
เส้นทางสันติภาพที่ไม่โดดเดี่ยวของ"ซูจี"
เปิดสุนทรพจน์ฉบับเต็มที่อองซานซูจีขึ้นกล่าว ณ กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์
โดย...พุสดี
รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา นอกจากสำนักข่าวทั่วโลกจะเทความสนใจไปที่วิกฤตหนี้ยูโรโซนแล้ว หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่กระโจนเข้ามาแย่งพื้นที่ข่าวของสำนักข่าวทั่วโลกได้อย่างสง่างาม คงหนีไม่พ้นการเดินทางไปยุโรปเป็นครั้งแรกในรอบ 24 ปีของอองซานซูจี ผู้นำการเรียกร้องประชาธิปไตยคนสำคัญของพม่า หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นการเดินทางไปต่างประเทศเป็นครั้งที่ 2 ภายหลังจากที่เดินทางมาร่วมการประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม ว่าด้วยภูมิภาคเอเชียตะวันออกที่ประเทศไทย เมื่อช่วงต้นเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา
การเดินทางเยือนยุโรปในครั้งนี้ มีความสำคัญกับอองซานซูจีมาก เพราะหนึ่งในกำหนดการ คือ การเข้ารับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ซึ่งเธอได้รับการเสนอชื่อตั้งแต่เมื่อ 21 ปีที่แล้ว แต่ไม่มีโอกาสเดินทางมารับ เนื่องจากถูกกักตัวอยู่ในบริเวณบ้านที่นครย่างกุ้งเป็นเวลานานถึง 15 ปี ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปของพม่าเมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2553 หนึ่งสัปดาห์
นี่คือส่วนหนึ่งของสุนทรพจน์ฉบับเต็ม ที่อองซานซูจีขึ้นกล่าว ณ กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์
ฝันที่กลายเป็นมากกว่าฝัน
อองซานซูจี เริ่มต้นสุนทรพจน์ด้วยการย้อนวันวาน ถึงสมัยที่เธอยังอยู่ที่ออกซฟอร์ด ขณะกำลังฟังรายการวิทยุของบีบีซี ชื่อว่า “Desert Island Discs” ซึ่งเป็นรายการที่เชิญคนดังมาแลกเปลี่ยนความคิดว่า หากต้องติดเกาะร้าง จะเลือกนำแผ่นเสียง หนังสือ หรือของฟุ่มเฟือยอะไรติดตัวไปด้วย กับลูกชายคนเล็ก อเล็กซานเดอร์ อาริส
ซูจี เล่าว่า ในตอนจบของรายการ อเล็กซานเดอร์ ได้ถามเธอว่า “แม่จะได้ไปออกรายการนี้หรือเปล่า” ซึ่งเธอก็ตอบไปว่า “ทำไมจะไม่ได้ไปล่ะ” ก่อนจะค่อยๆ เรียบเรียงความคิดและอธิบายถึงเหตุผล ที่เธอจะได้ไปออกรายการที่แขกรับเชิญมีแต่คนดัง “บางทีแม่อาจจะได้รับรางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรม” หลังจากสิ้นเสียงคำตอบ ทั้งเธอและลูกชายต่างหัวเราะกับความคิดนี้ เพราะแม้จะดูดีแต่ก็เป็นไปได้ยาก
“ฉันจำไม่ได้แล้วว่า ทำไมตอนนั้นถึงตอบออกไปอย่างนั้น บางทีอาจเป็นเพราะฉันเพิ่งอ่านหนังสือของเจ้าของรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ หรือบางทีอาจเป็นเพราะแขกคนดังของรายการในวันนั้นเป็นนักเขียนชื่อดัง”
ซูจี กล่าวในสุนทรพจน์ต่ออีกว่า ในปี 2532 เมื่อ ไมเคิล อาริส สามีของเธอเดินทางมาเยี่ยมระหว่างที่เธอถูกกักบริเวณ ไมเคิลได้บอกกับเธอว่า เพื่อนของเขา คือ จอห์น ฟินนิส ได้เสนอชื่อของเธอเพื่อรับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ซึ่งในเวลานั้นซูจีก็หัวเราะออกมาอีกครั้ง ท่ามกลางความประหลาดใจของสามีที่ไม่เข้าใจกับการแสดงออกเช่นนั้นกระทั่งต่อมาจึงเข้าใจ
“รางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ช่างเป็นอะไรที่น่ายินดี แต่เป็นไปไม่ได้ และฉันจะรู้สึกอย่างไรเมื่อได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ? คำถามนี้เกิดขึ้นกับฉันหลายครั้ง และนี่ก็เป็นโอกาสที่เหมาะสมที่จะตอบว่ารางวัลโนเบลมีความหมายสำหรับฉันอย่างไร และสันติภาพมีความหมายสำหรับฉันอย่างไร
