
สร้างเขื่อน...แก้น้ำท่วมยั่งยืนไม่ได้
40 กว่าปีที่ผ่านมาบ่งชี้ให้เห็นว่าการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ เช่น ลุ่มแม่น้ำปิงมีเขื่อนภูมิพล ลุ่มแม่น้ำวังมีเขื่อนกิ่วลม
โดย...ทีมข่าวภูมิภาค
40 กว่าปีที่ผ่านมาบ่งชี้ให้เห็นว่าการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ เช่น ลุ่มแม่น้ำปิงมีเขื่อนภูมิพล ลุ่มแม่น้ำวังมีเขื่อนกิ่วลม ลุ่มน้ำน่านมีเขื่อนสิริกิติ์ กลับไม่สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งซ้ำซากได้ แต่ยิ่งกลับประสบปัญหาภัยธรรมชาติทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกปี
ข้ออ้างที่ว่าถ้าสร้างเขื่อนลุ่มน้ำยมแล้วจะแก้ปัญหาดังกล่าวได้นั้นจึงเป็นเรื่องไม่จริง หาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิการจัดการน้ำแบบบูรณาการแห่งประเทศไทย กล่าวระหว่างสัมมนาองค์กรภาคประชาชน 6 แห่ง ประกอบด้วย ไทยวอเตอร์ พาร์ทเนอร์ชิพ ออกซ์แฟม ชมรมพัฒนาคุณภาพชีวิต เครือข่ายลุ่มน้ำภาคเหนือ โครงการแม่น้ำเพื่อชีวิต และเครือข่ายองค์กรชุมชนลูกพ่อขุนราม ระบุว่า การจัดการน้ำลุ่มน้ำยมอย่างยั่งยืน ที่ห้องประชุมเทศบาล ต.ทุ่งเสลี่ยม อ.ทุ่งเสลี่ยม จ.สุโขทัย ให้ความเห็นว่ารัฐบาลไม่จำเป็นต้องสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น
ทางแก้ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งแบบยั่งยืนได้ดีที่สุด คือ 1.ให้มีการฟื้นฟูป่าต้นน้ำ เน้นเป็นวาระแห่งชาติ 2.ผลักดันแนวคิดการจัดการน้ำชุมชนให้เป็นแผนแม่บทในการจัดการน้ำแห่งชาติ 3.แผนการกักเก็บน้ำตามลำน้ำสาขา กรณีลุ่มน้ำยมที่มีลำน้ำสาขาถึง 77 สาขา สามารถผลักดันให้เกิดอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 50 ล้านลูกบาศก์เมตร ใช้งบอ่างเก็บน้ำละไม่เกิน 200300 ล้านบาท
4.แผนการกักเก็บน้ำ หนึ่งตำบลหนึ่งแหล่งกักเก็บน้ำ ซึ่งในลุ่มน้ำยมมีอยู่ 98 ตำบล ใช้งบไม่เกินแหล่งละ 510 ล้านบาท 5.การขุดลอกตะกอนแม่น้ำ 6.การฟื้นฟูที่ราบลุ่มแม่น้ำยม เช่น ขุดลอกคูคลองที่เชื่อมระหว่างแม่น้ำกับหนองบึง การยกถนนให้สูงขึ้น หรือเจาะถนนไม่ให้กีดขวางทางน้ำ 7.การจัดการทางด้านความต้องการ 8.การพัฒนาระบบประปา และ 9.สนับสนุนการสร้างฝายต้นน้ำ ฝายทดน้ำ ฝายกักเก็บน้ำ บ่อหรือสระน้ำในไร่นา
สุนทรี แรงกุศล ผู้อำนวยการองค์การออกซ์แฟม (OXFAM) บอกว่า รัฐบาลได้อนุมัติงบมหาศาลกว่า 3.5 แสนล้านบาท เพื่อวางแผนการจัดการน้ำทั้งในระยะสั้นและระยะยาว รวมทั้งแผนป้องกันน้ำท่วมเร่งด่วน แต่แผนดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าไร้ประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกัน ที่ร้ายที่สุด คือ บางแผนงานมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบทางลบต่อกลุ่มประชาชนบางกลุ่ม ซึ่งได้รับความสำคัญน้อยลงทุกที นั่นคือกลุ่มเกษตรกรรายย่อยในภาคเหนือตอนบน และเกษตรกรรายย่อยที่อาศัยอยู่ในภาคกลาง เพราะการแก้ปัญหาที่ผ่านมาไม่ได้ตอบสนองความต้องการแท้จริง และไม่สอดคล้องกับปัญหาที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่







