posttoday
ยื้อต่อไม่ไหว ปูปรับครม.ตัดตอนศึกซักฟอก

ยื้อต่อไม่ไหว ปูปรับครม.ตัดตอนศึกซักฟอก

30 สิงหาคม 2555

แม้นายกฯ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” จะประกาศชัดเจนยังไม่ถึงเวลาปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่ทว่าทั้งจังหวะ เวลา และปัจจัยรุมเร้าต่างๆ

โดย...ธนพล บางยี่ขัน

แม้นายกฯ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” จะประกาศชัดเจนยังไม่ถึงเวลาปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่ทว่าทั้งจังหวะ เวลา และปัจจัยรุมเร้าต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามาเวลานี้ เป็นไปได้ยากที่รัฐบาลจะยื้อกระแสปรับ “ครม.ปู 3” ออกไปได้นาน

เงื่อนเวลาการบริหารงานครบ 1 ปี ของรัฐบาล ทำให้ “แคนดิเดต” จ่อคิวเก้าอี้รัฐมนตรีเริ่มออกมากระทุ้งทวงสัญญาใจบีบให้ปรับ ครม. ยังไม่รวมกับสมาชิก “บ้านเลขที่ 111” ที่กำลังหาที่ทางกลับมาลงสนามอีกรอบหลังพ้นโทษแบน ซ้ำด้วยพรรคร่วมรัฐบาลที่ชิงออกตัวตั้งแต่ไก่ยังไม่โห่ ขอปรับตัวรัฐมนตรีเวียนคนใหม่เข้าไปเสียบรักษา “โควตาเดิม”

แต่แน่นอนว่า “ปรับ ครม.” ทุกครั้ง เลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดแรงกระเพื่อมภายในจากกลุ่มก๊วน มุ้งต่างๆ โควตาภาค โควตาเสื้อแดง ที่จะเข้ามารุมทึ้งเก้าอี้ที่มีอยู่เท่าเดิม โดยเฉพาะว่ากันว่ารอบนี้จะเป็นการ “ปรับใหญ่” คลื่นใต้น้ำอาจก่อตัวรุนแรงกลายเป็นสึนามิได้

นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ซึ่งกำลังสะบักสะบอมจากการถูกรุมถล่มผลงานในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา จึงไม่ต้องการเร่งปรับ ครม. ที่จะซ้ำเติมสถานการณ์ ถูกแรงเสียดทานขนาบ ทั้ง “ศึกใน” และ “ศึกนอก” จำเป็นต้องพยายามซื้อเวลาต่อไปเรื่อยๆ

แต่ล่าสุด... ชนวนร้อนทั้งเรื่องโกหกสีขาวของ “กิตติรัตน์ ณ ระนอง” และปมการโยกย้ายภายในกระทรวงกลาโหม ของ “พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต” กำลังกลายเป็นปัจจัยเร่งปฏิกิริยาปรับ ครม.เร็วขึ้น

ด้านหนึ่งเพื่อ “ตัดตอน” รีบเฉือนเนื้อร้ายทิ้งก่อน เชื้อจะลุกลามไปทั่วทั้งร่างกาย อีกด้านหนึ่งจำเป็นต้องรีบสกัดรักษาแผลไม่ให้ถูกรุมถล่มไปมากกว่านี้ โดยเฉพาะศึกซักฟอกที่ฝ่ายค้านจ้องเก็บข้อมูล หากพลาดพลั้งอาจสะเทือนถึงเก้าอี้นายกฯ หรือเสถียรภาพรัฐบาล

ทั้งที่ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ตีกันชี้แจงว่า เหตุผลการปรับ ครม. เป็นไปเพื่อความเหมาะสมในการบริหารประเทศ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับประเด็นร้อนสองเรื่องนี้ แต่สุดท้ายเชื่อว่ารัฐบาลคงไม่อาจฝืนกระแสเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีทั้งสองคนได้

