posttoday
17ชาติยูโรปอัด5ล้านล.ฟื้นเศรษฐกิจ

17ชาติยูโรปอัด5ล้านล.ฟื้นเศรษฐกิจ

30 มิถุนายน 2555

นอกจากฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปแล้ว ทั่วโลกก็จับตามองการประชุมสุดยอดผู้นำ 17 ชาติของสหภาพยุโรป

นอกจากฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปแล้ว ทั่วโลกก็จับตามองการประชุมสุดยอดผู้นำ 17 ชาติของสหภาพยุโรป (อียู) ที่จะจับเข่าคุยกันในการผ่าทางตันแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจของยุโรป เมื่อวันที่ 28-29 มิ.ย.ที่ผ่านมา

แล้วก็มีข่าวดีจากการประชุมครั้งนี้ เพราะผลการหารือได้มีมติให้บรรดาผู้นำประเทศ 17 ชาติยุโรปสามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้เป็นผลสำเร็จระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำยุโรปเมื่อวันที่ 2829 มิ.ย. ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบให้มีการอัดฉีดเงินมูลค่า 1.2 แสนล้านยูโร (ราว 4.8 ล้านล้านบาท) เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ควบคู่ไปกับการออกมาตรการกู้วิกฤตหนี้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

ภายใต้แผนกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ประชุมมีมติให้มีการฉีดเงินมูลค่า 1.2 แสนล้านยูโร (ราว 4.8 ล้านล้านบาท) เงินจำนวนนี้จะนำไปใช้เพิ่มทุนในธนาคารเพื่อการลงทุนยุโรปอีก 1 หมื่นล้านยูโร ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพของธนาคารในการปล่อยกู้ได้สูงถึง 6 หมื่นล้านยูโร ที่เปิดทางให้ชาติสมาชิกที่กำลังประสบปัญหาการเงินสามารถกู้ยืมเพื่อนำไปใช้กระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศเพิ่มเติม

นอกจากนี้ จะมีการนำเงินอีกราว 5.5 หมื่นล้านยูโร จากกองทุนปรับโครงสร้างยุโรปที่ไม่ได้ใช้ มาช่วยเหลือธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กและนำมาใช้แก้ปัญหาว่างงานในกลุ่มแรงงานหนุ่มสาว พร้อมทั้งเสนอให้ออกมาตรการเปิดเสรีในการเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างภูมิภาคยุโรปอีกด้วย

ที่ประชุมเห็นพ้องว่า มาตรการเหล่านี้จะช่วยให้สมาชิกที่ประสบปัญหาทางการเงินสามารถนำพาประเทศหลุดพ้นจากวิกฤตหนี้ได้ด้วยตัวเอง

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังได้เห็นพ้องให้มีการนำเงินจากกองทุนกลไกรักษาเสถียรภาพยุโรป (อีเอสเอ็ม) ซึ่งเป็นกองทุนถาวรที่จะมาแทนที่กองทุนรักษาเสถียรภาพ การเงินยุโรป (อีเอฟเอสเอฟ) ในเดือน ก.ค.นี้ มูลค่า 5 แสนล้านยูโร ไปช่วยปรับโครงสร้างหนี้ภาคธนาคารที่ประสบปัญหาโดยตรงโดยไม่ผ่านรัฐบาลของประเทศนั้นๆ ซึ่งจะทำให้รัฐบาลไม่จำเป็นต้องขอรับเงินกู้ช่วยเหลือที่จะเป็นการเพิ่มหนี้สาธารณะให้สูงยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติให้มีการนำเงินในกองทุนดังกล่าวไปช่วยซื้อพันธบัตรรัฐบาลของชาติสมาชิก ที่กำลังประสบปัญหาอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลพุ่งสูงขึ้น เช่น อิตาลี และสเปน เพื่อช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่ตลาดเงิน ซึ่งจะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวลดลงอยู่ในระดับที่เหมาะสม

