
ราคาอาหารโลก
บทบรรณาธิการหนังสือพิมพ์เจแปนไทมส์ของญี่ปุ่น แสดงความเห็นต่อสถานการณ์ราคาอาหารทั่วโลกที่กลับมาแพงขึ้นอีกครั้งในช่วงเดือน ก.ค. และอาจจะเสี่ยงเข้าสู่ภาวะวิกฤตราคาอาหารแพงเหมือนเมื่อปี 2550–2551 ว่าทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) และผู้นำของประเทศเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ ควรจะร่วมมือกันในการแก้ปัญหานี้ด้วยกัน
บทบรรณาธิการหนังสือพิมพ์เจแปนไทมส์ของญี่ปุ่น แสดงความเห็นต่อสถานการณ์ราคาอาหารทั่วโลกที่กลับมาแพงขึ้นอีกครั้งในช่วงเดือน ก.ค. และอาจจะเสี่ยงเข้าสู่ภาวะวิกฤตราคาอาหารแพงเหมือนเมื่อปี 2550–2551 ว่าทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) และผู้นำของประเทศเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ ควรจะร่วมมือกันในการแก้ปัญหานี้ด้วยกัน
สื่อสิ่งพิมพ์ยักษ์ใหญ่แห่งแดนอาทิตย์อุทัย ชี้ว่าราคาอาหารโลกที่พุ่งสูงขึ้นนั้นเป็นผลมาจากหลายปัจจัยประกอบกัน โดยเฉพาะความวิตกกังวลในเรื่องผลผลิตทางการเกษตรในสหรัฐที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งครั้งเลวร้ายที่สุดในรอบเกือบ 60 ปี โดยเฉพาะในส่วนของข้าวโพดกับถั่วเหลือง ที่คิดเป็นอัตราส่วนในการส่งออกไปสู่ตลาดโลกถึง 40%
นอกจากนี้ ปัจจัยที่ดันให้ราคาอาหารโลกเพิ่มขึ้นก็คือ การนำพืชผลทางการเกษตร โดยเฉพาะการนำข้าวโพดไปผลิตเป็นพลังงานทางเลือก หรือเอทานอล ซึ่งในสหรัฐผลผลิตข้าวโพด 40% ที่ผลิตได้ทั้งหมดถูกนำไปผลิตเป็นพลังงานทางเลือก
ขณะเดียวกันปริมาณความต้องการบริโภคเนื้อสัตว์ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในตลาดเกิดใหม่ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยเช่นกันที่ดันราคาของธัญพืชสูงขึ้น เพราะต้องนำไปใช้เลี้ยงสัตว์
กระนั้นเหตุผลดังกล่าวเมื่อต้องมาเผชิญกับการเก็งกำไรของนักเก็งกำไรในตลาด ตลอดจนถึงบางประเทศที่ต้องการอาศัยจังหวะราคาสินค้าเกษตรที่แพงขึ้นเพื่อทำกำไรด้วยการลดปริมาณการส่งออกลง ก็ยิ่งทำให้เกิดความกังวลในตลาดขึ้น และนำไปสู่การดันราคาของธัญพืชทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น
ดังนั้น เจแปนไทมส์จึงเสนอแนะว่า กลุ่ม 20 ประเทศชั้นนำทางอุตสาหกรรม (จี 20) ควรใช้ประโยชน์ในกลไกข้อมูลสินค้าเกษตรโลกที่มีอยู่ เพื่อจับตาดูถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงการจัดการหารือระหว่างประเทศผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและนำเข้า เพื่อยกระดับความมั่นคงทางอาหารโลกให้ดีขึ้น