ดังเช่นที่ฉันเคยให้สัมภาษณ์ในหลายๆ ครั้งว่า เมื่อฉันได้ยินข่าวว่าได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ จากวิทยุในเย็นวันหนึ่ง มันไม่ได้มาพร้อมกับความรู้สึกประหลาดใจ เพราะจากการติดตามข่าวในช่วง 1 สัปดาห์ก่อนหน้านั้น ก็พอจะรู้ว่าฉันเป็นตัวเก็งในการชิงรางวัลครั้งนี้ ดังนั้นขณะที่ฉันกำลังร่างสุนทรพจน์ชิ้นนี้ ฉันจึงพยายามอย่างมากที่จะย้อนไปถึงปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นหลังจากมีการประกาศรางวัล ฉันคิดว่า ตอนนั้นฉันรู้สึกไม่แน่ใจ เพราะมันเหมือนกับว่า โอ้...ในที่สุดพวกเขาก็ตัดสินใจมอบ (รางวัล) ให้ฉัน มันดูเหมือนไม่ใช่เรื่องจริง เพราะความรู้สึก|ของฉันในตอนนั้น ทำให้เธอรู้สึกว่าเหมือนไม่ได้อยู่ในโลกที่แท้จริง” ซูจีกล่าวถึงความรู้สึกเมื่อมีการประกาศมอบรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ในปี 2534
โนเบลสันติภาพ คือกุญแจไขหัวใจ
บนเวทีรับรางวัลโนเบล ซูจี ยังเล่าถึงความรู้สึกในห้วงเวลาที่ถูกกักบริเวณว่า หลายครั้งในช่วงที่ถูกกักบริเวณอยู่แต่ในบ้านพัก ทำให้คิดว่าคงไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโลกที่แท้จริงอีกแล้ว การได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ทำให้เธอมีตัวตนขึ้นมาอีกครั้ง “รางวัลนี้ดึงฉันกลับมาสู่สังคมมนุษย์ที่กว้างใหญ่ขึ้น และที่สำคัญกว่านั้น รางวัลโนเบลได้ดึงความสนใจของคนทั้งโลกมาสู่การต่อสู้ดิ้นรนเพื่อประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชนในพม่า ว่าพวกเราจะไม่ถูกลืม
ตอนที่ฉันพบกับแรงงานข้ามชาติชาวพม่าและผู้ลี้ภัย ในระหว่างที่ไปเยือนประเทศไทยเมื่อไม่นานมานี้ พวกเขาร้องไห้และบอกว่า ‘อย่าลืมพวกเรา!’ พวกเขาหมายความว่า ‘อย่าลืมความลำบากของพวกเรา อย่าลืมทำในสิ่งที่คุณจะสามารถช่วยเหลือพวกเรา อย่าลืมว่าพวกเราก็อยู่ในโลกใบเดียวกับคุณ’
ดังนั้น เมื่อคณะกรรมการโนเบล ประกาศมอบรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพให้กับฉัน พวกเขาได้ทำให้รู้ว่า พม่าซึ่งถูกกดขี่และถูกโดดเดี่ยวก็เป็นส่วนหนึ่งของโลก พวกเขาทำให้รู้ถึงความเป็นหนึ่งเดียวของมนุษยชาติ สำหรับการรับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ โดยส่วนตัวฉันยังหมายถึง ความกังวลของฉันในเรื่องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนนั้น ได้ก้าวข้ามพรมแดนของชาติ รางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ได้เปิดประตูในหัวใจของฉัน”
อย่าลืม...นักโทษมโนสำนึก
ในตอนหนึ่งของสุนทรพจน์ อองซานซูจียังขอใช้เวทีนี้กล่าวถึงนักโทษทางมโนสำนึก หรือนักโทษทางความคิด ที่ยังถูกจองจำ “ขอให้ดิฉันได้พูดเพื่อนักโทษทางมโนธรรมสำนึก พวกเขายัง
คงเป็นนักโทษอยู่ในพม่า เป็นสิ่งที่น่าหวั่นเกรงว่า เพราะผู้ถูกคุมขังที่คนรู้จักได้รับการปล่อยตัวแล้ว คนที่เหลือ ซึ่งไม่มีใครรู้จักกำลังจะถูกลืม
ดิฉันได้ยืนอยู่ที่นี่ เพราะฉันเคยเป็นหนึ่งในนักโทษทางมโนสำนึก และเมื่อคุณมองดิฉันและฟังฉัน กรุณาจดจำถึงความจริงที่กล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่บ่อยครั้ง ว่ามีนักโทษทางมโนสำนึกหนึ่งคน ก็เป็นหนึ่งคนที่มากเกินพอแล้ว พวกเขาเหล่านี้ยังไม่ได้รับอิสรภาพ พวกเขาเหล่านี้ยังไม่สามารถเข้าถึงความยุติธรรมในประเทศของฉันแม้แต่คนเดียว กรุณาจดจำพวกเขาและทำทุกอย่างที่เป็นไปได้ เพื่อให้เกิดผลอย่างรีบด่วนที่สุด นั่นคือการปล่อยตัวโดยไม่มีเงื่อนไข”