มาตรการทั้งหมดจะมีผลบังคับใช้ หลังจากที่มีการจัดตั้งหน่วยงานควบคุมดูแลภาคธนาคารของภูมิภาคขึ้นมาเรียบร้อยแล้วเท่านั้น คาดว่ากระบวนการจัดตั้งดังกล่าวจะเสร็จสมบูรณ์ภายในสิ้นปีนี้

มาตรการดังกล่าวถือเป็นการผ่าทางตันครั้งสำคัญ เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนท่าทีนายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เกิล ของเยอรมนี ซึ่งก่อนหน้านี้ต่อต้านแผนอัดฉีดเงินกู้ช่วยเหลือภาคธนาคารโดยตรง

กระนั้นก็ตาม แมร์เกิล กล่าวย้ำว่า มาตรการช่วยเหลือดังกล่าว จะเกิดขึ้นควบคู่ไปพร้อมกับการดำเนินการปฏิรูปทางการเงินของชาติสมาชิกอย่างต่อเนื่องเท่านั้น

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังได้เห็นพ้องในสำหรับแผนกลยุทธ์กู้วิกฤตหนี้ระยะยาว ซึ่งหมายรวมถึงการจัดตั้งสหภาพการธนาคารและการคลัง ซึ่งจะทำหน้าที่หน่วยงานส่วนกลางที่รับผิดชอบการแก้ไขปัญหาภาคธนาคารในยุโรปและรับประกันเงินฝากทั่วยุโรป เพื่อกระตุ้นความเชื่อมั่น โดย เฮอร์มาน แวน รอมปุย ประธานอียู เตรียมเผยรายละเอียดของกลยุทธ์ดังกล่าวในเดือน ต.ค.นี้

หลังจากข่าวอัดฉีดเงินมหาศาลเพื่อต่อลมหายใจอียู ผลของ 2 มาตรการที่ออกมาส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกดีดตัวขึ้น สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนให้เห็นว่าแนวทางแก้ไขปัญหาเริ่มมีทางออก

วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ กล่าวว่า หลังจากนี้ยังต้องติดตามมาตรการอื่นๆ ที่จะออกมาอีก เช่น การประกาศค้ำประกันเงินฝาก และเฉพาะการจัดตั้งกองทุนเพื่อไถ่ถอนหนี้สาธารณะ (ERF) ซึ่งจะเป็นการแยกหนี้ของกลุ่มประเทศในยุโรปที่เกิน 60% ของจีดีพี ออกมาจัดตั้งกองทุน ซึ่งหากดำเนินการเช่นนี้ได้จะทำให้เห็นทางสว่างในการแก้ปัญหายุโรปได้อย่างดี และจะทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรของประเทศที่มีหนี้เยอะปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับดัชนีหุ้นไทยปิดทำการงวดครึ่งปีแรกของปี 2555 ที่ระดับ 1,172.11 จุด เพิ่มขึ้น 14.31% จากช่วงสิ้นปีที่ดัชนีปิดที่ 1,025.32 จุด แต่ลดลง 2.6% จากงวดไตรมาสแรกที่ดัชนีปิดที่ 1,196.77 จุด

อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งปีแรกนั้นนักลงทุนต่างชาติยังซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทย 5.83 หมื่นล้านบาท แม้ว่าในช่วงเดือน พ.ค. ต่อเนื่องเดือน มิ.ย. จะขายอย่างต่อเนื่องก็ตาม ส่วนสถาบันขายสุทธิ 3.15 หมื่นล้านบาท รายย่อยขาย 2.69 หมื่นล้านบาท และพอร์ต บล.ซื้อสุทธิ 139 ล้านบาท

แต่ในมุมมองของประธานกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) วีรพงษ์ รามางกูร กลับประเมินว่า ยูโรโซนจะพังภายในไม่เกิน 6 เดือน แต่ไม่รู้ว่าพังในรูปแบบไหน เช่น บางประเทศหรือหลายประเทศในกลุ่มยูโรโซนจะแยกตัวออกมา

