posttoday
'อุกฤษ'แนะX-RAYพื้นที่แก้ไฟใต้

'อุกฤษ'แนะX-RAYพื้นที่แก้ไฟใต้

20 สิงหาคม 2555

ครบรอบ 6 เดือน คณะกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ (คอ.นธ.) ที่มี อุกฤษ มงคลนาวิน เป็นประธาน เตรียมนำเสนอ

โดย...ปริญญา ชูเลขา

ครบรอบ 6 เดือน คณะกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ (คอ.นธ.) ที่มี อุกฤษ มงคลนาวิน เป็นประธาน เตรียมนำเสนอ “ยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้” ภายใต้แนวคิด “แสงสว่างส่องทาง แสงสว่างส่องใจ” ด้วยจุดเด่นการใช้อุปกรณ์และเทคโนโลยีทันสมัยช่วยป้องกันภัย ต่อรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

อุกฤษ ในฐานะอดีตประธานคณะกรรมการอิสระเพื่ออำนวยความยุติธรรมและเสริมสร้างสิทธิเสรีภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กอ.ยส.จชต.) กล่าวว่า คอ.นธ.จะเสนอให้มีการกระจายอำนาจเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่การแบ่งแยกดินแดน ตัวอย่างเช่น กรุงเทพมหานคร (กทม.) หรือพัทยา ด้วยการให้แต่ละจังหวัดมี พ.ร.บ.บริหารราชการจังหวัดนราธิวาส พ.ร.บ.บริหารราชการจังหวัดปัตตานี และ พ.ร.บ.บริหารราชการจังหวัดยะลา ทั้งหมดยึดตามแนวทางของ กทม.เป็นหลัก พร้อมกับให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด สภาเมือง และสภาเขต

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่ารัฐบาลจะตอบรับหรือไม่ แต่ท้ายที่สุดวันใดวันหนึ่งในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะต้องมีการกระจายอำนาจเกิดขึ้น และขอย้ำว่าในส่วนของอำนาจศาล อำนาจด้านการต่างประเทศ หรืออำนาจด้านความมั่นคง ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของประเทศอยู่ ไม่ได้ผนวกเข้าไปอยู่ในกฎหมายกระจายอำนาจของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย โดยจะเน้นการจัดสรรอำนาจในขอบเขตที่ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมให้มากที่สุดในฐานะเจ้าของพื้นที่

“สิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบันคือการแก้ไขปัญหาแบบพายเรือในอ่าง กล่าวคือ แก้ปัญหาอะไรไม่ได้ก็ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาซ้อนคณะกรรมการ ท้ายที่สุดก็แก้อะไรไม่ได้ แต่ความเป็นจริงในการแก้ไขปัญหา คือ ความยุติธรรมให้กับประชาชนในพื้นที่ยังไปไม่ถึง เพราะทัศนคติที่มองว่าคนในพื้นที่เป็นกลุ่มก่อการร้ายหรือแบ่งแยกดินแดน ดังนั้นต้องมีการเปลี่ยนแปลงทัศนคติก่อน และยืนยันว่าไม่มีทางที่การใช้กำลังทหารหรือกำลังอาวุธจะแก้ไขปัญหาได้ แต่ต้องแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ เพราะการนำกำลังรบรถถังหรืออาวุธหนักเข้าไปไม่ได้ไปตีเมืองขึ้นหรือยึดเมืองคืนมา” อุกฤษ กล่าว

ทั้งนี้ ทาง คอ.นธ.จึงเตรียมเสนอการใช้เทคโนโลยีมาแก้ไขปัญหาแทนการใช้กำลังหรืออาวุธ เพราะที่ผ่านมา 9 ปี ภาครัฐทุ่มงบประมาณไปแล้ว 1.6 แสนล้านบาท ในขณะที่เทคโนโลยีที่จะนำเสนอใช้งบประมาณเพียงน้อยนิดเท่านั้น ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

1.เพิ่มประสิทธิภาพระบบกล้อง CCTV ด้วยระบบ RFID ตรวจสอบยานพาหนะเข้าออกบันทึกข้อมูลต่างๆ ของยานพาหนะไว้ที่ป้ายทะเบียนรถยนต์ (ป้ายวงกลม) ซึ่งสามารถสแกนว่าเป็นรถที่ถูกขโมยหรือปลอมแปลงเข้ามาในพื้นที่ หรือพร้อมทั้งสามารถติดตามเส้นทางได้อีกด้วย และระบบช่วยจดจำใบหน้า (Face Recognization) และส่งภาพไปยังคอมพิวเตอร์เพื่อประมวลผล และสืบค้นประวัติจากเครือข่ายข้อมูลของหน่วยงานรัฐ

2.เครื่องตรวจค้นสิ่งต้องสงสัยแบบเคลื่อนที่ด้วยรถ X-Ray ทำหน้าที่เสมือนด่านเคลื่อนที่ มีความคล่องตัวและประสิทธิภาพสูงในการตรวจจับสิ่งผิดกฎหมายต่างๆ ที่ซุกซ่อนมาในยานพาหนะโดยไม่ต้องลงจากรถหรือเปิดประตู อีกทั้งยังแสดงลักษณะของสิ่งของบรรทุกภายในได้ชัดเจน เคลื่อนที่ไปตามเส้นทางถนน หรือท่าเทียบเรือตามชายฝั่งทะเลที่มีการลักลอบขนสินค้า สิ่งเสพติด หรือคนต่างด้าวที่ลักลอบเข้าเมืองได้อีกด้วย

3.เครื่องสแกนบุคคลมิลิมิเตอร์เวฟ เครื่องสแกนวัตถุที่ซุกซ่อนในร่างกาย สำหรับสแกนที่ราชการหรือที่สาธารณะที่ต้องการความปลอดภัยสูง เช่น สนามบิน ศาลากลาง ฯลฯ

4.เครื่องตรวจค้นสิ่งผิดกฎหมายความละเอียดสูง เครื่องตรวจค้นสารเคมีและสารเสพติดที่มีความแม่นยำสูง โดยใช้แผ่นทดสอบป้ายที่วัตถุต้องสงสัยแล้วนำเข้าเครื่องตรวจสามารถบอกได้ทันทีว่าเป็นสารชนิดใด ช่วยตรวจสอบผู้ต้องสงสัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

5.ถังขยะป้องกันระเบิด เป็นถังขยะชนิดพิเศษ สามารถกักการระเบิดไว้ภายในตัวโดยไม่ทำให้สภาพแวดล้อมข้างเคียงเสียหาย วางในจุดที่เป็นอาคารหรือสถานที่มีคนพลุกพล่านมากๆ เช่น สนามบิน

6.ระบบไฟส่องสว่างแบบ Hybrid หรือพลังงานแสงอาทิตย์ เบื้องต้น จำนวน 3 หมื่นต้น ใช้งบประมาณ 2,500 ล้านบาท เป็นเสาไฟฟ้าที่ใช้พลังงานทดแทนในการผลิตกระแสไฟฟ้าที่สามารถติดตั้งในพื้นที่ห่างไกล สะดวกรวดเร็วในการติดตั้ง มีแสงสว่างมากพอที่จะมองเห็นได้อย่างชัดเจน ย่อมสามารถช่วยลดการเกิดเหตุร้ายได้

 

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา