
หืดจับขยับแก้ รธน.
พรรคเพื่อไทยมึนงง สับสนว่าจะเดินแนวทางใด หลังศาลรัฐธรรมนูญแจก “ใบเหลือง” เตือนห้ามแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ...
โดย...ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม
พรรคเพื่อไทยมึนงง สับสนว่าจะเดินแนวทางใด หลังศาลรัฐธรรมนูญแจก “ใบเหลือง” เตือนห้ามแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ...
แต่เมื่อปักธงต้องแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ได้ เพื่อกระชับอำนาจเอาองค์กรอิสระชุดปัจจุบันออก และเปิดทางให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้กลับไทยด้วยการล้างทุกคดีหลังการรัฐประหาร 2549 ก็ต้องมุ่งมั่นแก้รัฐธรรมนูญต่อไป ไม่ว่าจะเผชิญอุปสรรคแค่ไหนก็ตาม
ทุกเสียงของพรรคเพื่อไทยจึงเห็นพ้องให้ตะลุยแก้รัฐธรรมนูญต่อ
การแก้ไขมาตรา 291 ของฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ที่เดินหน้ามาเกือบ 5 เดือน เพื่อเปิดประตูสู่การตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) มาจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แม้จะหยุดชะงักลง แต่พรรคเพื่อไทยก็มีแผนสองที่จะเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญต่อ
กระนั้นคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญได้วางเงื่อนไขการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไว้ 2 แนวทาง
กรณีจะจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ซึ่งหมายถึงต้องยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันทิ้ง ควรถามความเห็นประชาชนผ่านการทำประชามติก่อน เพราะรัฐธรรมนูญ 2550 ถูกสถาปนาโดยอำนาจประชาชน และผ่านการทำประชามติมาแล้ว
ถ้าประชาชนทั้งประเทศลงความเห็นส่วนใหญ่ว่าเห็นด้วย ก็เดินหน้าตั้ง ส.ส.ร.มาเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้
ถ้าไม่แก้ทั้งฉบับ แต่ต้องการแก้บางประเด็นก็สามารถใช้ช่องทางที่กำหนดอยู่ในรัฐธรรมนูญหมวด 15 ว่าด้วย “การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ” โดยให้รัฐสภาเป็นผู้แก้
ขยายความ คือ การแก้ผ่านรัฐสภากระทำโดย สส.และ สว. คล้ายกับการพิจารณากฎหมาย โดยญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามที่กำหนดไว้ทำได้ 3 ทาง 1.คณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ 2.สส.หรือ สว. เสียงไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 เป็นผู้เสนอ 3.ประชาชนเป็นผู้เสนอต่อรัฐสภา โดยต้องมีรายชื่อขั้นต่ำ 5 หมื่นชื่อ
แนวทางให้รัฐสภาแก้เป็นรูปแบบปกติ เหมือนกับที่มีการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งล่าสุด แต่ที่ติดขัดเพราะศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าการใช้ช่องทางนี้ ไม่สามารถพลิกแพลงมาเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้
เมื่อพรรคเพื่อไทยจะเดินหน้าก็จำเป็นต้องยึดโยง 2 แนวทางที่ศาลรัฐธรรมนูญชี้ออกมา เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา ครม. ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ หากไม่ยึดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญและลุยตามที่แนวทางที่ตนเองต้องการ คราวนี้ไม่ใช่โดนแจก “ใบเหลือง” แต่มีความเสี่ยงถูก “ใบแดง” ได้
ทางเลือกของพรรคเพื่อไทย จึงถูกตีกรอบ 2 เงื่อนไข ถ้าจะยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็ต้องทำประชามติก่อน หรือจะแก้รายมาตราก็ใช้ช่องทางรัฐสภา
ทั้งสองแนวทางล้วนมีจุดแข็ง จุดอ่อนทั้งคู่ ในบริบทการเมืองปัจจุบัน
แนวทางแรก ถ้าทำประชามติก่อน ข้อดีจะได้สลายกระแสคัดค้าน โดยให้ประชาชนทั้งประเทศเป็นผู้ตัดสินว่าจะเอาอย่างไร จะให้เขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับหรือไม่ แต่ข้อเสียคืออาจต้องใช้เวลามากกว่าเดิม เพราะอย่างน้อยถ้าเพิ่มขั้นตอนการทำประชามติ กว่าจะเริ่มทำและทราบผลออกเสียง ก็คาดว่าใช้เวลาไม่เกิน 34 เดือน ยังไม่นับว่าจะต้องเริ่มยกร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 291 ใหม่ เพื่อส่งกลับมาให้รัฐสภาเริ่มต้นพิจารณาในวาระแรกหรือไม่ หรือจะใช้ร่างเดิมที่จ่อคาวาระ 3 ในรัฐสภาอยู่
ขณะเดียวกันยังสิ้นเปลืองงบประมาณ เพราะอย่างน้อยการทำประชามติ 1 ครั้ง จะใช้งบร่วม 2,000 ล้านบาท และหลังได้รัฐธรรมนูญใหม่เสร็จก็ต้องประชามติอีก
รวม 2 ครั้ง ต้องใช้งบประมาณสูงถึง 4,000-5,000 ล้านบาท สำหรับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
แนวทางที่สอง แก้รายมาตรา ข้อดี คือ เสร็จเร็วตามที่พรรคเพื่อไทยต้องการ เพราะการแก้ในรัฐสภาโดยการตั้งคณะกรรมาธิการไม่ต้องทำประชามติ
แต่ข้อเสีย คือ เปราะบางเสี่ยงถูกโจมตีได้ กรณีที่แก้ในประเด็นที่มีส่วนได้เสีย เช่น แก้มาตรา 68 เพื่อย้อนเกล็ดลดอำนาจศาลรัฐธรรมนูญไม่ให้มาตรวจสอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือแก้เพื่อขจัดองค์กรอิสระ กลุ่มต่อต้านจะกล่าวหาได้ว่า “รัฐสภาชงเอง กินเอง ใช้เอง และแก้เพื่อตัวเอง” และเสี่ยงที่จะถูกยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความอีก
สิ่งสำคัญ การแก้ไขรัฐธรรมนูญแม้ดูเป็นเรื่องง่ายสำหรับพรรคเพื่อไทย เพราะมีเสียงข้างมากในสภาเพียงพอที่จะแก้ได้ หรือถ้าจะประชามติ หากดูคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ที่เลือกตั้งพรรคเพื่อไทยก็ร่วม 15.7 ล้านเสียง เทียบกับพรรคประชาธิปัตย์ได้ 11.4 ล้านเสียง จึงเชื่อว่าถ้าพรรคเพื่อไทยต้องการอย่างไร คนส่วนใหญ่ที่เลือกพรรคเพื่อไทยก็จะเห็นอย่างนั้น
แต่บรรยากาศการเมืองวันนี้ต่างจากช่วงพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลใหม่ ขณะนั้นอารมณ์สังคมเห็นตามที่พรรคเพื่อไทยให้เหตุผลว่า ต้องเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อให้ประเทศนี้เป็นประชาธิปไตย ปลดแอกจากเผด็จการซ่อนรูป แต่นานวันข้อมูลและพฤติกรรมต่างๆ ที่คนในรัฐบาลออกมาพูดเอง ยืนยันว่า เหตุผลหนึ่งที่ต้องเร่งแก้รัฐธรรมนูญก็เพื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับไทยโดยไม่มีความผิด และเพื่อจำกัดอำนาจของฝ่ายตุลาการ
ประกอบกับบรรยากาศความขัดแย้งที่ปะทุมากขึ้นจากการแก้รัฐธรรมนูญ และร่าง พ.ร.บ.ปรองดองในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ประเทศเสี่ยงเกิดวิกฤตการเมืองอีกรอบจากสัญญาณที่เริ่มกลับมาตึงเครียดมีม็อบแดง ม็อบเหลือง มีการขู่จะจับตัวผู้พิพากษา ขู่บ้านเมืองจะวุ่นวาย ทั้งสองฝ่ายต่างปลุกผี “การรัฐประหารล้มล้างการปกครอง” มาให้ร้ายกัน เป็นบรรยากาศความไม่ไว้วางใจที่ยังมีสูง
การแก้ไขรัฐธรรมนูญทำให้สังคมผวาว่า จะเป็นเงื่อนไขให้ประเทศเกิดความขัดแย้งแตกหักอีก ต่างจากช่วงที่พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลใหม่ๆ
“ดุสิตโพล” สำรวจล่าสุด ตอกย้ำความเห็นคนส่วนใหญ่เห็นว่า ควรชะลอการแก้รัฐธรรมนูญออกไปก่อน เพราะไม่อยากเห็นบ้านเมืองวุ่นวาย โดยอยากให้รัฐบาลแก้ปัญหาความเดือดร้อน เศรษฐกิจ และการป้องกันน้ำท่วมก่อน
ถ้าประชาชนเริ่มไม่เอาด้วย ถึงแม้พรรคเพื่อไทยจะมีเสียงในสภาล้นหลามก็ลำบาก
แนวทางที่พรรคเพื่อไทยจะเดินจากนี้ นอกจากอาจไม่ได้ใจ “คนกลางๆ” มาเป็นแนวร่วม เพราะเริ่มกลัวการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะทำให้ประเทศปั่นป่วน และยังต้องถูกสกัดจากกลุ่มคัดค้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ทุกวิถีทาง ที่ต้องยื่นตรวจสอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านศาลรัฐธรรมนูญอย่างไม่ลดละ
ดังนั้น ไม่ว่าจะเดินอย่างไรจากนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายที่พรรคเพื่อไทยจะแก้รัฐธรรมนูญสำเร็จ!?!!!







