posttoday
โครงการ “ไข่แลกยา” จงใจหรือไร้เดียงสา

โครงการ “ไข่แลกยา” จงใจหรือไร้เดียงสา

17 กรกฎาคม 2555

การประกาศโครงการ “ไข่แลกยา” ของกระทรวงสาธารณสุข เป็นเรื่องน่าสนใจทั้งตัวโครงการและต้นเหตุของการทำโครงการนี้

โดย...นพ.วิชัย โชควิวัฒน

การประกาศโครงการ “ไข่แลกยา” ของกระทรวงสาธารณสุข เป็นเรื่องน่าสนใจทั้งตัวโครงการและต้นเหตุของการทำโครงการนี้

ในส่วนของตัวโครงการตามที่ปรากฏเป็นข่าว มีเนื้อหาสาระสำคัญ คือ ให้ประชาชนโดยเฉพาะในชนบทนำยาที่เหลือใช้มาแลกไข่ที่โรงพยาบาล โดยเฉพาะที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ในช่วงวันที่ 25 ก.ค. 2555 เพื่อแก้ปัญหาการใช้ยาฟุ่มเฟือยเกินเหตุ

ทันทีที่ปรากฏเป็นข่าวออกไปก็เป็นเรื่องฮือฮาพอสมควร เพราะปัญหาการใช้ยาฟุ่มเฟือยเป็นปัญหาที่มีอยู่จริง และเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศไทย สมควรหาทางแก้ไข แต่ขณะเดียวกันวิธีการให้นำไข่มาแลกยา ก็เกิดคำถามตามมามากมายว่าจะแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่ และเป็นการเหมาะสมหรือสมควรหรือไม่

ปัญหาใหญ่ที่สุดคือ แนวคิดที่จะเอายาที่เหลือใช้ไปจ่ายให้คนไข้รายอื่นต่อไป เพราะมีประเด็นปัญหาทั้งด้านคุณภาพมาตรฐานของโรงพยาบาล และปัญหาด้านคุณธรรมจริยธรรมวิชาชีพของผู้เกี่ยวข้องทั้งแพทย์ เภสัชกร และพยาบาลที่อาจเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

ตามมาตรฐานของสถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล ยาที่จำหน่ายออกจากห้องยาให้แก่คนไข้ไปใช้ที่บ้านแล้ว จะนำยาที่เหลือกลับมาจ่ายให้คนไข้คนอื่นมิได้ เพราะไม่มีหลักประกันว่ายาเหล่านั้นจะได้รับการเก็บรักษาอย่างถูกต้องหรือไม่ แม้จะเป็นยาที่อยู่ในแผงพลาสติกหรือแผงอะลูมิเนียมและยังไม่หมดอายุก็ตาม แพทย์ที่รู้ว่ามีการจ่ายยาที่เหลือจากคนไข้ให้แก่คนไข้รายอื่น หรือเภสัชกรที่จ่ายยาในลักษณะดังกล่าว ย่อมเข้าข่ายผิดต่อจรรยาบรรณวิชาชีพ ที่กำหนดว่า ผู้ประกอบวิชาชีพเหล่านี้ต้องประกอบวิชาชีพ “ในระดับที่ดีที่สุด”

ข้อสำคัญ นโยบายเช่นนี้ ย่อมบ่อนทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนทั้งประเทศ เพราะย่อมทำให้เกิดความคลางแคลงใจแก่ประชาชนว่าตนจะได้ยาที่เหลือจากคนไข้รายอื่นไปรักษาตัวหรือไม่

จากการตรวจสอบข้อมูลผู้เกี่ยวข้อง ทราบว่าโครงการนี้ดำเนินไปในลักษณะผลีผลาม ไม่ได้มีการพัฒนาโครงการอย่างรอบคอบเพียงพอ ไม่ได้มีการทบทวนหลักการเหตุผลและทางเลือกต่างๆ อย่างรอบด้าน ไม่มีการรับฟังความเห็นจากผู้เกี่ยวข้องอย่างทั่วถึง การสั่งการก็ไม่เป็นไปตามระบบปกติ และไม่ได้มีการเตรียมการทำความเข้าใจกับผู้เกี่ยวข้องอย่างเพียงพอ

อันที่จริงมีโรงพยาบาลบางแห่งได้สร้างนวัตกรรมในเรื่องนี้อย่างได้ผลมาแล้ว เช่น ที่โรงพยาบาลอุ้มผาง จ.ตาก ซึ่งเป็นโรงพยาบาลชายแดนที่ห่างไกลทุรกันดาร และมีปัญหางบประมาณไม่เพียงพอมาอย่างต่อเนื่อง แต่โชคดีของประชาชนชาวอุ้มผางที่มีผู้อำนวยการโรงพยาบาลเป็นแพทย์ในอุดมคติ อุทิศตัวทุ่มเททำงานเพื่อคนไข้ตามอุดมคติของแพทย์ที่ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย ได้ทรงปลูกฝังไว้อย่างดียิ่ง โรงพยาบาลแห่งนี้มีการประหยัดค่าใช้จ่ายเพื่อให้งบประมาณก่อประโยชน์สูงสุดแก่คนไข้ในหลายเรื่อง รวมทั้งเรื่องยา

เมื่อ 45 ปีก่อน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลได้รับรางวัลให้ไปทัศนศึกษาต่างประเทศ 1 ทุน ในวงเงิน 2 หมื่นบาท ผู้อำนวยการโรงพยาบาล คือ นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ ได้ขอเปลี่ยนแปลงรายการกับผู้ให้ทุน แทนที่จะไปต่างประเทศ ก็ขอนำเงินมาจัดทำถุงผ้าใส่ยาแจกจ่ายให้แก่คนไข้โรคเรื้อรังที่ต้องกลับมารับยาเป็นประจำ เช่น คนไข้ความดันโลหิตสูง เบาหวาน เป็นต้น โดยให้ใช้ถุงผ้านั้นใส่ยากลับบ้าน แล้วให้นำกลับมาพร้อมยาที่เหลือทุกครั้ง เพื่อให้แพทย์ เภสัชกร หรือพยาบาล ตรวจสอบยาที่เหลือ ซึ่งจะได้ผลทั้งในแง่ที่ทราบว่าคนไข้กินยาได้ถูกต้องหรือครบถ้วนตามที่แพทย์สั่งให้หรือไม่ เมื่อจะสั่งจ่ายยาเพิ่มก็เพิ่มให้พอโดยรวมกับยาที่เหลือ เมื่อทำไปได้หนึ่งเดือนมีการประเมินผลพบว่าสามารถประหยัดค่ายาสำหรับคนไข้กลุ่มนี้ลงได้ถึง 34 หมื่นบาท จึงทำโครงการนี้ต่อไป ปรากฏว่าสามารถประหยัดค่ายาลงเฉพาะคนไข้กลุ่มนี้ได้ถึงปีละ 45 แสนบาท จึงทำติดต่อมาทุกปีจนถึงปัจจุบัน

ในการทำถุงยาให้คนไข้ ก็ทำโดยประหยัดราคาถุงละ 20 กว่าบาทเท่านั้น เงิน 2 หมื่นบาท ทำได้เกือบพันถุง เท่ากับแทบไม่ต้องลงทุนอะไรเลย เพราะเงินตั้งต้น 2 หมื่นบาทก็เป็นเงินรางวัลที่ได้มาฟรีๆ ลงแต่แรง บวกกับปัญญาและความซื่อสัตย์สุจริตเท่านั้น

การประหยัดค่ายาลงได้เช่นนี้ กระทำไปโดยไม่มีปัญหาเรื่องมาตรฐานบริการและจรรยาบรรณวิชาชีพแต่อย่างใดเลย เพราะไม่มีการนำยา “ที่เหลือ” ไปจ่ายให้คนไข้รายอื่น เพียงแค่ปรับลดการจ่ายยาครั้งใหม่ลงตามจำนวนยาที่เหลืออย่างเหมาะสมเท่านั้น ข้อสำคัญ คนไข้ไม่ต้องเสียค่ารถค่ารา หรือเสียเวลาไปโดยใช่เหตุเพื่อมาแลกไข่แต่ประการใด

ตัวอย่างอีกแห่งหนึ่งคือที่ชุมชนสามัคคี อ.เมือง จ.มหาสารคาม โรงพยาบาลมหาสารคามได้ทำโครงการคล้ายคลึงกับที่อุ้มผาง ต่างกันที่แจกเป็นตะกร้ายาแทนถุงผ้า ก็ประหยัดค่ายาสำหรับประชาชนในชุมชนแห่งนั้นปีละ 34 แสนบาท

ในขณะที่โครงการไข่แลกยาของกระทรวงสาธารณสุข ตามข่าวได้จัดสรรเงินงบประมาณให้จังหวัดละ 1 แสนบาท ทั่วประเทศก็เป็นเงินกว่า 7 ล้านบาท ยังไม่เห็นว่าจะประหยัดค่ายาลงได้อย่างไร การกำหนดให้ประชาชนนำยาที่เหลือมาแลกในช่วงเวลาจำกัด แทนที่จะให้นำยามาตรวจนับในการรับบริการครั้งต่อไป ถ้าประชาชนจงใจนำยามาแลกไข่จริง ไม่ทราบว่าค่ารถค่าเสียเวลาจะคุ้มค่ากับไข่ที่ได้รับหรือไม่

น่าสงสัยว่า ทำไมจู่ๆ กระทรวงสาธารณสุขก็ประกาศโครงการนี้โครมครามออกมา มีบางคนตั้งข้อสังเกตว่า หรือจะเป็นการจงใจเบี่ยงเบนความสนใจบางอย่าง เพราะก่อนหน้านี้ชมรมแพทย์ชนบทได้ออกมาเปิดโปงการทุจริตงบค่าเสื่อม ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขมีการอนุมัติจัดซื้อเครื่องมืออุปกรณ์การแพทย์ และเครื่องใช้ในโรงพยาบาลราคาแพงผิดปกติหลายรายการ ซึ่งผู้รับผิดชอบในกระทรวงสาธารณสุขพยายามจะให้เรื่องเงียบโดยไม่ยอมตอบคำถามผู้สื่อข่าวในเรื่องนี้ และต่อมาก็มีการประกาศโครงการไข่แลกยาออกมา ทำให้ข่าวทุจริตถูกกลบไป m

 

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน