
ประชานิยมไม่ปลดแอกหนี้ชาวนา
ภายหลังจากรัฐบาลได้ใช้นโยบายประชานิยมในการบริหารเศรษฐกิจมายาวนานหลังจากวิกฤตต้มยำกุ้ง โดยเฉพาะชาวนาจะได้รับการดูแลเป็นพิเศษ
ภายหลังจากรัฐบาลได้ใช้นโยบายประชานิยมในการบริหารเศรษฐกิจมายาวนานหลังจากวิกฤตต้มยำกุ้ง โดยเฉพาะชาวนาจะได้รับการดูแลเป็นพิเศษ
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัย หอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจสถานการณ์ชาวนาไทย จากกลุ่มตัวอย่าง 1,211 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 8-12 ส.ค. 2555 พบว่าภาระหนี้สินชาวนาไทยในปี 2554 เฉลี่ยอยู่ที่ 1.03 แสนบาท/ครัวเรือน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 6.6% และเป็นระดับที่สูงสุดในรอบ 4 ปีนับตั้งแต่ที่มีการสำรวจในปี 2551 และภาระหนี้สินของชาวนาไทยยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยคาดว่าภาระหนี้ชาวนาในปี 2555 มีโอกาสที่จะโตอยู่ในกรอบ 35% ได้ หรือจะทำให้มีภาระหนี้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.1 แสนบาท/ครัวเรือน
ธนวรรธน์ พลวิชัย รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ กล่าวว่า ภาระหนี้โดยรวมของเกษตรกรไทยในปัจจุบันส่วนใหญ่ 21.3% เฉลี่ยอยู่ที่ 57.5 หมื่นบาท โดย 60.9% เป็นหนี้ในระบบ ซึ่งเกษตรกรไทยมีความสามารถที่จะชำระหนี้ได้หมด แต่อีก 39.1% ที่เป็นหนี้นอกระบบนั้น พบว่า 33.3% ไม่มีความสามารถในการชำระหนี้
อย่างไรก็ตาม เหตุผลที่เกษตรกรไม่กู้หนี้ในระบบหรือสถาบันการเงิน เพราะขั้นตอนการพิจารณาปล่อยกู้ล่าช้า ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน และเข้าถึงแหล่งข้อมูลไม่มากพอ โดยส่วนใหญ่จะมีการแบ่งชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือน และ 56.4% ใช้คนรู้จักไปช่วยค้ำประกันเงินกู้ให้ รองลงมาคือ ใช้ที่ดินค้ำประกัน 23.4% และใช้ผลผลิตของตนเองไปค้ำประกัน 19.1%
“หนี้สินเกษตรกรเป็นปัญหาเรื้อรัง โดยเฉพาะโครงสร้างหนี้นอกระบบที่สูงขึ้น เนื่องจากส่วนหนึ่งชาวนาไทยต้องการนำเงินมาลงทุนขยายพื้นที่เพาะปลูกให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับนโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาล และชดเชยความเสียหายที่เกิดจากน้ำท่วม ดังนั้นรัฐบาลต้องแก้ปัญหาหนี้ให้หายไปหรือลดจำนวนลง ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นวังวนแบบนี้” ธนวรรธน์ กล่าว
ขณะเดียวกันก็ยอมรับว่า นโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาลนั้น ถือว่าทำสำเร็จเพียงแค่ครึ่งเดียวคือด้านราคา แต่อีกครึ่งคือเรื่องการดูแลต้นทุนยังขาดหายไป เพราะจะเห็นได้ว่า ชาวนาส่วนใหญ่ 5-5.5% มีความวิตกกังวลเกี่ยวกับเรื่องต้นทุนการผลิตทั้งค่าปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และราคาน้ำมัน
นอกจากนี้ ชาวนาไทย 80.5% ยังมีทัศนคติว่า อยากให้ลูกหลานทำอาชีพอื่น เพราะเห็นว่าเป็นอาชีพที่ลำบากและมีรายได้ไม่แน่นอน และมีชาวนาไทย 28% ที่มีความคิดที่จะขายที่นาให้กับนายทุน หากมีหนี้สินมากและมีการให้ราคาที่ดี โดยส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือ
อย่างไรก็ดี ชาวนาไทยส่วนใหญ่ 63.1% ไม่เห็นด้วยกับการออกบัตรเครดิตชาวนา เพราะยังใช้ไม่เป็น กลัวว่าจะยิ่งทำให้เป็นการเพิ่มหนี้มากขึ้นแทน และ 71.5% ทราบถึงการมีอยู่ของบัตรเครดิตชาวนา แต่ส่วนใหญ่ 59.6% เห็นว่าไม่มีประโยชน์
สำหรับทัศนะต่อความเชื่อมั่นมาตรฐานการชั่ง ตวง วัดสินค้าเกษตรในโครงการรับจำนำของรัฐบาลนั้น พบว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ 93%ไม่เคยร้องเรียนกับหน่วยงานรัฐกรณีที่มีความสงสัยในอุปกรณ์ชั่งตวง เพราะคิดว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่มาก มีความยุ่งยากในร้องเรียนและถึงร้องเรียนไปก็ไม่มีการตรวจสอบ รวมทั้งกลัวอิทธิพลด้วย โดย 82.3%ต้องการให้หน่วยงานราชการเข้าไปตรวจสอบความเที่ยงตรงของเครื่องชั่งทุก 6 เดือนตลอดฤดูกาล เพราะส่วนใหญ่ 80.5%เห็นว่าการที่เครื่องชั่งไม่มีมาตรฐานมีผลต่อรายได้ของตัวเอง
นายชาลี ลอยสูง ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) กล่าวว่า คสรท.ได้ทำการสำรวจค่าครองชีพผู้ใช้แรงงานโดยเปรียบเทียบช่วงก่อนและหลังการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ระหว่างเดือน ส.ค.2554 กับเดือน พ.ค.ปีนี้ จากกลุ่มตัวอย่าง 2,197 คน ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล พบว่า แรงงานต้องเสียค่าใช้จ่ายต่อเดือนเพิ่มสูงขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ได้แก่ ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าน้ำประปา ค่าโทรศัพท์ ค่าเช่าบ้าน ค่าเสื้อผ้า จากประมาณ 1 หมื่นบาท/คน/เดือน เป็น 1.38 หมื่นบาท/คน/เดือน
นายชาลี กล่าวว่า หากแยกรายละเอียดค่าใช้จ่ายจะพบว่าค่าใช้จ่ายด้านค่าอาหารและค่าเดินทางเพิ่มขึ้นมากที่สุด จาก 175 บาท/วัน เป็น 259.26 บาท/วัน รองลงมาคือ ค่าเช่าบ้านจากเฉลี่ย 58 บาท/วัน เป็น 91 บาท/วัน ค่าเสื้อผ้ารองเท้า จาก 19 บาท/วัน เป็น 34 บาท/วัน อย่างไรก็ตามค่าใช้จ่ายด้านน้ำประปา และค่าโทรศัพท์เพิ่มขึ้นไม่มากนัก จาก 6.7 บาท/วัน เป็น 6.86 บาท/วัน และ 10 บาท/วัน เป็น 12 บาท/วัน ตามลำดับ
"สถานการณ์ดังกล่าวทำให้น่าเป็นห่วงว่า คุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงานจะตกต่ำลงเรื่อยๆ ตราบใดที่รัฐบาลยังไม่มีความจริงใจในการแก้ปัญหาค่าครองชีพและสินค้าอุปโภคบริโภคราคาแพง ซึ่งจากการสำรวจของ คสรท.พบว่า ค่าจ้างที่ควรจะเป็นคือวันละ 348 บาท " นายชาลี กล่าว
นายยงยุทธ เม่นตะเภา กรรมการอำนวยการ คสรท. กล่าวว่า รัฐบาลอย่าบิดเบือนข้อมูลโดยเอาลูกจ้างเป็นตัวประกันว่าหากขึ้นค่าจ้างแล้วจะส่งผลให้ค่าครองชีพเพิ่มและราคาสินค้าแพงขึ้น เพราะเมื่อเปรียบเทียบอัตราเงินเฟ้อทั่วประเทศเฉลี่ยเพิ่มขึ้นปี 2.76% แต่อัตราค่าจ้างขั้นต่ำปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเพียงปีละ 2.57% เท่านั้น
ทั้งนี้ ผลสำรวจยังพบด้วยว่าแรงงานส่วนใหญ่ 76.6% ได้รับการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทจริง ขณะที่แรงงานอีก 18.3% ได้รับการปรับค่าจ้างแบบมีเงื่อนไข โดยนายจ้างใช้วิธีนำสวัสดิการมารวมกับค่าจ้าง หรือมีการเปลี่ยนสภาพการจ้างงาน และอีก 5.1% ไม่มีการปรับค่าจ้างแต่อย่างใด







