
ยื้อต่อไม่ไหว ปูปรับครม.ตัดตอนศึกซักฟอก
แม้นายกฯ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” จะประกาศชัดเจนยังไม่ถึงเวลาปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่ทว่าทั้งจังหวะ เวลา และปัจจัยรุมเร้าต่างๆ
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
แม้นายกฯ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” จะประกาศชัดเจนยังไม่ถึงเวลาปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่ทว่าทั้งจังหวะ เวลา และปัจจัยรุมเร้าต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามาเวลานี้ เป็นไปได้ยากที่รัฐบาลจะยื้อกระแสปรับ “ครม.ปู 3” ออกไปได้นาน
เงื่อนเวลาการบริหารงานครบ 1 ปี ของรัฐบาล ทำให้ “แคนดิเดต” จ่อคิวเก้าอี้รัฐมนตรีเริ่มออกมากระทุ้งทวงสัญญาใจบีบให้ปรับ ครม. ยังไม่รวมกับสมาชิก “บ้านเลขที่ 111” ที่กำลังหาที่ทางกลับมาลงสนามอีกรอบหลังพ้นโทษแบน ซ้ำด้วยพรรคร่วมรัฐบาลที่ชิงออกตัวตั้งแต่ไก่ยังไม่โห่ ขอปรับตัวรัฐมนตรีเวียนคนใหม่เข้าไปเสียบรักษา “โควตาเดิม”
แต่แน่นอนว่า “ปรับ ครม.” ทุกครั้ง เลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดแรงกระเพื่อมภายในจากกลุ่มก๊วน มุ้งต่างๆ โควตาภาค โควตาเสื้อแดง ที่จะเข้ามารุมทึ้งเก้าอี้ที่มีอยู่เท่าเดิม โดยเฉพาะว่ากันว่ารอบนี้จะเป็นการ “ปรับใหญ่” คลื่นใต้น้ำอาจก่อตัวรุนแรงกลายเป็นสึนามิได้
นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ซึ่งกำลังสะบักสะบอมจากการถูกรุมถล่มผลงานในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา จึงไม่ต้องการเร่งปรับ ครม. ที่จะซ้ำเติมสถานการณ์ ถูกแรงเสียดทานขนาบ ทั้ง “ศึกใน” และ “ศึกนอก” จำเป็นต้องพยายามซื้อเวลาต่อไปเรื่อยๆ
แต่ล่าสุด... ชนวนร้อนทั้งเรื่องโกหกสีขาวของ “กิตติรัตน์ ณ ระนอง” และปมการโยกย้ายภายในกระทรวงกลาโหม ของ “พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต” กำลังกลายเป็นปัจจัยเร่งปฏิกิริยาปรับ ครม.เร็วขึ้น
ด้านหนึ่งเพื่อ “ตัดตอน” รีบเฉือนเนื้อร้ายทิ้งก่อน เชื้อจะลุกลามไปทั่วทั้งร่างกาย อีกด้านหนึ่งจำเป็นต้องรีบสกัดรักษาแผลไม่ให้ถูกรุมถล่มไปมากกว่านี้ โดยเฉพาะศึกซักฟอกที่ฝ่ายค้านจ้องเก็บข้อมูล หากพลาดพลั้งอาจสะเทือนถึงเก้าอี้นายกฯ หรือเสถียรภาพรัฐบาล
ทั้งที่ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ตีกันชี้แจงว่า เหตุผลการปรับ ครม. เป็นไปเพื่อความเหมาะสมในการบริหารประเทศ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับประเด็นร้อนสองเรื่องนี้ แต่สุดท้ายเชื่อว่ารัฐบาลคงไม่อาจฝืนกระแสเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีทั้งสองคนได้
ไล่มาตั้งแต่ “กิตติรัตน์” ที่มารับหัวหน้าทีมเศรษฐกิจรัฐบาลยิ่งลักษณ์ แบบไม่ใช่ตัวเลือกลำดับแรกๆ แถมยังไม่ผ่านความเห็นชอบจาก “คนต่างแดน” เมื่อเดิมตั้งใจวางตัว “พันศักดิ์ วิญญรัตน์” มากุมบังเหียนเศรษฐกิจ แต่เจ้าตัวปฏิเสธขอแค่ตำแหน่งที่ปรึกษาฯ ทำให้ “กิตติรัตน์” กระโดดมานั่งเก้าอี้นี้ด้วยแรงหนุนของ นายกฯ ยิ่งลักษณ์
ผลงานที่ผ่านมาในตำแหน่งรองนายกฯ ควบ รมว.คลัง เป็นเป้าให้ฝ่ายค้านรุมถล่มอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องนโยบายการเงินตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ที่กำลังนำไปสู่การขาดดุลแฝดครั้งแรกในรอบ 15 ปี จนวิตกกันว่าบรรยากาศคล้ายกับวิกฤตปี 2540 ยังไม่รวมกับสภาพหนี้ที่เพิ่มขึ้นทั้งในและนอกงบประมาณรวมแล้ว 1.7 ล้านล้านบาท มากกว่ารัฐบาลประชาธิปัตย์บริหารงาน 2 ปี
จนมาถึงฟางเส้นสุดท้ายประเด็น “โกหกสีขาว” ที่ไม่ใช่แค่กระทบต่อความน่าเชื่อถือในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ แต่สั่นคลอนความน่าเชื่อถือของรัฐบาลอย่างหนัก เมื่อในสายตาของนักลงทุน เอกชน ต่างชาติ ตลอดจนประชาชนทั่วไป ไม่อาจปักใจเชื่อข้อมูลจากรัฐบาล เพราะไม่รู้ว่าอันไหนเป็นการโกหก หรือเป็นเรื่องจริง
นโยบายและข้อมูลต่างๆ ที่ออกจากฝ่ายรัฐบาลนับจากนี้เป็นต้นไป จึงไม่อาจสร้างความเชื่อมั่นนำไปใช้อ้างอิง หรือมั่นใจว่าจะเป็นไปตามนั้นได้จริง ที่จะทำให้รัฐบาลบริหารงานเดินหน้าไปสู่เป้าหมายได้ยากยิ่งขึ้น
ที่สำคัญยังถูกไล่บี้เอาผิด เริ่มตั้งแต่ สว.ส่วนหนึ่งที่เรียกร้องให้ผู้ตรวจการแผ่นดินดำเนินการเอาผิดทางวินัยฐานไม่ปฏิบัติตามจริยธรรม ซึ่งหากเป็นการกระทำผิดร้ายแรง อาจนำไปสู่การยื่นถอดถอนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 270
ต่อเนื่องที่ประชาธิปัตย์ เริ่มปฏิบัติการขย่มตั้งแต่กระทู้ถามสดไปจนถึงเปิดซีรีส์โกหกสีขาว 19 เรื่อง ก่อนไปปิดท้ายด้วยการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พร้อมยื่นถอดถอนออกจากตำแหน่ง และเชื่อว่าจะไล่เอาผิดไปถึงนายกฯ ยิ่งลักษณ์ในฐานะผู้บังคับบัญชา ที่ปล่อยให้เกิดการเสียหายเช่นนี้ ดังนั้นเชื่อว่าก่อนอภิปรายฯ น่าจะต้องปรับ “กิตติรัตน์” เพื่อบรรเทาความรุนแรงที่กำลังจะตามมา
ถัดมาที่ “พล.อ.อ.สุกำพล” ที่แม้จะอ้างว่าทำไปตามระเบียบในการแต่งตั้งโยกย้ายกับการเซ็นคำสั่งย้าย พล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม หลังเกิดงัดข้อกันเองเมื่อต่างคนต่างดันคนของตัวเองเข้าสู่ตำแหน่งปลัดกลาโหมคนใหม่ แต่ภาพลักษณ์ความเสียหายที่เกิดกับรัฐบาล คือ การเข้าไปล้วงลูกในการแต่งตั้งโยกย้ายจากฝั่งการเมือง
โดยเฉพาะกับการแต่งตั้งโยกย้ายของกองทัพ ที่มี พ.ร.บ.กลาโหมปี 2551 เป็นเกราะป้องกันไม่ให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงได้ระดับหนึ่ง การมีภาพลักษณ์เช่นนี้ย่อมไม่เป็นผลดีกับรัฐบาล โดยเฉพาะเมื่อ พล.อ.เสถียร พยายามชี้แจงว่าการดัน พล.อ.ทนงศักดิ์ อภิรักษ์โยธิน ผช.ผบ.ทบ. อาจขัดระเบียบนั้น การฝ่าฝืนเดินหน้าต่อไปย่อมมีปัญหาตามมาหากไม่มีคำชี้แจงที่รับฟังได้
อีกส่วนหนึ่งที่ทำให้เก้าอี้ พล.อ.อ.สุกำพล สั่นคลอน เนื่องจากลักษณะการทำงานที่ผ่านมาไม่ ว่าจะอยู่ตรงไหนก็ขัดแย้งกับผู้ร่วมงานไปเสียหมด ไม่ว่าจะเป็นเมื่อครั้งนั่งเก้าอี้ รมว.คมนาคม ที่กลายเป็นเกาเหลาครั้งใหญ่กับ พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก และกิตติศักดิ์ หัตถสงเคราะห์ 2 รมช. ที่ต้องบินไปหาคนต่างแดนให้ช่วยเคลียร์
เก้าอี้ รมว.กลาโหม จึงเป็นอีกหนึ่งเก้าอี้ร้อนที่เข้าข่ายต้องเร่งปรับเปลี่ยน ท่ามกลางกระแสข่าวแว่วมาโดยตลอดว่า นายกฯ ยิ่งลักษณ์ อาจจะเข้ามาควบตำแหน่ง รมว.กลาโหม ตัวนี้ด้วยตัวเอง
งานนี้รัฐบาลจึงไม่อาจนิ่งนอนใจรอให้อภิปรายไม่ไว้วางใจก่อนแล้วค่อยปรับ ครม. เพราะนอกจากสองตำแหน่งนี้ที่ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ จะถูกฝ่ายค้านลากไปถล่มด้วยแล้ว ยังมีอีกหลายตำแหน่งที่หากไม่ปรับก่อนการอภิปรายฯ ย่อมเป็นเป้าให้ฝ่ายค้านซักฟอกกระทบชิ่งนายกฯ แบบไม่อาจหลีกหนีความรับผิดชอบได้
ไม่ว่าจะเป็น รมว.พาณิชย์ ที่ล้มเหลวกับโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล ที่นอกจากจะเสียหายไปแล้วกว่าแสนล้านบาท แล้วยังพบกับเงื่อนงำในความไม่โปร่งใสในกระบวนการรับจำนำ ที่ฝ่ายค้านกำลังลุยเก็บข้อมูลนำไปอภิปรายฯ
ในขณะที่พรรคร่วมรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็น “พลังชล-ชาติพัฒนา” พยายามส่งสัญญาณขอปรับตัวบุคคลในส่วน รมว.วัฒนธรรมและ กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งโอกาสนี้น่าจะสุกงอมให้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ตัดสินใจปรับ ครม.ปู 3
กางปฏิทินการเมืองแล้วเชื่อว่า เดือน ก.ย. น่าจะเป็นห้วงเวลาที่เป็นไปได้มากที่สุดกับการปรับ ครม. เพื่อตัดตอนการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน ที่น่าเลื่อนขึ้นมาเร็วขึ้น
จากเดิมที่วางแผนรอตลบหลังแถลงผลงานรัฐบาล แต่ทว่าเมื่อรัฐบาลพยายามดึงเกมลากยาวแถลงผลงานออกไป ทำให้ฝ่ายค้านอาจต้องปรับแผนอภิปรายฯ ก่อนแถลงผลงาน
โดยเฉพาะจากปมปัญหา ทั้งเรื่อง “โกหกสีขาว” และการโยกย้ายของกลาโหม ที่มีน้ำหนักเพียงพอให้ไล่ถล่มรัฐบาล การปรับ ครม.ปู 3 จึงน่าเกิดขึ้นเร็วๆ นี้







