posttoday
สัมพันธภาพกับจีนทางสองแพร่งที่อาเซียนต้องไม่พลาด!

สัมพันธภาพกับจีนทางสองแพร่งที่อาเซียนต้องไม่พลาด!

10 กรกฎาคม 2555

นับเป็นการประชุมที่ได้รับการจับตามองจากทั่วโลกอย่างที่ตาไม่กะพริบ สำหรับการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

นับเป็นการประชุมที่ได้รับการจับตามองจากทั่วโลกอย่างที่ตาไม่กะพริบ สำหรับการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) และการประชุมอาเซียนว่าด้วยการเมืองและความมั่นคงในเอเชียแปซิฟิก(เออาร์เอฟ) ซึ่งเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว ณ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา

เพราะบทสรุปของการประชุมที่เกิดขึ้นครั้งล่าสุดอาจจะเป็นตัวกำหนดอนาคตความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับอาเซียน และอาจสำคัญถึงขั้นที่จะตัดสินความรุ่งเรืองภายในภูมิภาคแห่งนี้เลยทีเดียว

ต้องยอมรับว่า ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับอาเซียนในช่วงหลายสิบปีให้หลังที่ผ่านมาเริ่มแน่นแฟ้นมากขึ้นเรื่อยๆ โดยส่วนหนึ่งเป็นอานิสงส์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน ที่ส่งผลให้เศรษฐกิจของ 10 ชาติสมาชิกอาเซียนขยายตัวอย่างรวดเร็วเหนือความคาดหมาย

ยิ่งเมื่อมีข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างกันที่มาพร้อมนโยบายปลอดกำแพงภาษีที่นำมาใช้กับสินค้า 9 ใน 10 รายการ ก็ยิ่งทำให้อาเซียนกลายมาเป็นคู่ค้าคนสำคัญอันดับที่ 4 ของจีน รองจากยุโรป สหรัฐ และญี่ปุ่น โดยมีมูลค่าการค้าระหว่างกันในปี 2554 สูงถึง 2.93 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 9.083 ล้านล้านบาท) ซึ่งเพิ่มขึ้นมาจากปีก่อนหน้าถึง 30% แถมยังมีการคาดการณ์กันอีกว่า ตัวเลขมูลค่าการค้าระหว่างอาเซียนกับจีนจะเพิ่มทะลุ 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 15.5 ล้านล้านบาท)

นอกจากนี้ ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่อยู่ในภาวะชะงักงัน โดยเฉพาะในฝั่งยุโรปและสหรัฐ การค้าระหว่างจีนกับอาเซียนจึงมีแนวโน้มสำคัญเกื้อหนุนกันและกัน หรือกระทั่งพึ่งพาจีนมากขึ้นเรื่อยๆ

ทว่าความสัมพันธ์ที่น่าจะเป็นไปด้วยดีกลับมีอันต้องเจอแรงฉุดครั้งใหญ่ เหตุจากข้อพิพาทการอ้างสิทธิเหนือบริเวณทะเลจีนใต้ ซึ่งถือว่าเป็นเส้นทางเดินเรือที่คับคั่งมากที่สุด และเชื่อว่าเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยทั้งจีนและบางชาติสมาชิกในอาเซียน อย่างฟิลิปปินส์ เวียดนาม บรูไน และอินโดนีเซีย ต่างยืนกรานชัดเจนว่าพื้นที่ทางทะเลในบริเวณดังกล่าวเป็นของตนเอง

แม้จีนจะยืนกรานแก้ปัญหาด้วยแนวทางสันติวิธีผ่านกระบวนการพูดคุยเจรจาหลายครั้ง แต่สถานการณ์กลับไม่มีความคืบหน้าใดๆ และดูท่าจะเลวร้ายมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เมื่อประเทศสมาชิกอาเซียนนำโดยฟิลิปปินส์เปิดทางให้อีกขั้วมหาอำนาจของโลกอย่างสหรัฐส่งทหารเข้ามาประจำการในอาเซียน โดยจีนก็ไม่น้อยหน้าส่งหน่วยลาดตระเวนเข้ามาในพื้นที่พิพาท

สัมพันธภาพกับจีนทางสองแพร่งที่อาเซียนต้องไม่พลาด!

 

ทั้งนี้ เหตุผลหลักใหญ่ที่ทำให้บรรยากาศคุกรุ่นไม่ยอมคลายเสียที เกิดขึ้นมาจากความไม่เชื่อมั่นที่อาเซียนมีต่อจีน

ไม่เชื่อมั่นว่า มหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างจีนจะยอมเจรจาในระดับทวิภาคีกับประเทศที่มีเรื่องกรณีพิพาทอย่างเท่าเทียมกัน

ไม่เชื่อมั่นว่า จีนจะไม่ใช้ความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเข้ามาเป็นเครื่องต่อรองกดดัน หรือกระทั่งบีบบังคับให้ประเทศใดประเทศหนึ่งต้องยอมจำนน

ขณะที่เหตุผลประการต่อมาก็คือ บทบาทของสหรัฐที่พยายามจะก้าวเข้ามามีเอี่ยวในภูมิภาคอาเซียนแห่งนี้

ต้องยอมรับว่า การที่อาเซียนถือเป็นกลุ่มความร่วมมือที่ผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่ามีอนาคตสดใสด้วยแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจจากพลังการบริโภคภายในที่แข็งแกร่ง การใช้จ่ายเพื่อระบบโครงสร้างสาธารณูปโภคจากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง และปิดท้ายด้วยแรงกระตุ้นการลงทุนจากต่างประเทศ ทำให้หลายๆ ประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจที่กำลังติดหล่มวิกฤตเศรษฐกิจอย่างสหรัฐอดกระตือรือร้นที่จะเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับภูมิภาคแห่งนี้อีกครั้งไม่ได้ หลังจากที่ห่างหายไปนาน

ยืนยันได้จากในช่วงสัปดาห์นี้ที่ ฮิลลารีคลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ จะเปิดการประชุมนักธุรกิจสหรัฐ จากสภานักธุรกิจสหรัฐอาเซียน ที่เมืองเสียมราฐของกัมพูชา โดยนับเป็นเวทีการประชุมขนาดใหญ่ที่สุดของสภานักธุรกิจสหรัฐอาเซียน เท่าที่เคยจัดขึ้นมาในภูมิภาคแห่งนี้

นอกจากนี้ แม้จะเคยมีความสัมพันธ์กับหลายประเทศในภูมิภาคแห่งนี้อย่างแน่นแฟ้นมาก่อน แต่อิทธิพลของสหรัฐในอาเซียนก็เริ่มลดน้อยถอยลงไป ทั้งจากการที่ห่างหายไปนาน และจากการที่เศรษฐกิจของประเทศอยู่ในสภาพย่ำแย่

ผลลัพธ์ดังกล่าว ส่งผลให้สหรัฐเริ่มหาหนทางขจัดความวิตกกังวลที่ว่าอิทธิพลของสหรัฐกำลังอ่อนด้อยและตามหลังจีนอยู่ ซึ่งเห็นได้ชัดจากการประกาศตัวขอเข้ามามีส่วนร่วมในภูมิภาคแห่งนี้ผ่านยุทธศาสตร์เชิงทหาร

ทั้งนี้ ลีออน พาเนตตา รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ ที่เดินทางเยือนอาเซียนเมื่อเดือนที่แล้วได้ประกาศแผนเพิ่มการประจำการกองทัพเรือสหรัฐในเอเชียแปซิฟิกถึง 60% ภายในปี 2563 โดยจะใช้ฐานทัพเรือในฟิลิปปินส์ เวียดนาม และอาจรวมถึงสิงคโปร์ พร้อมๆ กับแสดงความใจป้ำด้วยการประกาศให้ความร่วมมือด้านอาวุธยุทโธปกรณ์กับประเทศพันธมิตร

จนฟู่หยิง รองรัฐมนตรีต่างประเทศจีนต้องออกมาส่งเสียงเตือนถึงอาเซียนให้วางตัวเป็นอิสระจากอิทธิพลของสหรัฐ ขณะที่ เจ้าบิงบิง รองผู้อำนวยการฝ่ายข้อมูล แผนกการต่างประเทศ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน ต้องออกมายืนยันหนักแน่นว่าจีนมุ่งหวังให้ทุกๆ ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นกับจีนเป็นไปอย่างเท่าเทียม โดยไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้อยู่เพียงฝ่ายเดียว (Unilateral) เพียงแต่คู่กรณีของจีนจะต้องอดทน หนักแน่น และเชื่อมั่นในจีน เหมือนที่จีนเชื่อมั่นประเทศเหล่านั้น

สำหรับเหตุผลประการสุดท้ายก็คือความไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายใน 10 ประเทศสมาชิกอาเซียนเอง

ต้องยอมรับว่า กับกรณีพิพาททางทะเลที่อาเซียนมีปัญหากับจีนนั้น ไม่ใช่ทุกประเทศในอาเซียนที่มีปัญหา โดยมีเพียงฟิลิปปินส์ เวียดนาม และบรูไนเท่านั้น ขณะที่ชาติสมาชิกที่เหลือไม่มีส่วนได้เสียใดๆ กับการอ้างสิทธิเหนือพื้นที่ดังกล่าว

ซ้ำร้ายยิ่งกว่า บางประเทศในอาเซียนยังได้เลือกข้างเข้าฝ่ายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยสืบเนื่องจากอิทธิพลทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ

ทั้งนี้ พม่า ลาว และกัมพูชา ซึ่งนับเป็นชาติสมาชิกอาเซียนที่มีฐานะและศักยภาพทางเศรษฐกิจอ่อนด้อยที่สุด จำต้องพึ่งพาจีนทั้งในด้านการเงิน การพัฒนาโครงสร้างสาธารณูปโภค การทหาร และการลงทุน ขณะที่กับสมาชิกอาเซียนที่มีความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ หรืออยู่ในขั้นกำลังพัฒนาอย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย จีนก็รุกคืบสานสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้น ทั้งโครงการแลกเปลี่ยนความร่วมมือในด้านต่างๆ เช่น วิทยาการ เทคโนโลยี หรือการให้ทุนการศึกษากับนักเรียนในประเทศพันธมิตรของจีน

ดังนั้น ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจแม้แต่น้อยที่บทบาทของภูมิภาคอาเซียนในทุกวันนี้จะกลายเป็นเวทีที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่ามีไว้สำหรับมหาอำนาจของโลกมาแสดงพลัง สร้างอิทธิพล

นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งมองว่า ปัญหาของอาเซียนในขณะนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่าอาเซียนจะมีอำนาจทัดเทียมมหาอำนาจอย่างจีนกับสหรัฐหรือไม่

แต่ขึ้นอยู่กับว่าอาเซียนจะกล้าพอที่จะยุติบทบาทถ่วงดุลอำนาจของมหาอำนาจใดๆ และยืนหยัดเป็นตัวของตัวเองมากแค่ไหนบนเวทีโลก

ข่าวล่าสุด

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้