
ยันศาลรัฐธรรมนูญไม่มีสองมาตรฐาน
ปชป.ลั่นศาลรธน.ไม่มีสองมาตรฐานหลังรับเรื่องเรืองไกรยื่นยุบพรรคตามม.68 แนะปชช.ดูคดีแม้วหลังอสส.ฟันทุจริตปล่อยสินเชื่อบทสรุปจบอย่างไร
ปชป.ลั่นศาลรธน.ไม่มีสองมาตรฐานหลังรับเรื่องเรืองไกรยื่นยุบพรรคตามม.68 แนะปชช.ดูคดี ทักษิณ หลังอสส.ฟันทุจริตปล่อยสินเชื่อบทสรุปจบอย่างไร
นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า การที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสว.สรรหา ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ที่อาจขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 68 นั้น ซึ่งสาระและแนวทางการต่อสู้ของพรรคประชาธิปัตย์นั้น มั่นใจว่าไม่มีปัญหาใดๆ แต่อยากจะหยิบยกการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญของนายเรืองไกรในครั้งนี้ เป็นการยื่นโดยตัวบุคคล ไม่ได้มีการผ่านอัยการสูดสุด (อสส.)
ดังนั้น เทียบได้กับการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ชะลอการลงมติวาระ 3 เพราะฉะนั้นคำว่า 2 มาตรฐาน หรืออำมาตย์และไพร่ ไม่ได้มีอยู่จริง เพราะมีการแสดงให้เห็นแล้วว่า ศาลไม่ได้มีการเลือกสีหรือเลือกข้าง อย่างที่รัฐบาลและผู้ที่เกี่ยวข้องพยายามจะบิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อสร้างความสับสนให้กับประชาชน และอยากเรียกร้องให้อย่างนำเอาสถาบันเบื้องสูง หรือองค์กรอิสระ มาเป็นเงื่อนไขอีก
อย่างไรก็ตาม การที่อสส.มีความเห็นสั่งฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายวิโรจน์ นวลแข อดีตกรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และพวกรวม 27 คน ฐานร่วมกันกระทำความผิดทุจริจในการปล่อยอนุมัติสินเชื่อของธนาคารกรุงไทยนั้น ทีมกฎหมายพรรค พยายามทวงถามเรื่องนี้มานานจากอัยการ ซึ่งก็ต้องติดตามดูต่อไปว่าสำนวนในการส่งฟ้องศาลรัฐธรรมนูญจะมีหนักแน่นแค่ไหน
“อยากให้ประชาชนดูคดีนี้เป็นตัวอย่าง เพราะถือว่าประเทศไทยได้เสียหายจากเงินจำนวนดังกล่าว และถ้าหากพ.ร.บ.ปรองดอง ที่มีความพยายามเสนอเข้าสู่ที่ประชุมสภาฯ ผ่านเป็นกฎหมายแล้ว เงินจำนวนดังกล่าวจะต้องถูกยกให้กับบุคคลเหล่านี้ โดยที่ประเทศไม่ได้อะไรเลย และอยากเรียกร้องให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ (ชินวัตร นายกรัฐมนตรี) ทำตามที่ได้ประกาศเอาไว้ก่อนหน้านี้ ว่า จะทำตามข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.)
ขณะที่นายราเมศ รัตนะเชวง คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตนอยากฝากไปถึงนายเรืองไกร ที่ทุกคนรู้ดีว่า คือเนื้อเดียวกับกับพรรคเพื่อไทย ให้ไปศึกษาข้อกฎหมายให้ดีกว่านี้ เพราะจะได้ไม่ทำให้ผู้อื่นเสียเวลา สำหรับคดีที่นายเรืองไกรยื่นยุบพรรคประชาธิปัตย์ หากศาลตัดสินยกคำร้อง นายเรืองไกรจะต้องรับผิดชอบทางกฎหมายอาญาในข้อหาแจ้งความเท็จ
ทั้งนี้ ตนอยากจะแนะนำนายเรืองไกรให้ไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย เพราะเวลาในการฟ้องร้องผู้อื่นจะได้มีความชัดเจน โดยเดินทางไปพร้อมกับนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทยได้เลย







