
ถอยพรบ.ปรองดองปลดชนวนร้อน?ยืดอายุรัฐบาล
แค่สัญญาณ “ถอย” แต่ไม่ใช่สัญญาณ “ถอน” แน่นอนว่าการเร่งรัดเดินหน้าร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติต่อไป
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
แค่สัญญาณ “ถอย” แต่ไม่ใช่สัญญาณ “ถอน”
แน่นอนว่าการเร่งรัดเดินหน้าร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติต่อไป ย่อมมีแต่จะซ้ำเติมความขัดแย้งทั้งในและนอกสภาที่อาจลุกลามกระทบไปถึงเสถียรภาพรัฐบาล
ยิ่งเส้นทางต่อจากนี้ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังต้องเจอะเจอ “มรสุม” อีกหลายลูกจน “สุชาติ ธาดาธำรงเวช” รมว.ศึกษาธิการ ออกมาฟันธงอนาคตรัฐบาลอาจอยู่ไม่พ้นสิ้นปี
สอดรับกับวงในสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ที่ประเมินว่า อุณหภูมิการเมือง หลังเปิดประชุมสมัยสามัญทั่วไป 1 ส.ค.นี้จะกลับมาร้อนแรงอีกรอบ ด้วยกฎหมายร้อน ที่จะเติมเชื้อความขัดแย้งให้ก่อตัวขึ้นในสังคม
การตัดชนวนระเบิดเวลาลูกใหญ่ อย่าง พ.ร.บ.ปรองดองฯ จึงเป็นทางออกช่วยลดแรงเสียดทานเพื่อให้รัฐบาลสามารถประคองตัวเดินหน้าต่อไปได้
ท่าทีจาก “สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์” ประธานสภาผู้แทนราษฎร เริ่มอ่อนลงในช่วงหลังก่อนปิดสมัยประชุม เมื่อต้องสะบักสะบอมกับความพยายามเร่ง “ปิดเกม” ให้ทันปิดสมัยประชุมที่แล้ว แต่ก็ไม่อาจฝ่ากระแสค้านเดินหน้าสู่เป้าหมายได้ดังใจ
ล่าสุด “ขุนค้อน” ส่งสัญญาณถอน ระบุว่า “อนาคตของรัฐบาลจะอยู่ยาวหรือไม่ ขึ้นอยู่กับร่าง พ.ร.บ.ปรองดองฯ ต้องรอดูวันที่ 1 ส.ค.นี้ รัฐบาลจะมีปัญหาอุปสรรคการทำงานอยู่บ้าง แต่ต้องช่วยประคองให้อยู่ครบ 4 ปีให้ได้
พร้อมเรียกร้องให้สมาชิกฝ่ายรัฐบาลถอนร่าง พ.ร.บ.ปรองดองฯ ออกจากระเบียบวาระการประชุม ขั้นตอนจากนี้อยู่ระหว่างการหารือกับ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน สส.พรรคมาตุภูมิ ในฐานะหนึ่งในผู้ยื่นเสนอร่าง พ.ร.บ.ปรองดองฯ พร้อมกับหารือกับผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อไทยอีกทาง?
อย่างไรก็ตาม แม้สุดท้าย พล.อ.สนธิ จะถอนร่างดังกล่าวออกไป แต่ทว่า ยังมีอีก 3ร่างของ 1.สามารถ แก้วมีชัย สส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย และคณะ 2.นิยม วรปัญญา สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และ 3.ณัฐวุฒิใสยเกื้อ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และคณะ ที่ค้างการพิจารณา
ดังนั้น ทางวิปรัฐบาลจะได้คุยกันในสัปดาห์หน้าเพื่อกำหนดท่าทีกันอีกครั้งว่าจะถอยเรื่องนี้อย่างไร
“สามารถ” ประเมินทางออกเวลานี้ ว่ามี 3 แนวทาง 1.หากฝ่ายค้านหรือฝ่ายอื่นๆ เห็นว่าเนื้อหาในร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ยังไม่ชัดเจนก็สามารถเสนอร่างเข้ามาประกบอีก 1 ฉบับ แล้วนำเข้าสู่การพิจารณาร่วมกัน ซึ่งก็พร้อมที่จะให้เป็นร่างหลักในการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการฯ
2.เลื่อนร่าง พ.ร.บ.ฉบับอื่นๆ ขึ้นมาพิจารณาแทนก็สามารถทำได้ แต่ปัญหาคือ เมื่อเสนอขึ้นมาแล้วก็ต้องปิดการประชุมทันที 3.ถ้าประธานสภามีดำริจะถอนร่างออกไป ต้องอธิบายต่อสังคมให้ได้ว่าเป็นเพราะเหตุผลใด
เหตุที่มองว่า พ.ร.บ.ปรองดองฯ เป็นระเบิดเวลาลูกสำคัญ เพราะกฎหมายฉบับนี้มีเนื้อหาที่ถูกโจมตีมากที่สุดในทุกฉบับ เพราะนอกจากข้อกังขาว่าจะเป็นการ “ล้างผิด” ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ แล้ว
เนื้อหาทั้ง 4 ฉบับ ยังมีรายละเอียดไปในทำนองเดียวกันว่าเข้าข่ายเข้าไปยกเลิกคำตัดสินของศาลที่พิจารณาตัดสินคดีความไปแล้ว จนถูกมองว่าเป็นการทำลายระบบนิติรัฐ นิติธรรม ไปจนอาจเข้าข่ายใช้เสียงข้างมากในฝ่ายนิติบัญญัติ ไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม
อีกด้านหนึ่งต้องยอมรับว่า ร่าง พ.ร.บ.ปรองดองฯ เป็นเชื้อไฟที่ทำให้เกิดกระแสคัดค้านมากที่สุดทั้งในสภา ซึ่งเสียงข้างน้อยอย่าง “ประชาธิปัตย์” จำต้องยอมเอาภาพลักษณ์ที่สั่งสมมายาวนาน ไปเล่นบทค้านแบบนอกรูปแบบ ทั้ง ดึงเก้าอี้ ฉุดรั้งประธานสภา ไปจนถึงขว้างปาเอกสารใส่คู่ขนานไปกับการเปิดเวทีปราศรัยปลุกมวลชนทั่วประเทศ
กว่าที่สุดท้าย เสียงข้างมาก 276 เสียง จะอาศัยจังหวะชุลมุน ลงมติเสนอเลื่อนวาระ พ.ร.บ.ปรองดองฯ ขึ้นมาพิจารณาเป็นลำดับแรกที่ค้างมาจนถึงปิดสมัยประชุม?
ขณะที่กระแสต้านนอกสภาเองก็รุนแรงไม่ต่างกัน เมื่อ “สนธิ ลิ้มทองกุล” แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นำมวลชนร่วมคัดค้านกับฝั่งเสื้อหลากสี พร้อมประกาศชัด
“ผมจะออกมาครั้งสุดท้ายแล้ว ถ้าแพ้จะยอมตายคาลูกปืน ถ้าชนะจะลาออกจากแกนนำพันธมิตรฯ”
สาเหตุสำคัญที่รัฐบาลยังไม่อาจฝืนกระแสเดินหน้า พ.ร.บ.ปรองดองฯ ส่วนหนึ่งเพราะแรงเสียดทานเวลานี้ไปค้างอยู่ที่เป้าหมายสำคัญ อย่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไม่ต้องการให้มีอะไรมากระทบ จนเสียหายทั้งกระดาน
เมื่อเวลานี้ 5 คำร้อง ที่ยื่นตีความว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าข่ายล้มล้างการปกครองตามมาตรา 68 หรือไม่ และศาลรัฐธรรมนูญนัดพิจารณาในช่วงปลายสัปดาห์ที่จะถึงนี้
ขณะที่สถานการณ์ภายในพรรคเพื่อไทยเองก็กำลังระส่ำระสายรุนแรงมากยิ่งขึ้นเมื่อเข้าใกล้เวลาปรับ ครม.รอบใหม่ ที่จะยิ่งสร้างแรงกระเพื่อม โดยเฉพาะเมื่อสมาชิกบ้านเลขที่ 111 กำลังวอร์มรอข้างสนาม รอแค่เสียงนกหวีดเปลี่ยนตัวไปลงเป็นตัวจริง
ไม่ต่างจากสภาพเสื้อแดงที่บาดหมางกันเองและมีปากมีเสียงกับพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะจากปมปัญหาการคัดเลือกคนลงสมัครในการเลือกตั้งท้องถิ่นหลายพื้นที่
บรรยากาศเวลานี้จึงไม่อาจเติมเชื้อไฟให้รัฐบาลต้องตกที่นั่งลำบากยิ่งกว่าเดิม ที่ถูกโจมตีเรื่องล้มเหลวในการบริหาร ทั้งของแพง ไปจนถึงน้ำท่วมรอบใหม่ที่ใกล้เข้ามาในเวลานี้
สิ่งที่ทำได้ในเวลานี้ คือ ถอยเพื่อรอวันเดินหน้าต่อไปเมื่อมีโอกาส
ระหว่างนี้ก็เดินหน้า “สานเสวนา” ตามแนวทางที่สถาบันพระปกเกล้าเสนอ รับฟังเสียงจากประชาชน ซึ่งนอกจากจะลดแรงเสียดทานเวลานี้ ยังเป็นการสร้างความชอบธรรมกับการเดินหน้ารอบใหม่เมื่อถึงเวลาเหมาะสม
และชัดเจนว่าทางเลือกเวลานี้ของเพื่อไทยจึงไม่ใช่การถอนร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง ทั้ง 4 ฉบับออกจากวาระการประชุมสภาแบบถอนรากถอนโคน เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายดายนัก กว่าจะฝ่าเสียงค้านผลักดันกฎหมายร้อนฉบับนี้มาจนถึงขั้นนี้ได้
ทางออกจึงต้องเป็นการเสนอเรื่องอื่นขึ้นมาพิจารณาก่อน และดันร่าง พ.ร.บ.ปรองดองฯ กลับให้ไปค้างอยู่ในวาระปกติรอวันหยิบยกขึ้นมาพิจารณาอีกครั้งเมื่อทุกอย่างเป็นใจมากกว่านี้