ทางออกของพม่า : การร่วมมืออย่างชาญฉลาด
สำหรับอนาคตของพม่า ที่ขณะนี้เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่มีการจัดการเลือกตั้งทั่วไปเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2553 โดยซูจี ได้ให้คำมั่นว่า พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยของเธอและตัวเธอเอง พร้อมแล้วที่จะดำเนินบทบาทในกระบวนการปรองดองแห่งชาติ พร้อมกล่าวว่า มาตรการปฏิรูปของประธานาธิบดีเต็งเส่งแห่งพม่า จะสามารถดำรงอยู่ได้ก็ด้วยความร่วมมืออย่าง|ชาญฉลาดจากกำลังทุกภาคส่วนในประเทศ ประกอบด้วยกองทัพ กลุ่มชาติพันธุ์ พรรคการเมือง สื่อมวลชน องค์กรประชาสังคม ชุมชนธุรกิจ และที่สำคัญที่สุดสาธารณชนทั้งหลาย
“พวกเราสามารถกล่าวได้ว่า การปฏิรูปจะประสบผลก็ต่อเมื่อชีวิตของประชาชนชาวพม่าได้รับการปรับปรุง และในส่วนนี้ประชาคมนานาชาติ ถือว่ามีความจำเป็นอย่างมากในการร่วมส่งเสริมให้เกิดขึ้น
นอกจากนี้ การพัฒนาความช่วยเหลือด้าน|มนุษยธรรม ข้อตกลงทวิภาคี และการลงทุน ควรได้รับการร่วมมือและได้รับการชี้วัด เพื่อให้มั่นใจว่าสิ่งเหล่านี้จะส่งเสริมความเติบโตทางสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ ว่าจะเป็นไปอย่างสมดุล และยั่งยืน”
จ้องหาสันติภาพที่แท้จริง ดั่งเช่นนักเดินทาง
ประเด็นเรื่องสันติภาพเป็นสิ่งที่จะข้ามไปไม่ได้ ซูจี กล่าวว่า “ภาวะสันติภาพ” ที่สมบูรณ์แบบ ยังเป็นเป้าหมายที่ยังไม่บรรลุผล “แต่เป็นสิ่งที่เราต้องเดินหน้าต่อไปยังเส้นทางนี้ โดยสายตาของเราต้องจับจ้องอยู่ที่มัน (สันติภาพอย่างสมบูรณ์โดยแท้จริง) ราวกับเราเป็นนักท่องทะเลทรายที่ดวงตาจับจ้องไปยังดาวนำทาง เพื่อนำไปสู่การรอดชีวิต ซึ่งแม้เราจะไม่บรรลุถึงสันติภาพสมบูรณ์บนโลกใบนี้ เพราะสันติภาพที่สมบูรณ์ไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้ แต่ความมุมานะโดยพื้นฐานจะทำให้เราได้มาซึ่งสันติภาพที่รวมเอาปัจเจกบุคคลและชาติต่างๆ เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันด้วยความเชื่อมั่นและมีมิตรภาพต่อกัน ช่วยกันทำให้ชุมชนชาวโลกปลอดภัยขึ้นและมีเมตตามากขึ้น”
สถานีต่อไปของโลกใบนี้
ในตอนท้ายของการกล่าวสุนทรพจน์ ซูจีกล่าวถึงจุดมุ่งหมายในอนาคตว่า ท้ายสุดแล้วเป้าหมายของพวกเราควรเป็นการสร้างโลกที่ปราศจากผู้อพยพ คนไร้บ้าน และความสิ้นหวัง “เป็นโลกที่แต่ละมุมหรือทุกซอกทุกมุม เป็นสถานที่ที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง ผู้อยู่อาศัยในโลกนี้ ทุกคนจะมีเสรีภาพและความสามารถที่จะอยู่อย่างมีสันติภาพ ทุกๆ ความคิด ทุกๆ ถ้อยคำ ทุกๆ การกระทำ ที่มุ่งไปในทางบวกและในทางกุศล จะเป็นการอุทิศแก่สันติภาพ พวกเราทุกๆ คนจะอุทิศตัวเพื่อสันติภาพอย่างเต็มเปี่ยม และร่วมกันสร้างโลกที่เต็มไปด้วยสันติสุข ที่ซึ่งพวกเราจะสามารถนอนหลับได้อย่างปลอดภัย และตื่นอย่างมีความสุข
เมื่อดิฉันได้เข้าร่วมขบวนการประชาธิปไตยในพม่า สิ่งเหล่านั้นไม่เคยเข้ามาอยู่ในใจดิฉันเลย ว่าฉันอาจจะได้รับรางวัลหรือเกียรติยศใดๆ รางวัลสำหรับสิ่งที่เราได้ทำมา คือสังคมที่มีความเสรี มั่นคง และเป็นสังคมที่ประชาชนของพวกเราสามารถบรรลุถึงศักยภาพของเขาอย่างเต็มที่
เกียรติยศวางอยู่บนความพยายามของพวกเรา ประวัติศาสตร์ได้ให้โอกาสแก่พวกเราในการมอบสิ่งที่ดีที่สุดที่พวกเราเชื่อ เมื่อคณะกรรมการรางวัลโนเบลเลือกที่จะยกย่องดิฉัน เส้นทางที่ดิฉันเลือกด้วยเสรีภาพจะไม่ใช่เส้นทางที่โดดเดี่ยวอีกต่อไป”