ยื้อต่อไม่ไหว ปูปรับครม.ตัดตอนศึกซักฟอก

ไล่มาตั้งแต่ “กิตติรัตน์” ที่มารับหัวหน้าทีมเศรษฐกิจรัฐบาลยิ่งลักษณ์ แบบไม่ใช่ตัวเลือกลำดับแรกๆ แถมยังไม่ผ่านความเห็นชอบจาก “คนต่างแดน” เมื่อเดิมตั้งใจวางตัว “พันศักดิ์ วิญญรัตน์” มากุมบังเหียนเศรษฐกิจ แต่เจ้าตัวปฏิเสธขอแค่ตำแหน่งที่ปรึกษาฯ ทำให้ “กิตติรัตน์” กระโดดมานั่งเก้าอี้นี้ด้วยแรงหนุนของ นายกฯ ยิ่งลักษณ์

ผลงานที่ผ่านมาในตำแหน่งรองนายกฯ ควบ รมว.คลัง เป็นเป้าให้ฝ่ายค้านรุมถล่มอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องนโยบายการเงินตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ที่กำลังนำไปสู่การขาดดุลแฝดครั้งแรกในรอบ 15 ปี จนวิตกกันว่าบรรยากาศคล้ายกับวิกฤตปี 2540 ยังไม่รวมกับสภาพหนี้ที่เพิ่มขึ้นทั้งในและนอกงบประมาณรวมแล้ว 1.7 ล้านล้านบาท มากกว่ารัฐบาลประชาธิปัตย์บริหารงาน 2 ปี

จนมาถึงฟางเส้นสุดท้ายประเด็น “โกหกสีขาว” ที่ไม่ใช่แค่กระทบต่อความน่าเชื่อถือในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ แต่สั่นคลอนความน่าเชื่อถือของรัฐบาลอย่างหนัก เมื่อในสายตาของนักลงทุน เอกชน ต่างชาติ ตลอดจนประชาชนทั่วไป ไม่อาจปักใจเชื่อข้อมูลจากรัฐบาล เพราะไม่รู้ว่าอันไหนเป็นการโกหก หรือเป็นเรื่องจริง

นโยบายและข้อมูลต่างๆ ที่ออกจากฝ่ายรัฐบาลนับจากนี้เป็นต้นไป จึงไม่อาจสร้างความเชื่อมั่นนำไปใช้อ้างอิง หรือมั่นใจว่าจะเป็นไปตามนั้นได้จริง ที่จะทำให้รัฐบาลบริหารงานเดินหน้าไปสู่เป้าหมายได้ยากยิ่งขึ้น

ที่สำคัญยังถูกไล่บี้เอาผิด เริ่มตั้งแต่ สว.ส่วนหนึ่งที่เรียกร้องให้ผู้ตรวจการแผ่นดินดำเนินการเอาผิดทางวินัยฐานไม่ปฏิบัติตามจริยธรรม ซึ่งหากเป็นการกระทำผิดร้ายแรง อาจนำไปสู่การยื่นถอดถอนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 270

ต่อเนื่องที่ประชาธิปัตย์ เริ่มปฏิบัติการขย่มตั้งแต่กระทู้ถามสดไปจนถึงเปิดซีรีส์โกหกสีขาว 19 เรื่อง ก่อนไปปิดท้ายด้วยการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พร้อมยื่นถอดถอนออกจากตำแหน่ง และเชื่อว่าจะไล่เอาผิดไปถึงนายกฯ ยิ่งลักษณ์ในฐานะผู้บังคับบัญชา ที่ปล่อยให้เกิดการเสียหายเช่นนี้ ดังนั้นเชื่อว่าก่อนอภิปรายฯ น่าจะต้องปรับ “กิตติรัตน์” เพื่อบรรเทาความรุนแรงที่กำลังจะตามมา

ถัดมาที่ “พล.อ.อ.สุกำพล” ที่แม้จะอ้างว่าทำไปตามระเบียบในการแต่งตั้งโยกย้ายกับการเซ็นคำสั่งย้าย พล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม หลังเกิดงัดข้อกันเองเมื่อต่างคนต่างดันคนของตัวเองเข้าสู่ตำแหน่งปลัดกลาโหมคนใหม่ แต่ภาพลักษณ์ความเสียหายที่เกิดกับรัฐบาล คือ การเข้าไปล้วงลูกในการแต่งตั้งโยกย้ายจากฝั่งการเมือง

