
ลุยรายมาตรา ควบประชามติ
คดีประวัติศาสตร์จบลงยกแรก เมื่อองค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเอกฉันท์ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291
โดย...ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม/ชุษณ์วัฏ ตันวานิช
คดีประวัติศาสตร์จบลงยกแรก เมื่อองค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเอกฉันท์ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ของพรรคเพื่อไทย เพื่อตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญมาจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทำไม่ได้ แต่ไม่ได้เป็นการล้มล้างการปกครองฯ
กระนั้น คำวินิจฉัยไม่ปิดทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ แต่มีเงื่อนไขว่า 1.ถ้าจะรื้อใหญ่ทั้งฉบับโดยตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ต้องไปทำประชามติ ถามประชาชนทั้งประเทศก่อนว่าเห็นด้วยหรือไม่ และ 2.ถ้าจะแก้แค่รายประเด็นหรือรายมาตราก็ทำได้จากกระบวนการปกติ คือ ผ่านรัฐสภา พรรคเพื่อไทยจะเดินอย่างไร เมื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญคือธงของพรรคเสื้อแดง และเป็นเครื่องมือรุกทางการเมือง
นพดล ปัทมะ คีย์แมนของพรรคเพื่อไทย เปิดใจกับโพสต์ทูเดย์ว่า เมื่อมีคำวินิจฉัยออกมา แม้เราจะไม่เห็นด้วยและผิดหวังแต่ก็ต้องปฏิบัติตาม ส่วนตัวเห็นว่า จากนี้ควรเดินทั้งสองทาง คือ ทำประชามติไปด้วยเพื่อถามว่าจะให้มี ส.ส.ร.หรือไม่ แต่กระบวนการนี้อาจจะช้า อีกทางคือ แก้รายประเด็นซึ่งง่ายที่สุดอาจใช้เวลา 1-2 เดือน โดยสัปดาห์หน้าพรรคจะหารือว่า จะเดินหน้าแก้เป็นรายมาตราอย่างไร
นพดล ระบุว่า ประเด็นที่ต้องเร่งแก้รายมาตรา คือ เรื่องที่บกพร่องและมีผลกระทบต่อบ้านเมืองจริงๆ เช่น มาตรา 190 ต้องย้อนกลับไปใช้แบบรัฐธรรมนูญ 2540 เพื่อให้การทำหนังสือสัญญากับต่างประเทศเร็วขึ้น มาตรา 237 ไม่ให้ยุบพรรคง่ายจากการกระทำผิดของคนคนเดียว เพราะการยุบพรรคที่ง่ายเกินไป เป็นการทำลายเสรีภาพของฝ่ายบริหาร มาตรา 68 ต้องแก้เพื่อเขียนให้ชัดไม่ให้เกิดปัญหาในปัจจุบัน การยื่นในลักษณะมาตรา 68 ต่อไปต้องยื่นผ่านอัยการสูงสุดอย่างเดียว รวมถึงที่มาของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ถ้ายังต้องการให้มีอำนาจถอดถอนนักการเมือง ก็ต้องแก้ให้ สว.มาจากการเลือกตั้ง โดยประชาชนทั้งหมด แต่ถ้ามีปัญหาก็อาจให้ สว.ชุดแต่งตั้งอยู่ครบเทอมก่อน แล้วค่อยแก้ที่มา สว. เพราะถือว่าให้เกียรติกัน
ประเด็นที่มาและโครงสร้างองค์กรอิสระซึ่งเป็นเรื่องร้อน นพดล ระบุว่า ต้องแก้ที่มาการเข้าสู่ตำแหน่งขององค์กรอิสระให้มีความเป็นกลางมากที่สุด โดยลดบทบาทฝ่ายตุลาการไม่ให้เข้ามาคัดสรรคนที่มาเป็นกรรมการองค์กรอิสระ เปลี่ยนให้ยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น แต่ไม่ใช่ให้ตุลาการมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน เพราะศาลเป็นองค์กรที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญ การเลือกตั้งไม่ได้ประกันความเชี่ยวชาญ อย่างไรก็ตาม อาจให้ตุลาการบางส่วนมาจากสภาได้ ถ้าไม่ไว้ใจ สส. ก็ให้ วุฒิสภาเป็นคนคัดสรรเลือกตัวแทนมา
แล้วเห็นด้วยหรือไม่ที่จะให้ศาลรัฐธรรมนูญถูกยุบเหลือแค่แผนกหนึ่งในศาลฎีกาเหมือนที่แกนนำพรรคเพื่อไทยระบุไว้ นพดล บอกว่า ส่วนตัวไม่เห็นด้วยในการยุบศาลรัฐธรรมนูญ แต่ควรปรับที่มาและ จำนวน ทั้งนี้อยากเห็นจำนวนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเพิ่มเป็น 15 คนเหมือนที่ผ่านมา ไม่ใช่ 9 คนในปัจจุบัน และที่มาก็ควรหลากหลายมากกว่านี้ เพราะบางคนอยู่กระทรวงต่างประเทศไม่น่าเข้าใจกฎหมาย แต่ยังมาเป็นได้
การเสนอแก้องค์กรอิสระเป็นเรื่องด่วนหรือไม่ ที่ปรึกษา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยืนยันเป็นเรื่องสำคัญและด่วน เพราะเราต้องทำองค์กรอิสระให้เป็นอิสระจริงๆ ถ้าองค์กรอิสระไม่มีความเป็นอิสระหรือไม่เป็นกลาง มันก็ไม่ใช่องค์กรอิสระ ส่วนตัวเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญควรมีอยู่ เว้นแต่บางองค์กรที่ควรจะยุบ เช่น ผู้ตรวจการแผ่นดิน เพราะเป็นองค์กรที่เราไปลอกจากกลุ่มสแกนดิเนเวียมาใช้ แต่ไม่ได้คาใจที่ไปตรวจเรื่องที่กระทบรัฐบาล เพียงแต่อำนาจหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดินซ้ำซ้อนกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ศาลปกครอง และ กมธ.ของสภา
“การทำงานของเขาไม่เข้าตาผม แต่ถ้าจะยังมีผู้ตรวจการแผ่นดินก็ได้ เพราะบางทีร่างกายเราก็มีไส้ติ่งได้ มีก็เพื่อไม่ให้มีประเด็นว่า จ้องที่จะยุบเขา เพียงแต่เราก็เปลืองเงินเพิ่มอีกปีละ 4-5 ล้านบาท”
“การเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านรัฐสภา มันไม่ยาก เพราะที่ผ่านมามีผลศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ทั้งชุด ดิเรก ถึงฝั่ง อาจารย์สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ และชุดของอาจารย์ชุมพล ศิลปอาชา ที่เคยเสนอแก้ 25 ประเด็นสมัยก่อน...ทั้งหมดมันต้องรีบแก้ เหมือนกับร่างกายเราเป็นโรคปากเปื่อย ไม่ต้องรอ ต้องรีบทำ เหมือนปัจจุบันรัฐธรรมนูญมีปัญหาก็ต้องทำเร็วที่สุดเท่าที่ทำได้”
ถามเรื่องมาตรา 309 ที่เป็นหัวใจและเป็นข้อขัดแย้งอย่างรุนแรงจะเอาอย่างไร นพดล บอกว่า ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่โต้แย้งกันมาก ส่วนตัวเห็นว่า ถ้าไปแตะก็จะทำให้ประเด็นสวยงามอื่นๆ ถูกโจมตีไปว่า ไปแก้ไขกฎหมายนี้เพื่อเอื้อประโยชน์ให้ตัวเอง ซึ่งฝ่ายค้านมีศักยภาพในการทำลายล้างสูงอยู่
“ถ้าเป็นผมจะทำสองช็อต เอาประเด็นที่ง่ายและเป็นประโยชน์กับประเทศชาติก่อนและก็ทำสานเสวนา หรือจะเป็นเอิกเกริกเสวนาทั่วประเทศ จากนั้นค่อยแก้เรื่องที่เห็นขัดแย้งกัน”
การแก้ไขรัฐธรรมนูญในรัฐสภารายมาตราที่จะเป็นช็อตต่อไปจะมีแรงต้านไหม นพดล บอกว่า จากเหตุการณ์ครั้งนี้จะทำให้ประชาชนตาสว่างและเข้าใจว่า มีความจำเป็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีการแก้รายมาตราจะมีความชอบธรรมมากขึ้น เราก็ต้องใช้สื่อของรัฐ โน้มน้าวเหตุผลให้ประชาชนเข้าใจมากขึ้น และเชื่อว่าคนส่วนใหญ่จะเห็นด้วย
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นที่ปะทะกันระหว่างอำนาจนิติบัญญัติกับอำนาจตุลาการ จนปะทุเป็นความขัดแย้งส่อเค้าไม่จบสิ้น แล้วรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยจะดำรงอยู่อย่างไร? นพดล ระบุว่า ทั้งหมดเป็นการปะทะกันระหว่างอำนาจอำมาตย์กับประชาชน เพียงแต่มันเป็นสงครามตัวแทน คือ ตุลาการภิวัฒน์ ที่ถูกใช้เพื่อทำให้อำนาจบริสุทธิ์ของประชาชนที่ผ่านการเลือกตั้งอ่อนแอลง ในอนาคตก็ต้องจัดความสัมพันธ์และดุลยภาพแห่งอำนาจให้เหมาะสมเพื่อให้เกิดการแบ่งแยกอำนาจ ตุลาการ บริหาร นิติบัญญัติตามทฤษฎีของมองเตสกิเออให้ชัดเจน
“นี่คือการดิ้นครั้งสุดท้ายของอำมาตย์ มันเลยดิ้นแรงหน่อย แต่ท้ายที่สุดอำนาจประชาชนชนะเสมอ”
เมื่อไร? นพดล ตอบ “ไม่ช้าและก็ไม่เร็ว ยังไม่ใช่ภายใน 1-2 ปีนี้”
อย่างไรก็ตาม ที่ปรึกษา พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้นี้บอกว่า อำมาตย์ไม่ใช่ศัตรูของเรา แต่ท่านคือเพื่อนร่วมชาติที่กดขี่เรามานาน การต่อสู้ของเราครั้งนี้จึงเป็นเพื่อปลดแอกตัวเองมากกว่า แต่ต่อไปจะเป็นการต่อสู้ทางเศรษฐกิจเพื่อช่วยเหลือคนจน ใครทำได้ก็จะครองใจประชาชน
“ผมเคารพความรู้สึกของชนชั้นกลาง ฝ่ายอำมาตย์ ที่เขาไม่ชอบเรา เพราะอาจวิตกท่าทีคนเสื้อแดง ผมเองก็ยังกังวลเลย อย่างที่บอกจะไปจับผู้พิพากษา (หัวเราะ) ฉะนั้นเราต้องระมัดระวังในการให้สัมภาษณ์ด้วย” นพดลทิ้งท้าย







