
เศรษฐกิจมังกรดิ่งเหว "เงิน" อย่างเดียวช่วยไม่ได้
แทนที่ “มังกรจีน” จะประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระลอกใหม่ตามแรงกดดันของทั่วโลก
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
แทนที่ “มังกรจีน” จะประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระลอกใหม่ตามแรงกดดันของทั่วโลก หลังจากที่ภาวะเศรษฐกิจไตรมาส 2 ขยายตัวได้ต่ำสุดในรอบ 3 ปี รัฐบาลกรุงปักกิ่งกลับส่งสัญญาณตรงกันข้าม ด้วยการส่งนายกรัฐมนตรี เวินเจียเป่า ออกมาเตือนว่า โลกอาจต้อง (ทน) เห็นวิบากกรรมทางเศรษฐกิจของจีนต่อไปอีกสักพักใหญ่ๆ
“ควรเป็นเรื่องที่เข้าใจกันได้ชัดเจนว่า การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของจีนนั้นยังไม่นิ่งพอ” เวิน กล่าวระหว่างการลงพื้นที่เยือนมณฑลเสฉวน เมื่อวันที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมา
แม้จะไม่ได้กล่าวยอมรับอย่างตรงตัว ทว่าถ้อยแถลงของเวินในครั้งนี้ ก็นับได้ว่าเป็นการส่งสัญญาณครั้งที่ชัดเจนที่สุดจากปากของผู้นำระดับสูงที่สุด นับตั้งแต่เคยมีการแย้มกับสื่อ
จีนจะไม่ทุ่มทุนกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่เหมือนเมื่อ 4 ปีก่อน ดังนั้นสิ่งที่จะตามมาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ก็คือภาวะเศรษฐกิจจีนในช่วงครึ่งปีหลังจากนี้ จะเติบโตได้น้อยลงอย่างต่อเนื่องคล้ายกับในช่วงไตรมาส 2
แม้จะไม่ต้องรอการประเมินจากนักวิเคราะห์ทั่วโลก จีนก็ตระหนักเองได้ดีว่า ตัวเลขจีดีพีที่โตได้ 7.6% ในไตรมาส 2 นั้น แทบไม่ต่างอะไรกับเศรษฐกิจที่กำลังดิ่งหัวลงเป็น “ฮาร์ด แลนดิง” อย่างที่ทั่วโลกกังวล เพราะนอกจากตัวเลขดังกล่าวจะเป็นจีดีพีรายไตรมาสที่โตได้ต่ำสุด หลังจากช่วงวิกฤตการณ์ภาคการเงินสหรัฐเมื่อปี 2551 มาแล้ว ตัวเลขนี้ยังเป็นการเติบโตที่ดิ่งลงต่อเนื่องติดต่อกันเป็นไตรมาส 6 สะท้อนให้เห็นภาพกราฟที่กำลังหัวทิ่มหัวตำกันอย่างน่าวิตก
โดยวิสัยของจีนซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจเบอร์ 2 ของโลก ท่ามกลางทุนสำรองระหว่างประเทศกว่า 3.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 101 ล้านล้านบาท) หากจีนคิดจะใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นทางออกเพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจประเทศดิ่งหัวลงทิ่มพื้นนั้น จีนคงเดินหน้าไปก่อนใครโดยไม่จำเป็นต้องรอเห็นแรงกดดันจากนานาประเทศทั่วโลก และไม่จำเป็นต้องรอจนจีดีพีโตลดลงติดต่อกันมาถึงไตรมาส 6
ทว่าสถานะของจีนในปี 2555 นี้ แตกต่างออกไปจากเมื่อ 4 ปีที่แล้ว เพราะล้วนเต็มไปด้วยข้อจำกัดหลายประการ โดยเฉพาะปัญหา “เงินเฟ้อ” ซึ่งอาจถือเป็นคำแสลงที่รัฐบาลจีนกำลังกลัวกันขึ้นสมองมากที่สุดในวันนี้
นอกจากปัญหาหนี้สินของรัฐบาลท้องถิ่นที่พอกพูนมาตั้งแต่ครั้งอัดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ 4 ล้านล้านหยวนครั้งก่อน และปัญหาฟองสบู่ภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังไม่อาจละสายตาได้แล้ว ภาวะเงินเฟ้อกำลังเป็นปัญหาที่ทำให้จีนกลืนไม่เข้าคายไม่ออกมากที่สุดในวันนี้ เพราะเป็นปัญหาสายตรงที่ส่งผลกระทบต่อปากท้องของประชาชนโดยตรง ในช่วงจังหวะที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนกำลังจะผลัดใบเปลี่ยนผู้นำ ท่ามกลางความขัดแย้งภายในพรรคมากที่สุดครั้งหนึ่ง
หากนำรูปแบบเดียวกับเมื่อ 4 ปีก่อนมาใช้อีกครั้ง ด้วยการทุ่มงบกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ จีนจะเผชิญความเสี่ยงสำคัญ 3 ด้านพร้อมกัน ทั้งอัตราเงินเฟ้อที่จะพุ่งสูงขึ้น หนี้ภาครัฐที่จะกลับมาพอกพูนอีกครั้ง และจะดันให้ปัญหาฟองสบู่ภาคอสังหาริมทรัพย์กลับมาเป็นปัญหาที่ร้อนแรงครั้งใหม่
การขยายตัวของชนชั้นกลางในจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้น ไม่ได้ทำให้การบริโภคโตขึ้นอย่างรวดเร็วมากพอตามที่ทั่วโลกคาดหวัง การใช้จ่ายของผู้บริโภคจีนในปัจจุบันยังมีสัดส่วนเพียง 35% ของขนาดเศรษฐกิจ ซึ่งไม่มากพอที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้เหมือนกับรูปแบบเศรษฐกิจของสหรัฐ ซึ่งการบริโภคภายในมีสัดส่วนสูงสุดถึง 2 ใน 3 ของจีดีพี ทุกวันนี้สัดส่วนสำคัญที่สุดของเศรษฐกิจจีนยังอยู่ที่ภาคการลงทุน ซึ่งคิดเป็น 2 ใน 3 ของเศรษฐกิจประเทศ โดยมีภาคการส่งออกเป็นหัวใจสำคัญรองลงมา
ที่สำคัญก็คือ ชนชั้นกลางชาวจีนยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้เงินลงทุนได้ในเวลาที่รวดเร็วพอ เป็นที่คาดว่า หากอัดงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ให้ผู้บริโภคมีเงินจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ชาวจีนจะนำเงินก้อนนี้ไปลงทุนในรูปแบบเดิมๆ กับภาคอสังหาริมทรัพย์ เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 4 ปีก่อน และจะกระตุ้นให้ปัญหาฟองสบู่กลับมาร้อนแรงจนอาจกลายเป็นฟองสบู่แตกในครั้งนี้
ขณะเดียวกัน การกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในคราวเดียวก็จะนำไปสู่การขยายตัวของอัตราเงินเฟ้ออย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ จากในระดับปัจจุบันที่ยังทรงตัว แม้อัตราเงินเฟ้อล่าสุดในเดือน มิ.ย. จะลดลงมาอยู่ที่ 2.2% ทว่าก็ไม่ได้มาจากปัจจัยการควบคุมเงินเฟ้อในจีนเป็นหลัก แต่เป็นผลมาจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่กำลังปรับตัวลดลงอย่างฮวบฮาบ จนราคาน้ำมันดิบเวสต์ เทกซัส ดิ่งมาอยู่ต่ำกว่าระดับ 90 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
เจอเรมี สตีเวนส์ นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ได้เปิดเผยกับรอยเตอร์สไว้ว่า การบริโภคภายในซึ่งมีสัดส่วนเพียง 35% ของจีดีพีนั้น ไม่มากพอที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจีน ในขณะที่การผลิตของภาคอุตสาหกรรม และการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรกำลังลดลง นอกจากนี้ การขับเคลื่อนของเศรษฐกิจจีนในปัจจุบัน ก็ยังพึ่งพาภาคเอกชนมากขึ้นกว่าเมื่อ 2 ปีก่อน การกระตุ้นเศรษฐกิจจึงอาจต้องทยอยใส่เงินไปให้ถูกจุด ไม่ใช่การทุ่มลงไปในคราวเดียวเหมือนเมื่อ 4 ปีที่แล้ว
ขณะเดียวกัน ทางฝั่งจีนเองนั้นก็มองถึงปัญหาครั้งนี้ว่าจะเป็นโอกาสที่ช่วยให้จีนได้ทยอยปฏิรูปเศรษฐกิจไปพร้อมกันในตัว เช่น การปรับให้เงินหยวนสามารถเคลื่อนไหวขึ้นลง ได้ยืดหยุ่นมากขึ้นกว่าเดิม หรือการถือโอกาสแก้ปัญหาช่องว่างทางสังคมด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเน้นที่การให้ความช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเป็นหลัก ในรูปของที่อยู่อาศัยเพื่อผู้มีรายได้น้อย เป็นต้น ซึ่งปัญหาช่องว่างทางด้านสังคมในจีนนั้น นับว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่บรรดาผู้กำหนดนโยบายเล็งเห็นและให้ความมุ่งมั่นแก้ปัญหาไม่น้อย ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ปัญหาพื้นฐานเหล่านี้จึงเป็นการตอบโจทย์ที่ชัดเจนแล้วว่า เหตุใดจีนจึงไม่สามารถสวมบทพระเอกขี่ม้าขาวกอบกู้โลกได้อีกครั้ง และเลือกที่จะกินยาขมเพื่อช่วยฟื้นฟูร่างกายไปทีละน้อย มากกว่าจะงัดยาแรงฉีดเข้าเส้นให้หายในครั้งเดียว
ยิ่งยาแรงมากเท่าใด ก็อาจเกิดผลข้างเคียงย้อนกลับมากขึ้นเท่านั้น...







