posttoday
อ้วนส่องสื่อ

อ้วนส่องสื่อ

28 กรกฎาคม 2555

กลับมายืดเส้นยืดสายทั้งที“เสี่ยอ้วน” ภูมิธรรม ไม่ได้รับมอบหมายแค่งาน “พ่อบ้านพรรค” แต่ยังสวมหมวก “นักรบไซเบอร์” ประกาศสงคราม “แอร์ วอร์” กับขั้วตรงข้าม

กลับมายืดเส้นยืดสายทั้งที“เสี่ยอ้วน” ภูมิธรรม ไม่ได้รับมอบหมายแค่งาน “พ่อบ้านพรรค” แต่ยังสวมหมวก “นักรบไซเบอร์” ประกาศสงคราม “แอร์ วอร์” กับขั้วตรงข้าม

ภูมิธรรม ให้ภาพของ “นิวมีเดีย” หรือสื่อใหม่ที่พรรคเพื่อไทยกำลังให้ความสำคัญ เจ้าตัวเท้าความอธิบายย้อนไปยังยุครัตนโกสินทร์ตอนต้นว่า สมัยนั้นลูกหลานของชนชั้นนำที่ถูกส่งไปเรียนต่อยุโรปต้องใช้เวลา 7 เดือนกว่าจะถึงที่หมาย และใช้เวลาอีก 7 เดือนกว่าจดหมายจะส่งกลับมา สรุปแล้วต้องใช้เวลาเกือบปีครึ่งในการส่งข่าวกลับมาแจ้งทางบ้านว่าได้ถึงยุโรปเรียบร้อยแล้ว แต่ปัจจุบันมิติของการเวลาหดสั้นมาก ตื่นเช้ามาพ่อแม่ลูกก็สไกป์ถึงกันได้ ทุกวันนี้ในประเทศไทยมีผู้ใช้เครือข่ายออนไลน์สูงถึง 20 กว่าล้านคน ทุกคนใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ในการเข้าถึงและรับรู้ข้อมูลได้ด้วยตนเอง ดังนั้นทุกภาคส่วนต้องปรับตัวให้เข้ากับประชาชนกลุ่มนี้

“การเปลี่ยนแปลงของโลกทำให้ทุกคนต้องตระหนักถึงพลังของการสื่อสาร ในฐานะเป็นพรรคการเมืองยิ่งต้องปรับตัว เพราะเราเป็นองค์กรที่รับผิดชอบต่อแนวทางการบริหารงานประเทศ”

อ้วนส่องสื่อ

 ภูมิธรรม แจงว่า การเปิดตัวนักรบไซเบอร์ของพรรคเพื่อไทย โดยอาศัยช่องทางทวิตเตอร์ PTcyber เมื่อต้นเดือน ก.ค.ที่ผ่านมานั้น เป็นเสมือนฮาร์ดแวร์ ซึ่งจะเป็นเครื่องมือของพรรคเพื่อไทยที่เกิดขึ้นภายหลัง แต่สิ่งสำคัญอันเปรียบเสมือนซอฟต์แวร์ที่ควรริเริ่มก่อน คือ การสร้างความตื่นตัวของคนในสังคมให้กว้างที่สุด โดยเฉพาะนักการเมืองและสมาชิกของพรรคเพื่อไทยเอง ที่ต้องกระตุ้นให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของโลกสมัยใหม่มากที่สุด

“ผมว่าโลกเปลี่ยนแปลงไปเยอะ แม้แต่เกษตรกรหรือชาวนาในชนบทยังเปลี่ยนแปลงตนเองเป็นกลุ่มที่เขาเรียกกันว่า ชนชั้นกลางใหม่ สส.หรือสมาชิกพรรคเองที่มีการศึกษาน่าจะเข้าใจสิ่งนี้ ขนาดผมเป็นคนล้าหลังมากกับเทคโนโลยี แต่ลูกมาสอนเล่นทวิตเตอร์ เรียนรู้ 45 ปีมานี้ว่า มันมีพลังมาก คิดดังๆ เดี๋ยวเดียว คน 4,0005,000 คนเป็นอันรู้เรื่อง แล้วยังขยายออกไปอีกเยอะ และหากมีคนโต้แย้งถกเถียงยิ่งดี เพราะผมไม่มายด์ว่าเขาจะต้องเห็นด้วยกับผม แค่เขาได้คิด ได้ตอบโต้ในสิ่งที่ผมเสนอไป มันก็เป็นแบบฝึกหัดทางสังคมที่ทำให้เกิดสติปัญญาแล้ว”

ไม่ใช่แค่ทวิตเตอร์ที่เจ้าตัวติดหนึบถึงขั้นต้องทวีตทั้งก่อนเข้านอนและทันทีที่ลืมตาตื่น มันสมองของพรรคผู้นี้ยังคงเกาะติด “สื่อเก่า” อย่างหนังสือพิมพ์ชนิดไม่คลาดสายตา โดยเราขอให้วิพากษ์การทำงานของสื่อท่ามกลางสภาวะแบ่งขั้วทางการเมือง

“ผมอ่านทั้งกระดาษและเว็บไซต์ บ้านผมรับมติชนกับไทยรัฐเป็นประจำอยู่แล้ว เพราะเป็นตัวแทนของหนังสือพิมพ์แมสทั้งสองเลเวล คือ แมสทั่วไปกับแมสปัญญาชน แต่ถ้าช่วงไหนผมใส่ใจในประเด็นที่เป็นแง่คิดมากๆ และเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจก็จะรับโพสต์ทูเดย์และกรุงเทพธุรกิจ หากเป็นหนังสือรายสัปดาห์รับทั้ง 3 ฉบับเลย ทั้งมติชน เนชั่น และสยามรัฐ”

ภูมิธรรม อธิบายความต่างระหว่างสื่อ 2 ประเภทว่า เวลาอ่านสื่อออนไลน์จะได้แต่เนื้อข่าว แต่ถ้าอ่านหนังสือพิมพ์รายวันจะได้โพสิชันที่ทางหนังสือพิมพ์ให้ความสำคัญ เปิดมาปุ๊บรู้เลยว่าความสนใจของเขาที่ให้คือข่าวอะไร มันบอกโพสิชันของการวางข่าวทั้งหมด ในขณะที่สื่อออนไลน์จะไม่ให้เซนส์และความรู้สึกตรงนี้แต่หากเป็นช่วงสถานการณ์การเมืองวิกฤตจะอ่านออนไลน์ทุกค่ายและหนังสือพิมพ์รายวันทุกฉบับ

ในฐานะเป็นกุนซือใหญ่ของพรรค ต้องการเรียนรู้ “คนอ่านข่าว” หรือ “คนทำข่าว” มากกว่ากัน ภูมิธรรม ตอบว่าทั้งสองอย่าง แต่โฟกัสไปที่คนทำข่าว เพราะเนื้อหาหนังสือพิมพ์ที่คนทำข่าวรายงานมักจะสะท้อนสิ่งที่นักข่าวต้องการ ทุกวันนี้มีข่าวอยู่ 2 ประเภท คือ ข่าวที่เขาสะท้อนสังคมกับข่าวที่เขาสะท้อนเพียงความคิดและความเชื่อของตัวคนทำข่าวเอง

“หนังสือพิมพ์บ้านเราบางฉบับไม่ได้ทำหน้าที่ของสื่อจริงๆ มีจำนวนมากในปัจจุบันที่ไม่ได้ทำข่าวที่รายงานสถานการณ์ แต่กำลังรายงานความเชื่อของตัวเอง ผมคิดว่าความเป็นสื่อที่เคร่งครัดในแง่ของข่าว เขาไม่ควรถูกอนุญาตให้ใส่ทัศนคติลงไปในข่าว ย้ำว่านี่คือความเห็นผมนะ”

“ไปเจออะไรคุณก็รายงาน ไปเห็นอะไรคุณก็ต้องบอกว่า บรรยากาศเป็นแบบนั้น สภาพเป็นแบบนี้ แต่ถ้าคุณอยากจะบอกว่า เรื่องนี้คุณเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย คุณก็ไปเขียนบทความ บทความเป็นทัศนะของคุณ มันจะบอกว่าคุณคิดอย่างไรกับเรื่องนั้นๆ”

“คุณคิดได้ วิเคราะห์ได้ ผมไม่ว่า แต่ข่าวก็ต้องเป็นข่าว ไม่สมควรใส่ทัศนคติของคนทำเข้าไป ควรทำหน้าที่รายงานให้ตรงกับความเป็นจริงให้มากที่สุด แล้วปล่อยให้คนอ่านตัดสินใจเอง”

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI