
วงถกแฉรัฐจ่ายงบดูแลนักโทษมหาศาล
ทีดีอาร์ไอเสนอจ่ายค่าปรับโทษตามอัตราเงินเฟ้อ คดีเชค-ส่วนตัวทำงานบริการสังคมแทนเผยรัฐจ่ายงบดูแลนักโทษมหาศาล
ทีดีอาร์ไอเสนอจ่ายค่าปรับโทษตามอัตราเงินเฟ้อ คดีเชค-ส่วนตัวทำงานบริการสังคมแทนเผยรัฐจ่ายงบดูแลนักโทษมหาศาล
สำนักงานกิจการยุติธรรมจัดการประชุมทางวิชาการระดับชาติว่าด้วยงานยุติธรรม ครั้งที่ 10 เพื่อระดมความคิดเห็นเรื่องปัจจัยความสำเร็จเพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการยุติธรรม โดยนายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ รองประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) นำผลงานวิจัยวัดประสิทธิภาพกระบวนการยุติธรรมมาเปิดเผยว่า กระบวนการยุติธรรมไทยไม่ได้ขาดแคลนบุคลากรหรือทรัพยากร โดยเพาะตำรวจซึ่งมีสัดส่วน 2,000 คน ต่อประชากร 1,000,000 คน จึงพูดได้ว่าเงินเยอะ คนเยอะ แต่คดีค้างการพิจารณาอยู่ในศาลเป็นจำนวนมาก โดยคดีส่วนใหญ่เป็นคดีอาญาใช้เวลาพิจารณาเฉลี่ย 13.6 เดือนต่อคดี คดีที่พิจารณาเร็วที่สุดเป็นคดีที่จำเลยสารภาพ ไม่ต่อสู้คดี ส่วนคดีที่ช้าที่สุดเป็นคดีที่จำเลยต่อสู้ส่วนใหญ่เป็นคดีอาญาจึงทำให้ต้องใช้เวลามากกว่า 70 เดือน ทั้งนี้ผลการการศึกษาวิจัยพบว่า ระบบกฎหมายเป็นต้นตอของการไม่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้นักโทษเพิ่มจำนวนขึ้นจาก 180,000 คนในปี 2551 และเพิ่มเป็น 250,000 คนในปี 2555 ขณะที่วิธีการลดจำนวนนักโทษมีเพียงการอภัยโทษหรือลดวันต้องโทษเท่านั้น
นายสมเกียรติ กล่าวต่อว่า งานวิจัยจากมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ผสมผสานกับนิติศาสตร์ว่า ผู้ต้องขังที่อยู่ในคุก 3ใน 4 เป็นผู้ที่ถูกลงโทษเด็ดขาด และอีก 5 เปอร์เซ็นต์เป็นนักโทษถูกขังระหว่างการไต่สวน ซึ่งระหว่างนี้รัฐจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการสูง แสดงให้เห็นถึงความไร้ประสิทธิภาพจากการใช้กระบวนการอาญาเป็นหลักในการระงับข้อพิพาท โดยการใช้วิธีการจำคุกเป็นหลัก ขณะที่โทษปรับกำหนดอัตราไว้ต่ำเกินไป อย่างไรก็ตาม การออกแบบระบบอย่างนี้ทำให้ไม่มีประสิทธิภาพ เพราะการจำคุกมีต้นทุนมากจากการที่รัฐต้องใช้งบประมาณในเลี้ยงดูนักโทษ นอกจากนี้หลังพ้นโทษแล้วนักโทษไม่สามารถกลับเขาสู่ตลาดแรงงานได้ หลายประเทศจึงเปลี่ยนมาใช้โทษปรับแทน ซึ่งทำให้ประชาชนหวาดกลัวการกระทำผิดได้ไม่ต่างจากจำคุก แต่สำหรับประเทศไทยค่าปรับไม่ถูกนำมาใช้ในทางปฏิบัติ เพราะกฎหมายที่บังคับใช้ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2500 กำหนดโทษปรับตั้งแต่ 100-1,000 บาท ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา ค่าปรับยังคงที่ ค่าปรับจึงเหลือมูลค่าแค่ 10% ดังนั้นโทษปรับจึงควรปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับความเป็นจริง
“ข้อวิจารณ์ที่ว่ากระบวนการยุติธรรมไทยมีสองมาตรฐานไม่จริง ความจริงคือเราไม่มีมาตรฐาน โทษปรับเทียบกับอัตราโทษจำคุก 1 ปี คือปรับตั้งแต่ 1,000 – 3,000,000 บาท กฎหมายที่ออกใหม่ๆแทนที่จะกำหนดให้มีมาตรฐานแต่กลับยิ่งมั่ว ศาลชั้นต้นตัดสินลงโทษปรับน้อยมาก โดยเฉพาะคดีเช็คที่ตัดสินจำคุกทุกกรณีทั้งที่เป็นคดีที่ผู้เสียหายต้องการเรียกเงินคืน ทางเลือกที่ควรเป็นแนวทางแก้ไขควรลดโทษจำคุกให้เหลือเท่าที่จำเป็น ส่วนคดีที่เป็นเรื่องส่วนตัวไม่ควรกำหนดให้มีโทษจำคุก เช่น หมิ่นประมาท คดีเช็ค คดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา เมาแล้วขับ แต่ควรเพิ่มโทษปรับให้สูงขึ้นเพื่อสอดรับกับภาวะเงินเฟ้อและตามรายได้ของผู้กระทำผิด และเพิ่มทางเลือกในการลงโทษ เช่น มาตรการทางปกครอง และมาตรการของสถาบันการเงิน ยกตัวอย่าง คดีเช็คเด้งในประเทศฝรั่งเศส ธนาคารควบคุมไม่ให้ทำธุรกรรมการเงินซึ่งเดือดร้อนมากพอๆกับติดคุก”รองประธานทีดีอาร์ไอกล่าว
นายสมเกียรติ ยังกล่าวอีกว่า จากข้อมูลการวิจัยในประเทศเยอรมัน พบว่าคนที่โดนโทษปรับทำผิดซ้ำแค่ 16% แต่คนที่โดนโทษจำคุกทำผิดซ้ำ 50% ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นคดียาเสพติด เมาแล้วขับ ฉ้อโกง จะใช้โทษปรับยกเว้นคดีย่องเบาหรือลักทรัพย์ที่ศาลจะสั่งจำคุกทันที อย่างไรก็ตาม การบังคับโทษปรับที่เป็นธรรมไม่ใช่ว่าคนรวยได้เปรียบคนจน เพราะโทษปรับต้องปรับตามรายได้ หรือคำนวณค่าปรับจากฐานรายได้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ซึ่งจะทำให้ค่าปรับมีผลตามอัตรารายได้ ในอนาคตเราไม่ต้องแก้กฎหมายบ่อยๆ ดังนั้น จึงเสนอให้เปลี่ยนหลักคิดโดยกำหนดให้โทษปรับ เป็นหลักการลงโทษทางอาญา การทำงานบริการสังคมเป็นมาตรการเสริม และคงโทษจำคุกสำหรับคดีอุกฉกรรจ์เท่านั้น
ด้านนายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ รองปลัดระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้ต้องขังหรือจำเลยทั่วประเทศที่คดีเกือบถึงที่สุด 700 กว่าเป็นผู้ต้องขังรอประหารกว่า 500 คน และน่าเชื่อว่าจะถูกประหารทั้ง 500 คนด้วย ทั้งนี้ งบประมาณปี 2556 ของกรมราชทัณฑ์ 9,000 ล้านบาท และงบประมาณของกระทรวงยุติธรรม 19,000 ล้านบาท เคยมีแผนแม่บทการพัฒนาโครงการยุติธรรมที่จะทำให้มองเห็นกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ แต่การขับเคลื่อนตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ยังไม่มีความคืบหน้า เพราะขาดเจ้าภาพในการรับผิดชอบและนโยบายรัฐบาลที่เปลี่ยนแปลง ขณะนี้เริ่มมีการมองภาพรวมของหลักนิติธรรมซึ่งจะเชื่อมโยงกับประชาธิปไตย หากประชาชนตั้งคำถามเยอะจะขับเคลื่อนไปสู่นโยบายที่ต้องฟังเสียงสะท้อนเหล่านี้ ต้องกลับมาฟังเสียงสะท้อนของผู้รับบริการว่าต้องการอะไร ถ้าต้องการให้ลงโทษเด็ดขาดขึ้นก็แก้กฎหมายเพิ่มโทษ หรือสร้างคุกเพิ่ม







