posttoday
เบื้องหลังครม.ถอดชนวน"นาซ่า"ยึดอู่ตะเภา

เบื้องหลังครม.ถอดชนวน"นาซ่า"ยึดอู่ตะเภา

26 มิถุนายน 2555

เปิดอินไซด์ที่ประชุมครม.ถกวาระนาซ่าใช้อู่ตะเภา "สมช."หวั่นต่างชาติมองไทยเปิดทางสหรัฐขยายอิทธิพล

โดย....ทีมข่าวการเมือง

การประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.  เป็นที่จับตามองอีกครั้ง เมื่อมีวาระสำคัญเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุม นั่นคือข้อเสนอจากกระทรวงการต่างประเทศเสนอครม.เห็นชอบ ให้องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือ นาซ่าใช้พื้นที่สนามบินอู่ตะเภาเป็นฐานปฏิบัตการสำรวจสภาพอากาศ  ทั้งนี้มีการอภิปรายอย่างกว้างขวางนานกว่า 30 นาที

การประชุมเริ่มต้นด้วย นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ เป็นผู้กล่าวต่อที่ประชุมสนับสนุนโครงการความร่วมมือขององค์การนาซ่าที่จะมาใช้พื้นที่อู่ตะเภา โดยกเหตุผลถึงความร่วมมือดังกล่าวได้ดำเนินการมานานแล้ว ในช่วงที่จิสดาได้ทำข้อตกลงกับองค์การนาซ่า กระทั่งเรื่องดังกล่าวมีการส่งถึงกระทรวงการต่างประเทศ จึงต้องนำเสนอครม. พร้อมกันนี้ที่ทีเสียงคัดค้าน มีความเข้าใจในแง่มุมต่างๆจนเรื่องไปถึงสหรัฐอเมริกา ตนจึงได้มีโอกาสพูดคุยกับเอกอัคราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยเมื่อวันที่ 25 มิ.ย. ให้ทราบถึงสถานการณ์การเมืองเป็นเช่นนี้ 

จากนั้น นายกฯได้ขอให้ นายอานนท์  สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ   พร้อมกับนักวิทยาศาสตร์ด้านอีก 4 ราย เข้าชี้แจงต่อที่ประชุมครม. โดยนายอานนท์ อธิบายว่า ไทยได้ร่วมโครงการงานวิจัยกับนาซ่า มาเป็นเวลานานจนใกล้ชิดกับไทย ขณะที่มี 40 ประเทศที่อยู่ในความร่วมมือกับนาซา มีลูกศิษย์ลูกหาทำงานร่วมกัน การที่นาซ่าจะเข้ามาสำรวจสภาพอากาศในช่วงเดือนก.ค- ส.ค. ไม่ได้เป็นการกดดันไทย  แต่เนื่องจากช่วงก.ค.- ส.ค.สภาพบรรยากาศเอื้ออำนวยหลายอย่างในการเก็บตัวอย่างงานวิจัย  

ทั้งนี้นาซ่าไม่ได้ขีดเส้นตาย เขาขอคำตอบไทยถึงสิ้นเดือนได้ แต่ถึ้งสิ้นเดือนถ้ารัฐบาลไม่อนุญาติ นาซ่าก็ต้องนำเครื่องบินไปสำรวจที่อื่น   เช่นเดียวกับนักวิทยาศาสตร์ทั้ง 4 คน  อธิบายสนับสนุนนาซ่าซึ่งสร้างผลดีให้กับประเทศไทยหลายประการ 

เบื้องหลังครม.ถอดชนวน"นาซ่า"ยึดอู่ตะเภา

นายอานนท์ ยังได้กล่าวถึงเครื่องบินที่นำมาบิน มี 4 ลำ 3 ลำ บินสูงเหนือพื้นดิน ระดับ 10 กิโลเมตร   ลำที่สองสูงเหนือพื้นดิน 12 กิโลเมตร  ลำที่สาม สูงจากพื้นดิน 14 กิโลเมตร และลำที่สี่ บินสูง 18-20 กิโลเมตร ซึ่งศักยภาพเครื่องบินของไทยบินได้ต่ำการเก็บข้อมูลจึงไม่มีประสิทธิภาพเทียบไม่ได้กับเครื่องบินของนาซ่า