“ยุโรปพังแน่นอน แต่ช้าหรือเร็วเท่านั้น เพราะมันผิดธรรมชาติ เอาเด็กผู้ใหญ่มาผูกขาด้วยกัน”ดร.วีรพงษ์กล่าว

อย่างไรก็ตาม ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงของไทยและภาคการส่งออกจะได้รับผลกระทบจากวิกฤตยูโรโซนแน่นอน แต่ไทยต้องเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส โดยเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพราะจะได้ใช้เงินออมที่มีอยู่มากมายในประเทศซื้อสินค้าและเทคโนโลยีจากยุโรปในราคาถูก พร้อมทั้งได้บุคลากรที่เก่งๆในยุโรปมาช่วยลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

“แทนที่จะคิดว่าส่งออกลด ต้องคิดใหม่ว่าเป็นช่วงที่เราจะนำเข้าของดี เทคโนโลยีราคาถูก

วีรพงษ์ ระบุว่า ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าการล่มสลายของการใช้เงินสกุลยูโรจะเกิดขึ้นหรือไม่ ต้องติดตามสถานการณ์ทุกระยะ ส่วนเศรษฐกิจสหรัฐนั้น วันนี้สหรัฐไม่มีขีดความสามารถการในการส่งออกแล้ว แต่เป็นประเทศที่ผูกขาดเทคโนโลยี บทบาทใหม่ของสหรัฐ คือ การเป็นผู้ขายเทคโนโลยี

“สหรัฐจะฟื้นได้ ก็ต่อเมื่อมีการค้นค้นเทคโนโลยีหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น การฟื้นตัวจากวิกฤตครั้งที่แล้ว เพราะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ดังนั้น เศรษฐกิจสหรัฐจะตื้อๆต่อไป ต่อให้เขาใช้คิวอี 3 ก็ไม่ถาวรเหมือนเป็นการให้พาราเซตตามอนเท่านั้น”ดร.วีรพงษ์กล่าว

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ระบุว่า วิกฤตยูโรโซนคุกคามความเชื่อมั่น แต่การที่ไทยหันมาพึ่งพาการบริโภคในประเทศ การมุ่งหาตลาดส่งออกใหม่ พร้อมทั้งมุ่งเน้นการกระจายรายได้ให้คนทุกกลุ่มทั้งแรงงานในเมืองและเกษตรกรในชนบท เพราะเราต้องการเห็นความเท่าเทียมของรายได้

“เราจะเผชิญวิกฤตได้อย่างปลอดภัย และมั่นใจว่าประเทศไทยรอดจากยูโร เราเตรียมตัวแล้วทุกเรื่อง อีกทั้งที่ผ่านรอดทุกวิกฤติที่เข้ามา”นายกิตติรัตน์กล่าว


นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวว่า ค่าเงินบาทและอัตราดอกเบี้ยในขณะนี้ยังอยู่ในระดับที่เหมาะสมและมีเสถียรภาพ หลังจากที่ไทยลอยตัวค่าเงินบาทมานานถึง 15 ปี รวมถึงสภาพคล่องในประเทศและอัตราเงินเฟ้อก็อยู่ในระดับที่ดีเช่นกัน ดังนั้นจึงเชื่อว่าเศรษฐกิจของไทยมีความแข็งแกร่งและมีความพร้อมในการรับมือกับปัญหาต่างๆ ที่จะตามมา

"วันนี้ทุกอย่างอยู่ในระดับที่ดี ทั้งอัตราดอกเบี้ย ค่าเงิน ก็มีเสถียรภาพ...ส่วนการส่งออกทุกฝ่ายยังให้ความระมัดระวัง" รองนายกฯ และรมว.คลัง กล่าว

พร้อมระบุว่า ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมาจากการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจทำให้ไทยใช้เงินกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานน้อยเกินไป ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการทบทวน และรัฐบาลชุดนี้ต้องตัดสินใจลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับกับการแข่งขันที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะหลายโครงการมีผลตอบแทนที่ดีมากกว่าผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ

ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงคมนาคม และกระทรวงการคลังได้หารือร่วมกันที่จะนำโครงการลงทุนต่างๆ ในอดีตกลับมาพิจารณา โดยให้เห็นถึงความคุ้มค่าที่ในอดีตเข้าใจผิดว่าประเทศไทยยังไม่มีความพร้อมที่จะลงทุน แต่ขณะนี้ถือว่าสภาพคล่องในประเทศอยู่ในระดับที่ดี ดังนั้นถ้าโครงการใดแม้มีกำไรน้อยก็ยังต้องควรทำ ดูจากสนามบินสุวรรณภูมิถ้าได้ดำเนินการขยายสนามบินไปตั้งแต่หลายปีก่อน ปีนี้คงไม่แออัด รวมทั้งระบบราง ท่าเรือน้ำลึก โดยยกตัวอย่างเช่น ท่าเรือแหลมฉบัง ถ้าหากไม่ลงทุนขยายการให้บริการแล้ว เชื่อว่าไม่เกิน 5 ปีนี้ก็คงไม่สามารถขยายการให้บริการได้อีก

นายกิตติรัตน์ มองว่า การลงทุนภาครัฐต้องดำเนินต่อไป แม้จะต้องมีการกู้เงินเพิ่มเติมจากประเทศ เพราะหนี้สาธารณะยังอยู่ในระดับต่ำ ขณะเดียวกัน GDP ของไทยยังสามารถเติบโตได้ต่อเนื่อง

โพสต์ทูเดย์อียูซัมมิทแจกข่าวดีหนุนหุ้นปิดงวดครึ่งปีไม่ขี้เหร่

ดัชนีหุ้นไทยปิดทำการงวดครึ่งปีแรกของปี2555 ที่ระดับ 1,172.11จุด เพิ่มขึ้น 14.31%จากช่วงสิ้นปีที่ดัชนีปิดที่ 1,025.32 จุด แต่ลดลง2.6%จาดงวดไตรมาสแรกที่ดัชนีปิดที่ 1,196.77 จุด

อย่างไรก็ตามในช่วงครึ่งปีแรกนั้นนักลงทุนต่างชาติยังซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทย 5.83หมื่นล้านบาท แม้ว่าในช่วงเดือนพ.ค.ต่อเนื่องเดือนมิ.ย.จะขายอย่างต่อเนื่องก็ตาม ส่วนสถาบันขายสุทธิ 3.15หมื่นล้านบาท รายย่อยขาย2.69หมื่นล้านบาทและพอร์ตบล.ซื้อสุทธิ139 ล้านบาท

นายวิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บล.ทรีนีตี้ กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยถือว่าให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าตลาดหุ้นในภูมิภาคและยังเป็นตลาดที่จะมีเม็ดเงินทุนต่างชาติไหลเช้ามาลงทุนเพราะอัตราผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนยังเติบโตดี

อย่างไรก็ตามขณะนี้ ขณะนี้ตลาดยังคงติดตามผลการประชุมอียูซัมมิทซึ่งคาดว่าน่าจะเห็นแนวทางและมาตรการในการแก้ไขปัญหาหนี้ยุโรปที่ชัดเจนและมีทางออกมามากขึ้น ซึ่งในการประชุม นั้นนอกจากได้มีมติเห็นร่วมกันที่จะผลักดันมาตรการส่งเสริมการขยายตัวของเศรษฐกิจของยุโรปด้วยวงเงิน 1.3แสนล้านยูโรแล้ว ยัง ได้มีมาตรการที่สำคัญออกมาแล้ว 2 มาตรการคือ ที่ประชุมมีมติให้ตัดเงื่อนไข Pr

ข่าวล่าสุด

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้