
ยืดหยุ่นนโยบายคลังทางรอดวิกฤตยูโรโซน
สัญญาณถดถอยของกิจกรรมในภาคการผลิตของทั้งยูโรโซนและจีนเป็นสถานการณ์ที่ตอกย้ำว่า วิกฤตหนี้ยูโรโซนกำลังเพิ่มความเสี่ยงในช่วงขาลงให้กับเศรษฐกิจในหลายๆ ภูมิภาค ไม่ใช่จำกัดวงอยู่เพียงแค่ภูมิภาคยูโรโซนเท่านั้น
สัญญาณถดถอยของกิจกรรมในภาคการผลิตของทั้งยูโรโซนและจีนเป็นสถานการณ์ที่ตอกย้ำว่า วิกฤตหนี้ยูโรโซนกำลังเพิ่มความเสี่ยงในช่วงขาลงให้กับเศรษฐกิจในหลายๆ ภูมิภาค ไม่ใช่จำกัดวงอยู่เพียงแค่ภูมิภาคยูโรโซนเท่านั้น
ความสามารถในการรับมือด้วยนโยบายเศรษฐกิจของแต่ละประเทศอาจมีความแตกต่างกัน โดยในส่วนของทางการจีนนั้น น่าจะค่อนข้างมีความยืดหยุ่นในการเลือกใช้เครื่องมือทั้งทางด้านการเงินและการคลัง ซึ่งแตกต่างไปจากประเทศในยูโรโซนที่ไม่สามารถใช้เครื่องมือกระตุ้นทางการคลังได้ในเวลานี้ ขณะที่นโยบายการเงินก็อาจผ่อนคลายได้อีกไม่มากเช่นกัน
ยิ่งไปกว่านั้นยังมีความเป็นไปได้ที่วิกฤตหนี้ยูโรโซนอาจเพิ่มระดับความเสี่ยงมากขึ้น หากทางการยุโรปไม่สามารถสกัดการลุกลามที่กำลังมีเป้าหมายไปที่ความเปราะบางของสเปนและอิตาลีได้
ดังนั้น จึงยังคงต้องติดตามพัฒนาการของปัญหาในยุโรปต่อไปอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเหตุการณ์ในช่วง 12 สัปดาห์ข้างหน้านี้ อาทิ ความคืบหน้าของการเจรจาระหว่างรัฐบาลใหม่ของกรีซกับกลุ่มเจ้าหนี้ EUIMFECB เพื่อหาเงื่อนไขการรักษาวินัยทางการคลังที่ผ่อนปรนและมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ตลอดจนการวางแนวทางการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อลดความเสี่ยงของวิกฤตหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน รวมถึงการออกแบบกลไกทางการคลังที่เป็นที่ยอมรับได้ของประเทศสมาชิก โดยประเทศผู้นำยูโรโซน 4 ประเทศ (เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี และสเปน) จะเริ่มทำการหารือกันในวันศุกร์ที่ 22 มิ.ย. และน่าจะมีผลเชื่อมโยงกับการประชุม EU Summit ในช่วง 2829 มิ.ย.นี้ (โทรศัพท์ติดต่อ 02-273-1882)
กระทรวงการคลังรายงานยอดหนี้สาธารณะคงค้าง ณ สิ้นเดือน เม.ย. อยู่ที่ 4.615 ล้านล้านบาท คิดเป็น 42.4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เพิ่มขึ้นจากเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ที่มียอดหนี้สาธารณะคงค้างอยู่ที่ 4.473 ล้านล้านบาท หรือ 41.42% ของจีดีพี โดยการเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า มาจากหนี้ที่รัฐบาลกู้โดยตรงโดยเฉพาะจากในประเทศเป็นหลัก ตามการกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเห็นว่า การเพิ่มขึ้นของยอดหนี้สาธารณะข้างต้น เป็นไปเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณตามความก้าวหน้าของการเบิกจ่ายภาครัฐ อีกทั้งน่าจะมาจากการทยอยกู้เงินเพื่อดำเนินการภายใต้กฎหมายพิเศษ คือ พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อบริหารจัดการน้ำ และ พ.ร.ก.กองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติด้วย ทั้งนี้การเดินหน้าตามแผนใช้จ่ายของรัฐบาลผ่านทั้งเงินงบประมาณและกฎหมายพิเศษดังกล่าว จะยังคงทำให้หนี้สาธารณะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจนสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีมีระดับเข้าใกล้ 50% ณ สิ้นปีงบประมาณ 2555 ในเดือน ก.ย.นี้
อย่างไรก็ดี ด้วยสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีที่แม้เพิ่มขึ้น แต่ก็คงจะยังถือได้ว่าเป็นระดับไม่สูงและยังอยู่ในกรอบความยั่งยืนทางการคลังที่ระดับไม่เกินร้อยละ 60 คงจะทำให้การใช้จ่ายของรัฐบาล (ร่วมกับนโยบายการเงิน) ยังพอมีช่องว่างให้สามารถดำเนินการเพื่อสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจได้ ท่ามกลางสถานการณ์แวดล้อมที่เศรษฐกิจหลักในโลกขยายตัวอ่อนแรงลงจากผลกระทบของวิกฤตหนี้ยุโรปเป็นหลัก