ภายหลังการชี้แจงของกลุ่มนักวิทยาศาสตร์  นายกฯได้ขอให้ออกจากห้องประชุม

จากนั้น นายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์ กล่าวสนับสนุนนาซา  โดยให้เหตุผลว่า  การสำรวจเมฆ จะทำให้เราพยากรณ์สภาพอากาศได้แม่นยำยิ่งขึ้น  ทำให้ไทยได้เข้าใจสภาวะโลกร้อน  เพราะดาวเทียมทีออสของไทยไม่มีเรดาห์ ถ่ายติดเฉพาะก้อนเมฆไม่ติดอย่างอื่น บางครั้งให้ถ่ายก้อนเมฆก็ยังไม่ได้ก้อนเมฆ   

ผลดีอีกประการ ทำให้นักวิชาการไทยต่อยอดความรู้ เพิ่มเข้ามาเพราะจาก 100 คน จะมีนาซ่า 80 คน อีก 20 คนเป็นคนไทย ขณะเดียวกัน จะมีโครงการความร่วมมือเกิดขึ้นกับนักศึกษา 5 มหาวิทยาลัยหลัก ซึ่งพวกเขาตื่นเต้นกันมากถือว่าเป็นการเข้าร่วมโครงการระดับโลก  ครั้งครังนี้จะทำให้เราได้ศึกษาการวางตัวของก้อนเมฆ ทั้งแนวตั้งและแนวนอน  ศึกษาเมฆทุกระดับ เหลืออย่างเดียวไม่ได้ได้ศึกษาการยกเมฆเท่านั้น

"คนที่ไม่สนับสนุน ไม่ทำเรื่องนี้ เท่ากับ เป็นจระเข้ขวางคลอง"นายปลอดประสพ กล่าวอย่างมีอารมณ์  

นายปลอดประสพ กล่าวต่อที่ประชุมครม.ว่า  ช่วงการทดลอง เดือนก.ค.- ส.ค.เหมาะมากที่จะได้รับข้อมูลอนุภาคการตกตะกอน เพราะบริเวณดังกล่าว มีทั้งรถ เรือ การเผาป่า อุตสาหกรรมโรงงาน ถือว่าเป็นคุณสมบัติทางเคมีฟิสิกส์ หาช่วงไหนไม่ได้อีกแล้ว ต้องช่วงนี้เท่านั้น ยิ่งตรวจสภาพขึ้นไปสูงมากก็ได้ผลมาก

"ฝ่ายความมั่นคงดูแล้วก็ไม่มีปัญหา แต่เมื่อเราไม่ได้ใช้ เกิดปัญหาแน่ เราเสียหาย เพราะถ้าสำรวจเองก็ไม่มีเครื่องบินไม่มีเครื่องมือมันถือเป็นเทคโนโลยีสหวิทยา    เมื่อเราไม่เอา เขาเดือดร้อนด้วย  ตอนนี้ญี่ปุ่น ฮ่องกง ก็สำรวจ เขาไปไกลมากแล้ว  แต่เรากำลังปฏิเสธสิ่งที่มีคุณค่าที่สุด  และจะทำให้การพยากรณ์อากาศไม่แม่นยำ แผนรับมือโลกร้อนก็รับมือไม่ได้  ถึงวันนี้น่าเสียดายเพราะประเทศไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์  และค่าใช้จ่ายเขาออกให้เราหมด และนักบินก็เอาของเราขึ้นไปด้วย กระทรวงกลาโหมโดยกรมแผนที่ทหารกางแผนที่ดูแล้วก็ไม่มีปัญหาอะไร"นายปลอดประสพ กล่าว

ด้าน พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม กล่าวว่า  กรมแผนที่ทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย แสดงความเห็นด้วยกับเรื่องนี้ เพราะทหารรู้การกำหนดพิกัด ระบบ จีไอเอส  นาซ่าก็เหมือนเอกชน ไม่เกี่ยวกับการทางทหาร ต้องใช้บริษัทเหล่านี้มาทำ เครื่อไม้เครื่องมือ 65 ประเภท ที่จะมาสำรวจตรวสอบหมดไม่มีส่วนใดบ่งชี้ว่าจะนำมาจารกรรมข้อมูล 

ขณะที่นายสุรพงษ์ กล่าวแซวขึ้นมาว่า ตอนนี้ประเทศไทยไม่มีอะไรให้เขาจารกรรรมแล้ว

ภายหลังการอภิปรายที่เป็นไปอย่างกว้างขวาง ทำให้หลายคนมั่นใจว่า ครม.จะมีมติไฟเขียวนาซ่าดำเนินการได้ แต่ก็เหนือความคาดหมาย เมื่อน.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวต่อที่ประชุมว่า  เมื่อทุกหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการต่างประเทศ  กระทรวงวิทยาศาสตร์ กลาโหม ฝ่ายความมั่นคง เห็นว่าเป็นโครงการที่ดี  แม้แต่โพลออกมาสนับสนุน ไม่มีคนสงสัย แต่ว่ารัฐบาลต้องบริหารบ้านเมืองให้ราบรื่นที่สุด แม้จะมีคนพยายามออกมาชี้ว่าไม่เข้าใจสิ่งที่รัฐบาลทำ  คนไม่เข้าใจก็ไม่เข้าใจ  มีคนพยายามสร้างวาทะกรรมว่ารัฐบาลไม่ปกป้องผลประโยชน์ประเทศชาติ  ถ้าใครเป็นรัฐบาลก็ไม่สบายใจ ซึ่งตรงนี้รัฐบาลต้องอธิบายให้ฟังว่า ไม่มีประโยชน์ใดเลย รัฐบาลคำนึงแต่ผลประโยชน์ประเทศชาติ  ดังนั้นเรื่องนี้ต้องผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐสภาก็ต้องเสนอรัฐสภา   

ทันทีที่นายกฯมีมติ ไม่มีครม.คนใดทักท้วง แต่พร้อมที่จะให้นำเรื่องเสนอที่ประชุมรัฐสภาตามกรอบรัฐธรรมนูญมาตรา 190  

อย่างไรก็ตาม นายอัชฌาพร จารุจินดา เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฏีกาแย้งขึ้นมาว่า คณะกรรมการกฤษฏีกาได้ตรวจวินิจฉัยแล้วเห็นว่า เรื่องดังกล่าวไม่เข้าข่ายรัฐธรรมนูญมาตรา 190 วรรคสอง เพราะการจะเข้าข่าย 190 วรรคสอง  เข้าตามเงื่อนไข 4 ข้อ 1. มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขต   2.ต้องเป็นไปตามหนังสือสนธิสัญญา 3. กระทบความมั่นคงแห่งรัฐ   และ 4 . มีผลพูกผันการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ  แต่กรณีนาซา พิจารณาแล้วไม่เข้าข่าย 4 ข้อจึงไม่สามารถเสนอที่ประชุมรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 วรรคสอง

แม้กฤษฏีกามีความไม่เห็นไม่เข้าข่ายมาตรา 190 วรรคสอง แต่มีรัฐมนตรีบางรายเสนอว่าให้เดินหน้าเสนอรัฐสภาตามมาตรา 190 ต่อไป ทำให้ มีรัฐมนตรีแย้งว่าหากดำเนินการเช่นนันจะเข้าทางฝ่ายค้านขุดคุ้ยวาระต่างๆที่รัฐบาลไม่นำเข้าที่ประชุมรัฐสภา เอามาเล่นงานได้ จะเกิดปัญหาความวุ่นวายตามมา  

นายอัชฌาพร กล่าวขึ้นมาว่า เมื่อมีผู้ความเห็นคัดค้านการกระทำของรัฐบาล ว่าไม่ปกป้องผลประโยชน์ประเทศชาติ ถือว่าเป็นข้อเนิกล่าวหาทรี่ร้ายแรงต่อครม.  เพื่อให้มีโอกาสได้ชี้แจง จึคงเห็นว่าครม.ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 179  กรณีการบริหารราชการแผ่นดินมีปัญหา นายกฯสามารถเสนอประธานรัฐสภาเปิดให้มีการอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติได้

ทั้งนี้ ครม.ได้วิเคราะห์กันว่า ถ้าเดินหน้าโดยไม่ส่งให้สภาพิจารณา จะเข้าทางฝ่ายค้านที่เตรียมยื่นเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ดำเนินคดีฐานประพฤติมิชอบ เหมือนกรณีปราสาทพระวิหาร

รัฐมนตรีรายหนึ่ง ที่เคยมีประสบการณ์จากการยุบพรรค กล่าวขึ้นมาว่า อย่างกรณีรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช  แม้ช่วงนั้นายนพดล ปัทมะ อดีตรมว.ต่างประเทศ จะอ้างว่า มีความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องครบถ้วน แต่ปปช.ก็วินิจฉัยมีความผิด  เชื่อว่า เรื่องนี้จะไม่ไปศาลรัฐธรรมนูญเพราะศาลรัฐธรรมนูญมีหลายคดีที่พรรคฝ่ายค้านยื่นเล่นงานรัฐบาลอยู่ จึงมั่นใจจะมีการเสนอคดีไปปปช.แทน  และถ้ามีมติว่าผิด ก็จะเอาความผิดแค่นายกฯและรมว.ต่างประเทศ รัฐบาลก็อยู่ไม่ได้แล้ว  ดังนั้น เราต้องแสดงเจตนาส่งเรื่องให้รัฐสภาพิจารณา            

ขณะที่  ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง  รองนายกฯ กล่าวว่า  เมื่อเปิดสภาอภิปรายเรื่องนี้  ขออาสาเป็นแม่ทัพในการตอบขอซักถามฝ่ายค้าน  ขณะที่นายสุรพงษ์ กล่าวขึ้นมาว่า ตนเองก็พร้อมชี้แจงทุกประเด็นที่ทุกฝ่ายคาใจ พร้อมกันนี้นายกฯได้มอบหมายให้นายสุรพงษ์ ได้นำมติครม.ไปแจ้งให้เอกอัครราชทูตสหรัฐประจาชประเทศไทย ทราบท่าทีของไทยอีกรอบ 

ด้านนายอนุสรณ์  เอี่ยมสะอาด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายปลอดประสพ กล่าวเพิ่มเติมในที่ประชุมครม.ด้วยว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านจะแสดงความรับผิดชอบเรื่องนี้อย่างไร ในเมื่อบอกว่าไม่สบายใจกับสิ่งที่รัฐบาลทำ กล่าวอ้างรัฐบาลไม่ปกป้องผลประโยชน์ชาติ แต่เมื่อรัฐบาลตัดสินใจให้นำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาแล้ว

"วันนี้  นายอภิสิทธิ์ ควรออกมาขอโทษประชาชนและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค   วันนึ้คุณอภิสิทธิ์เสียแนวร่วมนักวิจัยประเทศแล้ว  ทำให้ประเทศชาติเสียโอกาส ถูกประเทศเพื่อนบ้านเข้าใจผิดว่าเป็นคนใจแคบและกำลังผลักให้ประเทศไปสู่ความขัดแย้งกับประเทศมมหาอำนาจ ถามว่าคุณอภิสิทธิ์จะรับผิดชอบอย่างไร"นายอนุสรณ์ กล่าว

นายอนุสรณ์ กล่าวด้วยว่า  ร.ต.อ.เฉลิม ได้ฝากมาว่าขอให้นำเรื่องดังกล่าวชี้แจงประชาชนทุกวัน เพื่อให้เห็นว่าใครที่ทำให้ประเทศไทยสูญเสียโอกาส  แนวทางการเมือง ประชาธิปัตย์ตายไปแล้ว ถ้าจะเขียนว่า ประชาธิปัตย์ ดาวน์ไซค์ซิ่งโดนสับขาหลอก ถือว่าเป็นเวรกรรมของประเทศที่มีพรรคการเมืองอย่างนี้ 

