
ปลอดฯทิ้งเก้าอี้ประธานแผนจัดการน้ำ
ไม่ร่วมพิจารณาเลือกผู้รับเหมา ทีมกรุ๊ปห่วงกระทบมิตรประเทศ
ไม่ร่วมพิจารณาเลือกผู้รับเหมา ทีมกรุ๊ปห่วงกระทบมิตรประเทศ
กบอ.ยืนยันโครงการขนาดใหญ่ต้องทำอีไอเอ คาดเขื่อนขนาดใหญ่เสร็จภายใน 3 ปี
นายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ประกาศสัญญาประชาคมจะลาออกจากประธานคณะกรรมการพิจารณาข้อเสนอกรอบแนวคิด เพื่อออกแบบก่อสร้างระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน และระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศไทย 3.5 แสนล้านบาท หลังจากได้กลุ่มบริษัทที่จะดำเนินการตามทีโออาร์แล้ว
“ผมจะไม่มีส่วนได้เสียกับการให้คะแนนเพื่อคัดเลือกบริษัท เนื่องจากถูกกล่าวหามามากพอแล้ว หลังจากนี้จะเป็นเฉพาะผู้ตรวจสอบการดำเนินการตามนโยบาย ในฐานะประธาน กบอ.และผู้ลงชื่ออนุมัติงบประมาณในฐานะ รมว.วิทยาศาสตร์ฯ เท่านั้น เพื่อไม่ให้เกิดข้อครหา” นายปลอดประสพ กล่าว
นายปลอดประสพ กล่าวด้วยว่า โครงการขนาดใหญ่ เช่น การสร้างเขื่อนจะต้องทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) โดย กบอ.จะรับผิดชอบในการทำโครงการ หรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง (อีเอชไอเอ) ซึ่งการก่อสร้างเขื่อนคาดว่าจะใช้เวลาแล้วเสร็จใน 3 ปี
นอกจากนี้ กบอ.ยังได้เปิดโอกาสให้กับบริษัทที่เข้ามายื่นข้อเสนอจำนวน 359 บริษัท ไปดูงานในพื้นที่จริงตั้งแต่ต้นน้ำถึงท้ายน้ำตั้งแต่ จ.เชียงใหม่ ถึงกรุงเทพฯ รวมทั้งเปิดเผยรายละเอียดทีโออาร์ที่ทำกับต่างประเทศในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เพื่อความโปร่งใสและขจัดข้อกังขาที่ว่าได้รับข้อมูลไม่เท่าเทียมกัน โดยจะให้เวลาประมาณ 23 วัน
ด้านนายชวลิต จันทรรัตน์ กรรมการผู้จัดการ หน่วยธุรกิจแหล่งน้ำ บริษัท ทีม กรุ๊ป กล่าวว่า การที่รัฐบาลไทยและจีนเซ็นบันทึกความเข้าใจร่วมกัน (เอ็มโอยู) ในเรื่องการบริหารจัดการน้ำนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก หรือที่มีการตกลงร่วมกันไว้ก่อนกับรัฐบาลจีน เพราะหลังเกิดน้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปี 2554 ไทยเองแสวงหาความร่วมมือจากหลายประเทศ
“ไม่ว่าจะเป็นเกาหลีใต้ หรือเนเธอร์แลนด์ต่างก็มีเอ็มโอยูร่วมกัน เรื่องออกแบบยุทธศาสตร์ หรือการสนับสนุนด้านวิชาการ ขณะเดียวกันประเทศญี่ปุ่นเสนอเงินให้เปล่ากว่า 2,100 ล้านบาท เพื่อสร้างมอเตอร์เวย์หมายเลข 9 และพนังกั้นน้ำ และรัฐบาลไทยได้ลงนามรับแล้ว” นายชวลิต กล่าว
อย่างไรก็ตาม หากประเทศใดได้ไปประเทศอื่นก็อาจจะมีความน้อยใจ และอาจกระทบทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะทุกประเทศต่างก็เข้ามาช่วยเหลือตั้งแต่แรก ซึ่งรัฐบาลจะตกอยู่ในสภาวะบีบคั้นพอสมควร จึงต้องหามาตรการเจรจาต่อรอง หรือทำความเข้าใจกับทุกฝ่ายให้ดี ก่อนตัดสินใจเลือกบริษัทใดเข้าไปทำโครงการ







