
สาละวน"เอาอยู่"...โชว์นิทรรศการแก้น้ำท่วม (ทุ่ง)!
นิทรรศการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลภายใต้ชื่อ “มุ่งมั่นทำงาน บริหารจัดการน้ำเพื่อประชาชน”
นิทรรศการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลภายใต้ชื่อ “มุ่งมั่นทำงาน บริหารจัดการน้ำเพื่อประชาชน” เปิดห้องบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว จัดแสดงฝีมือการบริหารทรัพยากร น้ำตลอด 11 เดือนที่ผ่านมาอย่างยิ่งใหญ่ เมื่อวันที่ 31 ส.ค. โดยมี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่ประธาน
ยิ่งลักษณ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า รัฐบาลได้นำประสบการณ์ปีที่ผ่านมามาปรับปรุงและเตรียมพร้อมรับมือภัยธรรมชาติทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยคำนึงถึงความเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภาวะโลกร้อน เพื่อบริหารจัดการน้ำให้เกิดประสิทธิภาพและเอกภาพ
“รัฐบาลน้อมนำพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นหลักในการทำงาน และทำให้เข้าใจธรรมชาติของน้ำ เพราะน้ำต้องมีที่ไป น้ำต้องมีที่อยู่ น้ำยังต้องมีที่ชะลอ ดังนั้นต้องทำให้น้ำมีทางออกและระบาย และสำคัญประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนต้องได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม” ยิ่งลักษณ์ ย้ำ
นายกฯ ร่ายยาวถึงแผนการจัดการน้ำว่า แบ่งเป็น 4 ส่วน คือ การป้องกัน การเตรียมพร้อม การรับมือ และการฟื้นฟู โดยจะรักษาระดับน้ำในเขื่อน 50% เตรียมพื้นที่รับน้ำนอง 2.1 ล้านไร่ ซ่อมแซมประตูระบายน้ำ และปลายน้ำจะเน้นการขุดลอกให้น้ำไหลลงสู่ทะเลให้เร็วที่สุดทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตก
นอกจากนี้ จะเสริมถนน เสริมแนวคันกั้นน้ำจาก 1 ชั้น เป็น 3 ชั้น เพื่อปกป้องพื้นที่ต่างๆ ที่เป็นพื้นที่เศรษฐกิจและนิคมอุตสาหกรรม เตรียมบูรณาการการทำคลังข้อมูลแห่งชาติ ร่วมกับ 17 หน่วยงาน เข้ามาในศูนย์เดียวกัน เพื่อประเมินและวิเคราะห์ซิงเกิลคอมมานด์ให้พร้อมในการเผชิญเหตุ
สำหรับระยะยาวได้ออกพระราชกำหนดกู้เงิน 3.5 แสนบ้านบาท โดยเชิญผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญ มากำหนดแผนเรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างคัดเลือกแนวคิดที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทย
ทั้งนี้ การจัดนิทรรศการครั้งนี้มีสำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (สบอช.) เป็นแม่งาน นิทรรศการโซนแรกมี อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ รับหน้าที่บรรยาย โดยได้อธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในรอบ 10 ปีให้หลัง ทั้งจากอุณหภูมิของน้ำทะเลไปจนถึงอุณหภูมิในชั้นบรรยากาศ โดยเฉพาะปริมาณน้ำฝน
“ในอีก 20-30 ปีข้างหน้าจะเจอภาวะฝน พายุมากกว่าภัยแล้ง” อานนท์ ระบุ
โซนที่ 2 เลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน อธิบายว่า รัฐบาลได้น้อมนำแนวการบริหารจัดการน้ำพระราชดำริ ทั้งการปลูกหญ้าแฝก การชะลอน้ำ รองรับน้ำ รวมถึงบริหารจัดการน้ำให้มีใช้ตลอดปีในช่วงกลางน้ำและปลายน้ำ ให้มีการพักน้ำก่อนเร่งระบายสู่ทะเล
ขณะที่ขั้นตอนการเตือนภัยกำหนดเป็นขั้นตอน 4 ขั้นตอน คือ 2P (Prevention การป้องกัน และ Preparation การเตรียมความพร้อม) และ 2R (Response การรับมือ และ Recovery การฟื้นฟูเยียวยา)