******************************

เปิดเอกสารสมช.แนะควรกำหนดพื้นที่บินเข้ม

 การประชุมครม.ที่กระทรวงการต่างประเทศ(กต.)ขอให้นำเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณาให้ความเห็นชอบอนุญาตให้องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกาเข้ามาดำเนินการโครงการศึกษาการก่อตัวของเมฆที่มีผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southest Asia Composition,Cloud,Climate Coupling Regional Study - SEACRS) ในประเทศไทย พื้นที่บริเวณสนามบินอู่ตะเภาเป็นฐานการวิจัย แต่ปรากฏว่าที่ประชุมครม.เห็นชอบให้นำเรื่องนี้เข้าไปหารือในสภาตามมาตรา179

แต่ทั้งนี้ จากการตรวจสอบความเห็นจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้องที่แนบเข้ามาในวาระดังกล่าว อาทิ กระทรวงการต่างประเทศ(กต.) กระทรวงกลาโหม (กห.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ทก.) กระทรวงวิทยาศาสตร์(วท.) รวมถึงสำนักข่าวกรองแห่งชาติ(สขช.) ล้วนให้การสนับสนุนโครงการดังกล่าวของนาซ่า

ขณะมีสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) ก็ให้การสนับสนุนเช่นกันแต่มีข้อเสนอแนะที่ระบุว่า การที่การวิจัยขององค์การนาซ่า ซึ่งระบุไว้ในโครงการที่เสนอว่าจะมีการใช้อากาศยานเพื่อบินสำรวจพื้นที่ครอบคลุมประเทศไทย สิงคโปร์ และน่านน้ำสากล ถึงแม้ว่าองค์การนาซ่า จะรับรองว่าเป็นการบินเพื่อปฏิบัติงานทางด้านวิทยาศาสตร์เท่านั้น อย่างไรก็ตามโครงการขององค์การนาซ่า อาจถูกมองจากบางประเทศในภูมิภาคว่าเป็นการพยายามเข้ามาสร้างอิทธิพลของสหรัฐ

ดังนั้นเพื่อเป็นการสร้างความโปร่งใสของโครงการดังกล่าวนี้ จึงควรมีการกำหนดตารางการบินและพื้นที่การบินที่ชัดเจน รวมทั้งช่องทางการติดต่อสื่อสารเพื่อให้ฝ่ายไทยสามารถติดตามปฏิบัติการบินของอากาศยาน และเป็นหลักประกันว่าจะไม่มีปฏิบัติการของอากาศยานนอกเขตพื้นที่การบินที่กำหนดไว้

นอกจากนี้สมช.ยังเสนอความเห็นด้วยว่า เพื่อมิให้ความร่วมมือกับฝ่ายสหรัฐ มีผลผูกพันทางกฎหมาย จึงเห็นว่าหากพิจารณาจัดทำเป็นข้อตกลงในลักษณะ Exchange of Note จะเหมาะสมกว่าการจัดทำข้อตกลงในลักษณะ MOU

ด้านความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) พิจารณาแล้วเห็นว่าหนังสือของสถานเอกอัครราชทูตอเมริกาเป็นการแจ้งความเข้าใจของรัฐบาลแห่งสหรัฐอเมริกาเกี่ยวกับวัตถุประสงค์และกิจกรรม กรอบเวลา และรายละเอียดอื่นๆที่เกี่ยวข้องในการดำเนินโครงการศึกษาและร่างหนังสือของกต. เป็นการยืนยันความเข้าใจดังกล่าว

โดยทั้งสองฝ่ายตกลงให้หนังสือสองฉบับนี้ประกอบกันเป็นความตกลงระหว่างรัฐบาลของทั้งสองประเทศซึ่งจะมีผลให้ประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศไทยมีพันธกรณีที่จะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามความตกลงที่กำหนดไว้ ร่างหนังสือของกต. จึงเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา190 ของรัฐธรรมนูญ

แต่โดยที่มีสาระสำคัญเป็นความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาสภาพภูมิอากาศซึ่งจะดำเนินการภายใต้กฎหมายไทยและใช้งบประมาณของรัฐบาลแห่งสหรัฐอเมริกา โดยไม่ขอรับงบประมาณเพิ่มเติมจากรัฐบาลไทย จึงไม่เข้าลักษณะเป็นหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาตามมาตรา 190 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ

ข่าวล่าสุด

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้