
ถมหนี้จำนำข้าว นายทุนรวย-ชาวนาจน-ประเทศเจ๊ง
แม้ว่าโครงการรับจำนำข้าวจะถูกจัดว่าเป็นนโยบายประชานิยมยอดแย่ และโครงการรับจำนำข้าวฤดูกาลแรกของรัฐบาลยังอลเวงปิดหีบไม่ลง แต่รัฐบาลก็เตรียมลุยรับจำนำข้าวรอบใหม่แล้ว
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
แม้ว่าโครงการรับจำนำข้าวจะถูกจัดว่าเป็นนโยบายประชานิยมยอดแย่ และโครงการรับจำนำข้าวฤดูกาลแรกของรัฐบาลยังอลเวงปิดหีบไม่ลง แต่รัฐบาลก็เตรียมลุยรับจำนำข้าวรอบใหม่แล้ว
ผู้บริหารธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ระบุว่า การรับจำนำข้าวฤดูกาลใหม่ของรัฐบาล ต้องใช้เงินอีก 4.05 แสนล้านบาท เพื่อรับจำนำข้าว 25 ล้านตัน
แบ่งเป็น ข้าวเปลือกนาปี 2555/2556 จำนวน 15 ล้านตัน และข้าวเปลือกนาปรัง 2556 จำนวน 10 ล้านตัน โดยจะเริ่มเปิดรับจำนำได้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2555 เป็นต้นไป
หากนำวงเงินที่ใช้รับจำนำข้าวฤดูกาลใหม่ รวมกับฤดูกาลแรกที่ใช้เงิน 3 แสนล้านบาท ทำให้โครงการรับจำนำข้าวมีวงเงินก้อนมหึมาถึง 7 แสนล้านบาท
โดยโครงการรับจำนำข้าวฤดูกาลแรก 2554/2555 รับจำนำไปแล้ว 17 ล้านตัน ใช้เงินรับจำนำ 2.67 แสนล้านบาท จากเป้าที่ตั้งไว้ 18 ล้านตัน วงเงินที่ใช้ 2.81 แสนล้านบาท
การรับจำนำดังกล่าวยังไม่รวมกับการรับจำนำข้าวรอบพิเศษอีก 2.2 ล้านตัน ต้องใช้เงินอีก 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งแม้ว่าโครงการยังไม่ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่ปรากฏว่ามีข้าวเปลือกจำนวนมากไปนอนรอในโรงสีเพื่อเข้าโครงการรับจำนำรอบพิเศษเป็นที่เรียบร้อย
ความไม่ชอบมาพากลของโครงการรับจำนำสอดคล้องกับผลโพลที่ออกมาก่อนหน้านี้ โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ หรือ กรุงเทพโพลล์ เปิดเผยผลสำรวจในหัวข้อ นโยบายประชานิยมส่งผลดีหรือเสียต่อประเทศไทย โดยสำรวจจากนักเศรษฐศาสตร์ในองค์กรชั้นนำ 27 แห่ง จำนวน 70 คน เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา พบว่า 77.1% เห็นว่าโครงการรับจำนำของรัฐบาลเป็นช่องทางให้เกิดการทุจริต
ขณะที่ นิด้าโพล จากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่อง “ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลในการดำเนินนโยบาย : ป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐ” เมื่อเดือน ส.ค.เช่นกัน โดยสำรวจจากประชาชนทั่วประเทศจำนวน 1,250 คน พบว่า 67.09% เห็นว่าโครงการรับจำนำข้าวมีการทุจริต
ส่วนฝ่ายค้าน ออกมายำโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล สร้างภาระการใช้งบประมาณก้อนมหึมากว่า 3.5 แสนล้านบาทต่อปี ต้องขาดทุนกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี เงินถึงมือเกษตรกรไม่ถึง 1 ใน 3 และโครงการนี้ทำให้ประเทศไทยสูญเสียความเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 ของโลกไป และคุณภาพข้าวไทยตกต่ำลงเรื่อยๆ
ด้านผู้ค่าส่งออกข้าว ก็ออกมาแฉการเปิดประมูลข้าวล็อตแรก 7.5 แสนตัน ส่อแววว่าจะเจ๊งยับ
มีการประเมินกันจะขาดทุนถึง 5,000 ล้านบาท เนื่องจากรับจำนำสูงกว่าราคาตลาดเป็นเท่าตัว ซึ่งตัวเลขที่ประเมินออกมาใกล้เคียงกับนักวิชาการที่ออกมาประเมินว่ารัฐบาลจะขาดทุนไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท
จะเหลือก็แต่รัฐบาลเท่านั้นที่ยืนกระต่ายขาเดียว ว่ารับจำนำข้าวดี ไม่เจ๊งไม่ขาดทุน เพราะยังไม่มีการขายจริง ซึ่งดูสวนทางกับความเป็นจริง จนรัฐบาลถูกมองว่าปิดบังความจริง เพื่อสร้างภาพความสำเร็จและซุกความเสียหายและไม่ชอบมาพากลของโครงการรับจำนำข้าวไว้ใต้พรม
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ การใช้เงินเพื่อรับจำนำเฟสแรกสูงถึง 3 แสนล้านบาท ซึ่งรัฐบาลใช้เงินของ ธ.ก.ส.ถึง 9 หมื่นล้านบาท ที่เหลือเป็นเงินกู้
ซึ่งแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลซุกหนี้ประชานิยมไว้ใน ธ.ก.ส. เพราะไม่ต้องการให้หนี้สาธารณะปูดจนเข้าเรดโซน
การต้องแบกภาระประชานิยมของ ธ.ก.ส.จนหลังแอ่น ทำให้ ธ.ก.ส.รีบออกมาแก้ตัวแต่ไก่โห่ว่า การรับจำนำรอบใหม่นั้น ธ.ก.ส.ไม่มีเงินอุ้มโครงการรับจำนำแล้ว
หากรัฐบาลจะดำเนินการต่อก็ต้องหาเงินมาให้ธนาคาร ก็ไม่พ้นต้องกู้เงินทั้งจำนวน 4 แสนล้านบาท ทำให้หนี้พุ่งสูงจนอาจจะเกิน 50-60% ในปีหน้า ทำให้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจมีปัญหาในที่สุด
การรับจำนำข้าวทุกเม็ดแบบไม่ยอมถอยของรัฐบาล จึงเกิดตั้งคำถามว่า รู้ว่าเจ๊งทำไมถึงยังทำอีก
ที่ผ่านมารัฐบาลอ้างว่า เป็นโครงการที่ชาวนาได้ประโยชน์ ถึงเสียหายขนาดไหน รัฐบาลก็ต้องเดินหน้าต่อไปเพื่อรากหญ้า แต่ข้อมูลก็ชี้ชัดว่าชาวนา 3.8 ล้านคน ได้ประโยชน์จากโครงการรับจำนำเพียง 1 ล้านคนเท่านั้น และเป็นชาวนารายใหญ่มีอันจะกินเสียด้วย
ส่วนชาวนาที่เหลืออีก 2.8 ล้านราย เป็นชาวนารายเล็กรายย่อยปลูกข้าวไว้กิน ไม่มีข้าวเหลือจำนำ จึงไม่ได้ประโยชน์จากโครงการรับจำนำเลย
นี่ยังไม่รวมกับนายทุนหัวใส กว้านเช่าที่ชาวนา รายเล็กรายย่อยลงทุนปลูกข้าว เพื่อนำไปจำนำกับรัฐบาลได้กำไรเท่าตัว เมื่อเป็นเช่นนี้โครงการรับจำนำของรัฐบาลจึงไม่ได้เป็นการช่วยชาวนาที่ยากจน แต่เป็นการช่วยชาวนา นายทุนที่มีฐานะ
อีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับประโยชน์จากโครงการรับจำนำ คือ โรงสี ที่กินค่าเช่าจากการเก็บดูแลข้าวของรัฐบาล นายทุนนายหน้าที่ประมูลข้าวจากรัฐบาลในราคาถูกไปขายราคาแพง และบางครั้งการประมูลมีกลิ่นไม่ดี นำข้าวที่ประมูลได้วนกลับไปจำนำกับรัฐบาลฟันกำไรหลายเด้ง
ความไม่ชอบมาพากล นายทุนเพียงลำพังไม่ได้ หากไม่ได้รับความร่วมมือจากนักการเมือง ข้าราชการที่เกี่ยวข้อง ที่ทำกันเป็นขบวนการใหญ่ เพราะผลประโยชน์มหาศาล หากินได้ยาวตราบใดที่รัฐบาลเดินหน้าโครงการรับจำนำข้าวจนล้นโกดัง ผลประโยชน์ยิ่งตกอยู่ในมือของนายทุนและนักการเมืองมากเท่านั้น
ขณะที่ประเทศก็ต้องแบกรับหนี้ก้อนโต เช่นเดียวกับ ธ.ก.ส.ที่ถูกสูบเลือดจนมีปัญหา ซึ่งส่วนน้อยตกอยู่ในมือชาวนา แต่ผลประโยชน์ก้อนใหญ่อยู่ในกระเป๋านายทุนและนักการเมือง
โครงการรับจำนำข้าวรอบสองอีก 4 แสนล้านบาท จึงเป็นเค้กก้อนใหญ่ของนายทุนและนักการเมือง ที่ร่วมใจใส่เกียร์ห้า ไม่สนใจว่าการรับจำนำรอบแรกเป็นผลงานที่ได้โบดำเป็นเข่งจนนับไม่ถ้วน
ทั้งหมดเป็นการันตีได้ว่า โครงการรับจำนำจึงเป็นนโยบายประชานิยมยอดแย่อันดับหนึ่งของรัฐบาล
เพราะยิ่งทำประเทศยิ่งเจ๊งมากขึ้นทุกวัน ขณะที่ชาวนาส่วนใหญ่ก็ยังจนเหมือนเดิม มีแต่นายทุนและนักการเมืองที่สูบเลือดประเทศและชาวนาจนอ้วนเดินไม่ไหวอยู่คนเดียว