หากจำกันได้เมื่อวันที่ 20 ส.ค. 2554 นายกฯ ก็เคยพูดถึง 2P 2R มาตั้งแต่ก่อนน้ำบ่าเข้าท่วม อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก
โซนที่ 3 ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมช.คมนาคม ในฐานะโฆษกคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) บรรยายโครงการ บริหารจัดการน้ำทั้งหมดของรัฐบาล เริ่มตั้งแต่ต้นน้ำในโครงการประชาอาสาปลูกป่า 800 ล้านกล้า 80 พรรษา มหาราชินี ใน 10 จังหวัดภาคเหนือ สิ้นสุดระยะเวลาปลูกในปี 2559 พร้อมกับโครงการเพาะชำกล้าไม้ เพื่อปลูกในปีถัดไป 180 ล้านกล้า โครงการปลูกหญ้าแฝก 150 ล้านกล้า
รวมถึงการสร้างฝายชะลอน้ำ 2,810 ฝาย พร้อมทั้งปรับการบริหารจัดการเขื่อนใน 6 เขื่อนภาคเหนือ โดยให้ความจุเฉลี่ยของเขื่อนทั้งหมดในฤดูฝนอยู่ที่ประมาณ 55% เพื่อรองรับน้ำที่อาจมาจากพายุฝน และเติมเต็มเขื่อนในฤดูฝน
อย่างไรก็ตาม จำนวนป่า กล้าไม้ และหญ้าแฝก ที่ระบุถึงยังไม่ชัดเจนว่าจะปลูกในจุดใดพื้นที่ใด
ก่อนหน้านี้ สุพจน์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และรักษาการเลขาธิการ สบอช. เคยระบุว่า จะมีความชัดเจนมากขึ้นในเรื่องพื้นที่รับน้ำนอง 2.1 ล้านไร่ แต่ในวันนี้กลับฉายข้อมูลชุดเดิมที่ว่ารัฐบาลจะแบ่งพื้นที่รับน้ำนองออกเป็น 4 ประเภท คือ 1.พื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก 2.พื้นที่หนองบึงและแหล่งน้ำต่างๆ เช่น บึงบอระเพ็ด จ.นครสวรรค์ และบึงสีไฟ จ.พิจิตร
3.พื้นที่เกษตรที่ไม่มีระบบจัดการน้ำเข้าออก ซึ่งน้ำจะท่วมตามธรรมชาติ 0.8 ล้านไร่ และ 4.พื้นที่เกษตรที่มีระบบป้องกันควบคุมน้ำเข้าออกได้ประมาณ 1.3 ล้านไร่ ซึ่งจะรับน้ำได้ทั้งหมด 5,000 ล้านลูกบาศก์เมตร
อย่างไรก็ตาม เนื้อหาในนิทรรศการที่น่าชื่นชมอยู่บ้าง เช่น ระบบการพยากรณ์เตือนภัย จำลองสถานการณ์ สภาพลำน้ำ สภาพน้ำทะเลหนุน ตลอดจนการจัดทำระบบเตือนภัย ที่สุพจน์รับหน้าที่บรรยายได้ค่อนข้างละเอียด ทั้งการประเมินสถานการณ์ในอนาคต ผ่าน http://www. waterforthai.com หรือแอพ “Water4thai” สำหรับโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ตในตระกูล iOS ที่อัพเดตข้อมูลตามเวลาและสภาพความเป็นจริง
พร้อมมีภาพให้ดูผ่านกล้องวงจรปิด เสาวัดระดับน้ำ และโทรมาตรที่ติดตามจุดสำคัญๆ โดยศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติรับหน้าที่เป็นผู้แปลเป็นภาษาชาวบ้านให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น รวมถึงให้เบอร์ติดต่อผู้รับผิดชอบเตือนภัยในพื้นที่ไว้อย่างชัดเจน แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์จริงต้องติดตามว่าระบบเตือนภัย หรือการจำลองสถานการณ์เหล่านี้จะทำงานได้สมบูรณ์ครบถ้วนอย่างนำเสนอหรือไม่
โซนสุดท้าย วิบูลย์ สงวนพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ยกหลักการตาม พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 ที่มีนายอำเภอเป็นผู้ดูแลสถานการณ์อุทกภัยขนาดเล็ก ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้อำนวยการรับมืออุทกภัยขนาดกลาง และให้อธิบดี ปภ. หรือ รมว.มหาดไทย เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ในอุทกภัยขนาดใหญ่ มาบรรยายเนื้อหา จึงเป็นเพียงหลักการกว้างๆ ไม่ได้แตกต่างจากการจัดการอุทกภัยปีที่ผ่านมา
ทำให้ไม่เห็นรูปธรรมว่าหากเกิดน้ำท่วมในปีนี้จะจัดการปัญหาแต่ละด้านอย่างไร







