยเสียเปล่าและไม่ก่อให้เกิดประโยชน์

เช่น ปัญหาในการดำเนินการที่ล่าช้ากว่าที่กำหนด และค่าใช้จ่ายที่มากกว่าที่ตั้งไว้ รวมไปถึงความไม่ชัดเจนของกฎหมายการครอบครองที่ดินในบางประเทศ จนนำไปสู่การฟ้องร้องภาครัฐ และนำมาซึ่งค่าใช้จ่ายในการสู้คดีและจ่ายค่าปรับอีกจำนวนมากตามมา

เห็นได้จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของไทย ที่ระบุว่าการเบิกจ่ายงบประมาณเร่งด่วนเพื่อจัดการกับระบบน้ำมูลค่า 1.2 แสนล้านบาทตั้งแต่ปีที่แล้ว มีการเบิกไปใช้จริงเพียงแค่ 8.3 หมื่นล้านบาทเท่านั้น ในขณะที่งบพรก. เงินกู้เพื่อนำมาจัดการกับโครงการบริหารจัดการน้ำอีกก้อนหนึ่งมูลค่า 3.5 แสนล้านบาท โดยเพิ่งผ่านการอนุมัติจากรัฐสภาไปเมื่อช่วงต้นปี มีการเบิกจ่ายไปเพียงแค่ 8.3 หมื่นล้านบาทเท่านั้น

ขณะที่ฟิลิปปินส์ก็เผชิญกับปัญหาในลักษณะคล้ายคลึงกัน นั่นคือความล่าช้าในการดำเนินงานโครงการก่อสร้างต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นท่าเรือ สนามบิน ถนนของภาครัฐ ซึ่งปัจจุบันมีเพียงโครงการก่อสร้างถนนจากจังหวัดคาเวียตไปทางตอนใต้ของกรุงมะนิลายาว 4 กิโลเมตร เพียงโครงการเดียวเท่านั้นที่เริ่มดำเนินการอนุมัติให้ดำเนินการก่อสร้าง

นอกจากนี้ แผนการของภาครัฐ 8 โครงการจากทั้งหมด 22 โครงการ ซึ่งวางแผนจะเริ่มดำเนินการในปีนี้ มีเพียงแค่โครงการก่อสร้างอาคารโรงเรียนจำนวน 9,300 ห้องเท่านั้น ที่มีเอกชนเข้ามาเสนอราคาประมูลการก่อสร้างด้วยเงิน 1.64 หมื่นล้านเปโซ (ราว 1.2 หมื่นล้านบาท) เท่านั้น

ทั้งนี้และทั้งนั้น แม้การลงทุนดังกล่าวจะนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ มากเพียงไร แต่ทว่าโครงการการลงทุนในลักษณะดังกล่าวก็ยังจำเป็นอยู่ดี เพราะจะช่วยสร้างการเติบโตในระยะยาวได้ดี

ภาครัฐจึงต้องควบคุมและดูแลให้การลงทุนนั้นๆ เป็นไปอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมให้มากที่สุดเท่านั้น

 

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน