
ลัทธิรัฐสภา vs ลัทธิรัฐธรรมนูญ
ควันหลงจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญยังไม่จางหายไป
โดย...ภุมรัตน์ ทักษาดิพงา
ควันหลงจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญยังไม่จางหายไป กระนั้นไม่ว่าผลคำวินิจฉัยที่ออกมาเป็นที่พอใจของตนหรือไม่ บรรดากองเชียร์ไม่ควรปลุกปั่นกันอีก แม้ว่าคำวินิจฉัยไม่ทำให้ความขัดแย้งหายไป แต่ก็ไม่ควรเพิ่มความขัดแย้งเข้าไปอีก
คนส่วนใหญ่เห็นว่านี่เป็นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดอีกครั้งหนึ่งที่หา “ทางออก” ให้กับประเทศอย่างละมุนละม่อมที่สุดตามตัวบทกฎหมาย รวมทั้งศาลได้วางบทบาทของตนเองไว้ในตำแหน่งที่เหมาะสมในการตรวจสอบและถ่วงดุล ไม่ก้าวล่วงฝ่ายนิติบัญญัติที่คอยจ้องจับผิดอยู่
โพลสำนักต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเอแบคโพลล์ สวนดุสิตโพล ที่สำรวจโดยการสุ่มตัวอย่างสอบถามบุคคลอาชีพต่างๆ ในหลายจังหวัดทั่วประเทศ สวนดุสิตโพล สรุปว่า ร้อยละ 82 เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนพวกที่ไม่เห็นด้วยมีร้อยละ 18 เอแบคโพลล์ สรุปว่า ร้อยละ 84 ยอมรับคำวินิจฉัย ที่ไม่ยอมรับมีเพียงร้อยละ 6.5 เท่านั้น ที่สำคัญ คือ ผู้ถูกสอบถามร้อยละ 88 มีความสุขปานกลางถึงมากหลังฟังคำวินิจฉัย เพราะมีเหตุผลรับฟังได้ ส่วนที่ไม่มีความสุข ซึ่งคงเป็นเพราะไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยมีเพียงร้อยละ 12 เท่านั้น แม้แต่โพลของสถาบันการศึกษาทางภาคอีสาน ซึ่งถือว่าเป็นถิ่นของคนเสื้อแดง ยังสรุปตรงกันว่า คนอีสานส่วนใหญ่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาล
เพราะฉะนั้นนักการเมืองควรฟังเสียงประชาชนบ้าง อย่าดึงดันคิดถึงแต่ประโยชน์ของตนและพวกเพียงฝ่ายเดียว ผลจากโพลยังบอกด้วยว่า ร้อยละ 46 เห็นว่าควรชะลอการแก้ไขรัฐธรรมนูญออกไปก่อน เนื่องจากยังมีปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอีกมากมาย และร้อยละ 52 เห็นว่าหากอยากแก้ไขก็ควรแก้ไขเป็นรายมาตรา มีเพียงร้อยละ 15 เท่านั้นที่ให้แก้ไขทั้งฉบับ
เมื่อเปิดสภาในต้นเดือน ส.ค. สิ่งท้าทายที่เผชิญหน้าสังคมไทยประการหนึ่ง คือ รัฐบาลและพรรคเพื่อไทยจะเดินหน้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไร จะชะลอออกไปก่อน หรือยังดึงดันที่จะให้มีการรับรองวาระ 3 โดยไม่สนใจคำแนะนำของศาลรัฐธรรมนูญ หรือจะทำประชามติแก้ไขทั้งฉบับ หรือจะขอแก้ไขเป็นรายมาตรา รวมทั้งจะเดินหน้าผลักดันร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง หรือกฎหมายนิรโทษกรรมต่อไป หรือจะถอนออกไปก่อน
ในช่วงที่รอการตัดสินใจกำหนดท่าทีชัดเจนว่าจะเอาอย่างไรดี ดอกเตอร์บางคนในรัฐบาลได้จุดประเด็น “ความมีอำนาจสูงสุดของรัฐสภา” ขึ้นมาเพื่อ “สร้างความชอบธรรมในการใช้เสียงข้างมากเด็ดขาดในสภา” ของพรรคเพื่อไทย โดยอ้างว่าเป็นตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และอ้างว่าการตัดสินใจและการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างใดต้องยึดโยงกับประชาชน มีการลามปามไปถึงการแต่งตั้งประธานศาลฎีกา ซึ่งเป็นประธานของฝ่ายตุลาการ ว่าต้องได้รับความเห็นชอบจากสภา รวมทั้งการยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งในอำนาจอธิปไตย
ผู้พูดพยายามสร้างความน่าเชื่อถือด้วยการอ้างระบอบประชาธิปไตยโดยรัฐสภาของอังกฤษ ที่ถือว่ารัฐสภามีอำนาจสูงสุด หรือ “ลัทธิรัฐสภา” เป็นแบบอย่างที่จะเอามาใช้กับเมืองไทยบ้าง เพราะรัฐบาลมีเสียงเด็ดขาดในสภา แต่เขาไม่ได้บอกประชาชนหมด เพราะในความเป็นจริงอังกฤษไม่มีรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร เพราะฉะนั้นเมื่อมีปัญหาจึงต้องให้สภาและศาลสูงสุดตีความ ในขณะที่ประเทศในยุโรปมีรัฐธรรมนูญที่เป็นลายลักษณ์อักษร และมีการแบ่งแยกอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการออกจากกัน โดยมีการตรวจสอบและถ่วงดุล โดยถือหลัก “ความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ” หรือ “ลัทธิรัฐธรรมนูญ” ในกรณีของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร เมื่อมีการขัดแย้งกันระหว่างสองพรรคใหญ่ว่าด้วยบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกามีอำนาจในการชี้ขาด ส่วนในกรณีของเยอรมนี ซึ่งมีรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษรนั้นเห็นได้ชัด โดยตระหนักว่ารัฐบาลและสภาเป็นพวกเดียวกัน เพราะรัฐบาลมาจากพรรคเสียงข้างมากในสภา จึงให้มีศาลรัฐธรรมนูญคอยสร้างดุลยภาพระหว่างระบบเสียงข้างมากในสภากับการเคารพหลักการของรัฐธรรมนูญ นัยหนึ่งเป็นการตรวจสอบการใช้เสียงข้างมากว่าอยู่ภายในขอบเขตของรัฐธรรมนูญหรือไม่ ไม่ใช่ใช้เสียงข้างมากคิดจะทำอะไรก็ทำตามอำเภอใจ แล้วไปอ้างหลักความมีอำนาจสูงสุดของรัฐสภา ทำให้อำนาจนิติบัญญัติ (ร่วมมือกับอำนาจบริหาร) เหนือกว่าอำนาจอื่น กระทบต่อหลักการตรวจสอบและถ่วงดุลในระบอบประชาธิปไตยเสียไป
หากสามารถโน้มน้าวให้ประชาชนเชื่อในหลักความมีอำนาจสูงสุดของรัฐสภาใน “ระบอบประชาธิปไตยโดยรัฐสภา” มากกว่า “ประชาธิปไตยโดยรัฐธรรมนูญ” ได้แล้ว ต่อไปก็จะหาทางปรับเปลี่ยน “ระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ” เป็น “ระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐสภา” แทน
อย่างไรก็ดี ระบบการปกครองข้างต้นเป็นเรื่องทางวิชาการ ส่วนในความเป็นจริงของรัฐสภา โดยเฉพาะสภาผู้แทนราษฎรเมืองไทยนั้น แค่หลับตาก็มองเห็นเสือสิงห์กระทิงแรดเต็มไปหมด นักวิชาการบางท่านพูดถึงสภาเมืองไทยวันนี้ว่าเต็มไปด้วยนักการเมืองประเภทอึ่งอ่าง คางคก และกิ้งก่า โดยหลายคนมีพฤติกรรมที่ไม่รู้จะสรรหาคำพูดใดมาบรรยายได้ นับแต่การเข้ามาสู่ตำแหน่ง การปฏิบัติหน้าที่ในสภา พรรคการเมืองไทยยังไม่เป็นพรรคมหาชนโดยแท้จริง แต่เป็นพรรคที่มีพ่อค้าหรือนายทุนเป็นเจ้าของ ถ้าสภาไทยมีอำนาจสูงสุดเหนือกว่าอำนาจอื่น แล้วบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร ในเมื่อคุณภาพของสมาชิกสภาไทยยังเป็นเช่นนี้
ประชาชนจะยอมรับหลักความมีอำนาจสูงสุดของรัฐสภาไทยตามข้อเสนอของนักการเมืองไหวหรือ?







