
"คอนธ."ชูโมเดลรธน.ปี17ล้มฉบับ50
คอนธ.เสนอโมเดลรธน.ปี17 ล้มรธน.50 อ้างเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด เสนอทำประชามติทันที
คอนธ.เสนอโมเดลรธน.ปี17 ล้มรธน.50 อ้างเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด เสนอทำประชามติทันที
นายอุกฤษ มงคลนาวิน ประธานกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ(คอ.นธ.) ได้ออกแถลงการณ์แนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย โดยมีเนื้อหาสรุปได้ว่า ส่วนตัวมีความเห็นเป็น3 แนวทาง คือ 1.รัฐสภาควรเดินหน้าลงมติในวาระสามต่อไป 2.ชะลอเอาเพื่อไปดำเนินการออกเสียงประชามติก่อน 3.ปล่อยให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญตกไป แล้วไปดำเนินการแก้ไขเป็นรายมาตรา
“แนวทางที่ 1 แม้จะกระทำได้โดยชอบตามกฎหมาย แต่แนวทางนี้อาจเป็นชนวนหรือสาเหตุที่ทำให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองไม่จบสิ้น ส่วนแนวทางที่ 2 ก็ไม่มีความชัดเจน เพราะยังไม่มีร่างให้ประชาชนพิจารณาเปรียบเทียบ ก่อนตัดสินใจลงประชามติ ซึ่งจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้เหมือนกรณีการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ให้ประชาชนเลือกระหว่างร่างรัฐธรรมนูญ 50 กับสิ่งที่ยังมองไม่เห็น ขณะที่แนวทางที่ 3 คงต้องใช้เวลานานมาก และไม่อาจคาดหมายได้ว่าจะเสร็จเมื่อใด”
นายอุกฤษ ระบุในแถลงการณ์อีกว่า รัฐสภาควรปล่อยให้ร่างรัฐธรรมนูญที่รอลงมติในวาระที่สามตกไป เพื่อไปดำเนินการออกเสียงประชามติ โดยกำหนดหัวข้อให้ชัดเจน คือให้ประชาชนมีตัวเลือกว่าหากไม่เอารัฐธรรมนูญ 2550 แล้ว รัฐบาลจะนำรัฐธรรมนูญฉบับใดมาปรับปรุงแก้ไข และประกาศใช้บังคับแทน ซึ่งเห็นว่าควรนำรัฐธรรมนูญ 2517 มาเป็นตัวเลือก หากประชาชนลงประชามติไม่เอารัฐธรรมนูญ 2550 ก็จะนำรัฐธรรมนูญ 2517 มาปรับปรุงแก้ไขตามกระบวนการมาตรา 291 จากนั้นให้ประชาชนลงประชามติอีกครั้งก่อนประกาศใช้บังคับ
“ที่นำรัฐธรรมนูญ 2517 มาเป็นตัวเลือก เพราะเห็นว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ได้ชื่อว่าเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด มีความก้าวหน้าและเป็นเสรีนิยม ยึดโยงกับภาคประชาชน ที่สำคัญยังถูกร่างขึ้นภายหลังเหตุการณ์วันมหาวิปโยค 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งเป็นช่วงที่กระแสประชาธิปไตยกำลังเบ่งบาน” นายอุกฤษ ระบุ
นายอุกฤษ กล่าวว่า หากเสียงข้างมากว่าเห็นควรใช้บังคับรัฐธรรมนูญ 2550 ต่อไปก็เป็นอันยุติ ไม่ต้องดำเนินการอันใดต่อไปอีก เว้นแต่การแก้ไขเพิ่มเติมเป็นรายมาตราที่เห็นว่าเป็นปัญหาเท่านั้น แต่หากเสียงข้างมากเห็นควรนำรัฐธรรมนูญ 2517 มาปรับปรุงแก้ไข ก็ให้ดำเนินการยกร่างเช่นเดียวกันกับปี 2517 คือให้คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ขึ้นมายกร่างโดยใช้แนวทางปี 2517 มาเป็นหลัก เสร็จแล้วก็ให้นำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เสนอ ครม.พิจารณาให้ความเห็นชอบ จากนั้นเสนอต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาตามกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 291 ต่อไป
นายอุกฤษระบุว่า เมื่อรัฐสภาลงมติวาระแรกก็ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมา 1 ชุด ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก ผู้แทนฝ่ายรัฐบาล ส.ส.และ ส.ว. ในสัดส่วนจำนวนที่เหมาะสม จากนั้นจัดรับฟังความเห็นจากประชาชนโดยเปิดเผย และโปร่งใส ถ่ายทอดทางโทรทัศน์ วิทยุ หรือสื่ออื่น ให้ประชาชนรับรู้ เมื่อพิจารณาในวาระสองเสร็จแล้วให้ รอ 15 วัน จากนั้นจึงลงมติในวาระสาม และนำไปสู่การออกเสียงลงประชามติ จากนั้นนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ให้ประกาศใช้บังคับต่อไป หากดำเนินการตามแนวทางนี้จะแล้วเสร็จภายในไม่เกิน 15 เดือน หรือ 450 วัน ถึงจะต้องลงประชามติ 2 ครั้ง
“บางคนอาจมองว่าเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ แต่แนวทางนี้จะสิ้นเปลืองน้อยกว่าการจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ(ส.ส.ร.) ที่นอกจากต้องเสียการใช้จ่ายเลือกตั้ง ส.ส.ร. ยังมีเงินเดือน และงบไปจัดทำประชามติอีก ที่สำคัญแนวทางที่เสนอนี้ จะทำให้รัฐธรรมนูญได้รับการยอมรับจากบุคคลทุกฝ่ายทุกสี และเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับข้อแนะนำของศาลรัฐธรรมนูญด้วย” นายอุกฤษ กล่าว







