
โลกมองไทย
หนึ่งในความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศไทย และได้รับการจับตามองจากสื่อต่างชาติอย่างใกล้ชิดมากที่สุด ก็คือกรณีการวินิจฉัยการแก้รัฐธรรมนูญของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันศุกร์ที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมา
หนึ่งในความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศไทย และได้รับการจับตามองจากสื่อต่างชาติอย่างใกล้ชิดมากที่สุด ก็คือกรณีการวินิจฉัยการแก้รัฐธรรมนูญของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันศุกร์ที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมา
เพราะความเห็นส่วนใหญ่ของสื่อต่างประเทศ ทั้งเอพี เอเอฟพี รอยเตอร์ส หรือกระทั่งเว็บไซต์ข่าวของหนังสือพิมพ์วอลสตรีต เจอร์นัล ต่างระบุไปในทิศทางเดียวกันว่า ประเด็นดังกล่าวเปรียบเสมือนหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญที่หากผิดพลาดเพียงนิด อาจกลายเป็นชนวนให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งใช้เป็นเหตุผลก่อเหตุรุนแรงบานปลายกลายเป็นวิกฤตทางการเมืองของไทยอีกคราหนึ่ง
เหตุจากข้อกล่าวหานั้น หนักหน่วงถึงขั้นมีการนำไปเชื่อมโยงกับความพยายามในการล้มล้างระบอบกษัตริย์ และหากศาลตัดสินยอมรับเห็นชอบตามคำร้อง ย่อมส่งผลถึงขั้นยุบพรรคเพื่อไทย
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าคำวินิจฉัยของศาลที่ออกมานับเป็นผลดีกับไทยอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในแง่ที่ทำให้บรรยากาศทางการเมืองของไทยคลี่คลายลงได้ระดับหนึ่ง
ประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับคำตัดสินที่เกิดขึ้น ซึ่งระบุว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญย่อมทำได้ เพียงแต่ต้องทำประชามติผ่านความเห็นชอบจากประชาชน เพื่อให้สอดคล้องตามแนวทางประชาธิปไตยเสียก่อน
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผลลัพธ์ที่ออกมาด้วยดีก็ไม่ได้หมายความว่าจะส่งผลให้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นในไทยช่วงหลายปีที่ผ่านมาจะคลี่คลายลงไปได้
เนื่องจากการกระทำบางอย่างของรัฐบาลยังคงอึมครึมและก่อให้เกิดความกังขากับหลายๆ กลุ่มในสังคม เช่น กรณีการนำอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับประเทศ
ทั้งนี้ ตราบใดที่รัฐบาลไทยไม่สามารถแสดงเจตนารมณ์แน่วแน่และความตั้งใจที่ชัดเจนโดยไม่มีสิ่งใดเคลือบแฝงอยู่เบื้องหลังได้ ตราบนั้นประเทศไทยก็ยังคงต้องเดินหน้าบนหนทางที่ขรุขระต่อไปเช่นเดิม







