
พท.ปรามทุกสีอย่ากดดันศาล
พท.ปรามทุกสีศุกร์13 ห้ามกดดันศาล หวั่นมือที่ 3 สร้างเหตุบานปลาย มั่นใจทีมกม.พรรคแถลงปิดคดี
พท.ปรามทุกสีศุกร์13 ห้ามกดดันศาล หวั่นมือที่ 3 สร้างเหตุบานปลาย มั่นใจทีมกม.พรรคแถลงปิดคดี
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) เปิดเผยว่า การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 13 ก.ค.นี้กำลังถูกจับตามองจากประชาชนไทยและนานาชาติว่าเป็นศุกร์ร้ายหรือศุกร์ดี โดยเฉพาะนักลงทุนรวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติที่กำลังมองว่าการวินิจฉัยจะทำให้การเมืองมีความขัดแย้งเพิ่มขึ้นหรือคลี่คลายในทางที่ดี เพราะวันนี้นักลงทุนชะลอการลงทุนอยู่ ดังนั้นในวันที่ 13 ก.ค.นี้ ขอให้มวลชนไม่ว่ากลุ่มเสื้อสีใดหรือสนับสนุนใครไม่ควรเดินทางไปศาลรัฐธรรมนูญ ควรอยู่ในพื้นที่ตัวเองเพื่อไม่ให้เกิดมือที่สามสร้างความวุ่นวายตามมา
ทั้งนี้เชื่อว่าถ้าศาลรัฐธรรมนูญตัดสินโดยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตามความยุติธรรมจะได้รับการยอมรับทุกฝ่าย แต่ถ้าพิจารณาตรงข้ามความรู้สึกประชาชนเป็นห่วงว่าอาจสร้างความขัดแย้งบานปลาย ไม่ใช่เพียงการออกมาชุมนุม แต่อาจจะลุกลามส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคมการเมือง รวมถึงความน่าเชื่อถือของนานาชาติ
นายพร้อมพงศ์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ไม่มีกระบวนการกดดันศาลเห็นได้จากการไต่สวนพยานที่ผ่านมาไม่มีมวลชนคนเสื้อแดงไปกดดันแต่อย่างใด แต่เป็นพรรคประชาธิปัตย์เองที่เป็นฝ่ายสร้างกระแสข่าวกดดันผ่านการพูดของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค และขอปฏิเสธว่าการแถลงข่าวของเพื่อไทยไม่ใช่เพื่อกดดัน แต่จำเป็นต้องชี้แจงไม่ให้เป็นทฤษฎีทาสีที่กำแพงแล้วคนเชื่อตาม หากไม่แก้ข้อกล่าวหาจะเป็นผลเสียต่อพรรค ซึ่งอาจทำให้เกิดเหตุการณ์เหมือนในอดีตที่พรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชนเคยถูกกระทำตามมาได้
นายพร้อมพงศ์ ยังกล่าวถึง ทีมทนายความของพรรคที่เตรียมยื่นคำแถลงการณ์ปิดคดีต่อศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้ ว่าพรรคมีความมั่นใจว่าผู้ร้องที่ยื่น 5 คำร้องไม่มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงโดยไม่ผ่านอัยการสูงสุด (อสส.) อีกทั้งการแก้ไขมาตรา 291 โดยตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เพื่อทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่สามารถทำได้ เพราะมาตรา 291 ไม่ห้ามไว้ โดยในอดีตเคยมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2491 จนมาเป็นรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2492 และแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 6 พ.ศ.2539 โดยแก้ไขมาตรา 211 จนมาเป็นรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งนายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ให้ความเห็นเมื่อครั้งเป็นกรรมาธิการ (กมธ.)ยกร่าง รัฐธรรมนูญ 2550 ว่าสามารถทำได้ สอดคล้องกับนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญที่ให้ความเห็นในทางเดียวกันว่าสามารถแก้ไขมาตรา 291เพื่อให้มี ส.ส.ร.ได้
นายพร้อมพงศ์กล่าวต่อว่า ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจพิจารณาคดีนี้ เพราะการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจรัฐสภา ไม่มีบทบัญญัติให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญดำเนินการตามขั้นตอนของการเสนอญัตติพิจารณาวาระที่ 1 จนมีการตั้ง กมธ.และลงมติ ในวาระที่ 2 ทั้งยังเปิดโอกาสให้สมาชิกรัฐสภาอภิปรายอย่างเต็มที่เป็นเวลา 15 วันไม่ใช่พวกมากลากไป นอกจากนี้ร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 291/11 วรรค 5 ยังบัญญัติข้อห้ามแล้วว่า ส.ส.ร. ที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงการปกครอง และเปลี่ยนแปลงรูปแบบรัฐ หรือแก้ไขหมวดพระมหากษัตริย์จะกระทำมิได้