โดยเฉพาะกับการแต่งตั้งโยกย้ายของกองทัพ ที่มี พ.ร.บ.กลาโหมปี 2551 เป็นเกราะป้องกันไม่ให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงได้ระดับหนึ่ง การมีภาพลักษณ์เช่นนี้ย่อมไม่เป็นผลดีกับรัฐบาล โดยเฉพาะเมื่อ พล.อ.เสถียร พยายามชี้แจงว่าการดัน พล.อ.ทนงศักดิ์ อภิรักษ์โยธิน ผช.ผบ.ทบ. อาจขัดระเบียบนั้น การฝ่าฝืนเดินหน้าต่อไปย่อมมีปัญหาตามมาหากไม่มีคำชี้แจงที่รับฟังได้

อีกส่วนหนึ่งที่ทำให้เก้าอี้ พล.อ.อ.สุกำพล สั่นคลอน เนื่องจากลักษณะการทำงานที่ผ่านมาไม่ ว่าจะอยู่ตรงไหนก็ขัดแย้งกับผู้ร่วมงานไปเสียหมด ไม่ว่าจะเป็นเมื่อครั้งนั่งเก้าอี้ รมว.คมนาคม ที่กลายเป็นเกาเหลาครั้งใหญ่กับ พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก และกิตติศักดิ์ หัตถสงเคราะห์ 2 รมช. ที่ต้องบินไปหาคนต่างแดนให้ช่วยเคลียร์

เก้าอี้ รมว.กลาโหม จึงเป็นอีกหนึ่งเก้าอี้ร้อนที่เข้าข่ายต้องเร่งปรับเปลี่ยน ท่ามกลางกระแสข่าวแว่วมาโดยตลอดว่า นายกฯ ยิ่งลักษณ์ อาจจะเข้ามาควบตำแหน่ง รมว.กลาโหม ตัวนี้ด้วยตัวเอง

งานนี้รัฐบาลจึงไม่อาจนิ่งนอนใจรอให้อภิปรายไม่ไว้วางใจก่อนแล้วค่อยปรับ ครม. เพราะนอกจากสองตำแหน่งนี้ที่ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ จะถูกฝ่ายค้านลากไปถล่มด้วยแล้ว ยังมีอีกหลายตำแหน่งที่หากไม่ปรับก่อนการอภิปรายฯ ย่อมเป็นเป้าให้ฝ่ายค้านซักฟอกกระทบชิ่งนายกฯ แบบไม่อาจหลีกหนีความรับผิดชอบได้

ไม่ว่าจะเป็น รมว.พาณิชย์ ที่ล้มเหลวกับโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล ที่นอกจากจะเสียหายไปแล้วกว่าแสนล้านบาท แล้วยังพบกับเงื่อนงำในความไม่โปร่งใสในกระบวนการรับจำนำ ที่ฝ่ายค้านกำลังลุยเก็บข้อมูลนำไปอภิปรายฯ

ในขณะที่พรรคร่วมรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็น “พลังชล-ชาติพัฒนา” พยายามส่งสัญญาณขอปรับตัวบุคคลในส่วน รมว.วัฒนธรรมและ กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งโอกาสนี้น่าจะสุกงอมให้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ตัดสินใจปรับ ครม.ปู 3

กางปฏิทินการเมืองแล้วเชื่อว่า เดือน ก.ย. น่าจะเป็นห้วงเวลาที่เป็นไปได้มากที่สุดกับการปรับ ครม. เพื่อตัดตอนการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน ที่น่าเลื่อนขึ้นมาเร็วขึ้น

จากเดิมที่วางแผนรอตลบหลังแถลงผลงานรัฐบาล แต่ทว่าเมื่อรัฐบาลพยายามดึงเกมลากยาวแถลงผลงานออกไป ทำให้ฝ่ายค้านอาจต้องปรับแผนอภิปรายฯ ก่อนแถลงผลงาน

โดยเฉพาะจากปมปัญหา ทั้งเรื่อง “โกหกสีขาว” และการโยกย้ายของกลาโหม ที่มีน้ำหนักเพียงพอให้ไล่ถล่มรัฐบาล การปรับ ครม.ปู 3 จึงน่าเกิดขึ้นเร็วๆ นี้

 

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI