posttoday
ไฟไหม้ที่บางจาก

ไฟไหม้ที่บางจาก

26 กรกฎาคม 2555

ไฟไหม้ที่โรงกลั่นแต่ควันโขมงไปถึงห้องทำงานของกรรมการผู้จัดการ

ไฟไหม้ที่โรงกลั่นแต่ควันโขมงไปถึงห้องทำงานของกรรมการผู้จัดการ

ต้นเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา เกิดเหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่ที่โรงกลั่นน้ำมันบางจาก ความเสียหายหลายสิบหรืออาจจะถึงหลักร้อยล้านบาท เป็นไฟไหม้ครั้งที่ 2 ในรอบ 2 ปี แต่ครั้งนี้เสียหายมากกว่า

หลังไฟไหม้ไม่กี่วัน ก็มีข่าวลือว่าจะมีการปลดกรรมการผู้จัดการ โดยผู้ถือหุ้นใหญ่คือ ปตท. จะส่งคนมานั่งแทน

แม้ข่าวนี้จะถูกปฏิเสธทันควันจากฝั่ง ปตท. แต่สำหรับคนส่วนใหญ่และสำหรับพนักงานบางจาก เรื่องแบบนี้ถ้าไม่มีคนคิด ไม่มีคนปล่อย มันจะเป็นข่าวออกมาได้อย่างไร

ผมไม่อยากเห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องของการฉวยโอกาสทางการเมือง เพราะเชื่อว่าการเปลี่ยนตัวกรรมการผู้จัดการในลักษณะนี้ นอกจากจะไม่ช่วยแก้ปัญหาแล้ว ยังอาจเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ให้เลวร้ายลง

ผมเองในระยะหลังไม่ได้เข้าไปมีส่วนรับรู้ปัญหาภายในของบางจาก แต่ที่เห็นๆ เป็นปัญหาระยะยาวที่ในที่สุดจะต้องมีคำตอบและจะต้องได้รับการแก้ไข เพียงแต่ไม่ใช่ด้วยวิธีนี้

บางจากเป็นโรงกลั่นเก่า มีอายุกว่า 50 ปี มีประวัติความเป็นมาไม่เหมือนบริษัทน้ำมันอื่นๆ ผมขอยกตัวอย่างประเด็นที่น่าแปลกและน่าสนใจ ดังนี้

หนึ่ง เป็นบริษัทไทย ก่อตั้งโดยภาครัฐ แต่เคยถูกเปิดประมูลให้บริษัทต่างชาติเช่าไปบริหารเป็นเวลานับสิบปี

สอง ปัจจุบันสถานะทางกฎหมายเป็นบริษัทเอกชน แต่ในทางปฏิบัติคล้ายรัฐวิสาหกิจมากกว่า คือรัฐเข้าไปแทรกแซงการแต่งตั้งกรรมการและผู้บริหารระดับสูง ทั้งโดยทางตรงและผ่าน ปตท.

สาม เคยเป็นรัฐวิสาหกิจเช่นเดียวกับ ปตท. แต่มีขนาดและฐานะด้อยกว่ามาก ถ้าจะเปรียบก็อาจเรียกได้ว่าเป็นลูกเมียน้อย กล่าวคือไม่ได้รับความสำคัญในการดำเนินนโยบายด้านพลังงานของภาครัฐ

สี่ โรงงานตั้งอยู่ในที่ที่สมัยก่อนอาจถือว่าอยู่ชานเมืองหรือนอกเมือง แต่ปัจจุบันอยู่ในเขตชุมชนหนาแน่น เกือบจะเรียกได้ว่าอยู่ในใจกลางเมืองหลวง บ่อยครั้งจะมีเสียงเรียกร้องให้รื้อถอนและขนย้ายไปอยู่ที่อื่น เสียงเรียกร้องนี้จะดังขึ้นเป็นพิเศษเมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือเกิดเรื่องร้าย ซึ่งแต่ละครั้งฝ่ายบริหารก็จะยืนกรานปฏิเสธอย่างเหนียวแน่น

ห้า สถานประกอบการตั้งอยู่บนที่เช่าจากกรมธนารักษ์ ซึ่งอายุของสัญญาเช่ากับอายุของโรงงานไม่ใคร่จะสัมพันธ์กัน ต้องมีการเจรจาขอต่ออายุเป็นครั้งคราว ครั้งสุดท้าย 78 ปี มาแล้ว

ปัญหาที่จะต้องมีการพิจารณาและตัดสินใจอยู่เนืองๆ คือ จะลงทุนใหม่ดี หรือจะปะผุไปเรื่อยๆ รอเวลาหมดสัญญาเช่า หรือจนกว่าจะได้รับการต่ออายุสัญญารอบใหม่

หก ฐานะการเงินที่ผ่านมาลุ่มๆ ดอนๆ มีช่วงที่ค่อนข้างดีสลับกับช่วงที่ต้องตกระกำลำบากเลือดตากระเด็น เพราะไม่มีบริษัทแม่ในต่างประเทศเกื้อหนุน หรือไม่อยู่ในฐานะอย่าง ปตท. ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า มีรายได้ก้อนโตจากธุรกิจก๊าซธรรมชาติ รวมทั้งมีนโยบายรัฐหนุนหลัง

เจ็ด ที่ผ่านมาอาจกล่าวได้ว่า บางจากประสบความสำเร็จด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมมากกว่าด้านน้ำมัน มีภาพลักษณ์สีเขียว มีการทำงานร่วมกับชุมชนอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีการขยายตัวไปทางพลังงานทดแทน แต่ละปีจะได้รับรางวัลดีเด่นเกือบจะนับไม่ถ้วน

แต่ในขณะเดียวกัน ตัวโรงกลั่นกลับถูกองค์กรเกี่ยวกับสังคมและสิ่งแวดล้อมอีกกลุ่มหนึ่งต่อต้าน

ผมอยากเสนอแนวทางแก้ปัญหาระยะยาวให้หน่วยงานและบุคคลที่เกี่ยวข้องนำไปพิจารณา ดังนี้

เรื่องแรก กระทรวงอุตสาหกรรมควรกำหนดอายุสูงสุดของโรงงานและเครื่องจักรแต่ละประเภท ซึ่งเมื่อเกินกว่านี้แล้วจะไม่สามารถต่ออายุใบอนุญาตได้อีก

สำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกับโรงกลั่นน้ำมัน ผมคิดว่า 50 ปี ก็นานเกินพอแล้ว

ตราบใดที่ยังไม่มีข้อห้าม เจ้าของและผู้บริหารก็จะพยายามยื้อเวลาขอต่ออายุไปเรื่อยๆ แต่โรงงานเก่าก็ไม่ต่างจากรถยนต์เก่ามากนัก ต่อให้เปลี่ยนโน่นเปลี่ยนนี่อย่างสม่ำเสมอก็ไม่หมดความเสี่ยงที่จะไปจอดตายกลางถนน

ในกรณีของบางจาก ผมเชื่อว่าผู้บริหารและพนักงานต่างทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ แต่ที่เกิดอุบัติเหตุเป็นเพราะความเก่าของโรงงานมากกว่าอย่างอื่น

เรื่องที่สอง สำหรับเจ้าของที่ คือกรมธนารักษ์ ก่อนจะตัดสินใจให้ต่ออายุสัญญาเช่า น่าจะสอบถามชุมชนที่อยู่รอบข้าง รวมทั้งองค์กรที่เกี่ยวกับสังคมและสิ่งแวดล้อมต่างๆ เสียก่อน

สำหรับฝ่ายที่ต่อต้าน ควรจะไปยื่นคำร้องคัดค้านการต่ออายุสัญญาเช่าของบางจากกับกรมธนารักษ์ไว้เป็นการล่วงหน้า

เรื่องสุดท้าย สำหรับบางจากเอง ในระยะยาว การจะดำรงอยู่เป็นบริษัทน้ำมันอิสระขนาดเล็กไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะธุรกิจนี้ต้องใช้ทุนทรัพย์สูง

แต่การจะยอมถูกกลืนหายเข้าไปใน ปตท. ก็คงเป็นเรื่องที่หลายคนที่อยู่กับองค์กรมานานทำใจได้ยาก

ผมอยากแนะนำให้พยายามแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมด้วยการกำจัดจุดอ่อน ซึ่งก็คือตัวโรงกลั่น อาจจะด้วยการขายหรือยกโรงกลั่นให้ ปตท. แลกกับหุ้นของบางจากที่ ปตท.ถืออยู่ บางจากจะได้มีอิสระอย่างแท้จริง และหันไปทุ่มเทให้กับสิ่งที่ตนถนัดและอยากทำ เช่น ปั๊มน้ำมันกับร้านค้าสีเขียวต่างๆ ตลอดจนบุกเบิกด้านพลังงานทดแทนต่อไป

ในส่วนของโรงกลั่น เมื่อไปอยู่กับ ปตท. ผมเชื่อว่า ปตท.จะบริหารจัดการได้ดีกว่า โดยอาจค่อยๆ โอนย้ายเครื่องจักรและอุปกรณ์ส่วนที่ยังใหม่ไปรวมกับบริษัทลูกอื่นๆ และในที่สุดคืนพื้นที่ให้กับกรมธนารักษ์เพื่อให้ กทม.นำไปทำเป็นสวนสาธารณะต่อไป

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน