
หนี้พอกพูน-เศรษฐกิจถดถอยยาว จับตา 'อิตาลี'ระเบิดลูกที่5
การก้มหน้ายอมรับความจริงในท้ายที่สุดของรัฐบาลสเปน และยอมกลับลำหันมาขอกู้เงินที่คาดว่าจะสูงถึง 1 แสนล้านยูโร
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
การก้มหน้ายอมรับความจริงในท้ายที่สุดของรัฐบาลสเปน และยอมกลับลำหันมาขอกู้เงินที่คาดว่าจะสูงถึง 1 แสนล้านยูโร (ราว 4 ล้านล้านบาท) ไม่ใช่เรื่องที่น่าประหลาดใจแต่อย่างใด หากพิจารณาจากปัญหาพื้นฐานต่างๆ อาทิ หนี้เน่ามหาศาลในภาคธนาคาร ต้นทุนการกู้ยืมที่พุ่งสูง และการที่รัฐบาลมีหนี้สาธารณะสูงจนไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือภาคธนาคารได้ ซึ่งทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องล้วนเห็นตรงกันว่า ยังไงก็ไปไม่รอด
ทว่า หากใช้สมมติฐานเดียวกันนี้มองอนาคตของยุโรป ความน่ากังวลจะไม่ได้จบลงแค่สเปนเพียงชาติเดียว
เพราะมีแนวโน้มสูงเป็นอย่างยิ่งว่า “อิตาลี” ซึ่งร่วมอยู่ในกลุ่ม 5 ประเทศ “คนป่วยทางการเงินแห่งยุโรป” หรือ PIIGS ซึ่งประกอบด้วย โปรตุเกส ไอร์แลนด์ อิตาลี กรีซ และสเปน จะตามมา “ขอเงินกู้” ปิดท้ายให้ครบเป็นประเทศที่ 5 ในอีกไม่นานนี้
หากพิจารณากันตามปัญหาพื้นฐานแล้ว ความย่ำแย่ของอิตาลีนั้นนับว่าไม่ได้ด้อยไปกว่า 4 ประเทศข้างต้นแต่อย่างใด โดยปัญหาแสนสาหัสที่ถือเป็นความเสี่ยงอันดับ 1 ของอิตาลีในวันนี้ก็คือ “หนี้สาธารณะ” ซึ่งพุ่งไปถึงระดับ 121% ของจีดีพีประเทศ หรือแตะระดับ 2 ล้านล้านยูโร (ราว 80 ล้านล้านบาท) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึงราว 25% ของปริมาณหนี้ทั้งหมดในกลุ่ม 17 ประเทศยูโรโซน
ก่อนหน้านี้ในช่วงปลายปี 2554 อิตาลีภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี ในขณะนั้น เคยเกือบจะกลายเป็นระเบิดลูกที่ 4 ก่อนสเปนมาแล้ว เนื่องจากปัญหาหนี้สูงทำให้เกิดกระแสความไม่เชื่อมั่นในตลาดทุน จนส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอิตาลีระยะเวลา 10 ปี พุ่งไปทำสถิติสูงสุด 6.68%
ทว่า ปัญหาด้านความเชื่อมั่นต่ออิตาลี เริ่มบรรเทาเบาบางลงหลังจากที่ประเทศได้รัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี มาริโอ มอนติ ซึ่งดำเนินมาตรการรัดเข็มขัดลดรายจ่ายอย่างเข้มงวดตามแนวทางเดียวกันของกลุ่มยูโรโซน ทำให้ตลาดทุนเริ่มคลายความกังวลต่ออิตาลีลง
ทั้งนี้ ปัจจัยที่ทำให้ปัญหาของสเปนขยับขึ้นมาทวีความรุนแรงและสุกงอมเร็วกว่าอิตาลีนั้น อาจพอสรุปสั้นๆ ให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นว่า เป็นเพราะปัญหาของทั้งคู่นั้นต่างกัน
ปัญหาของอิตาลี คือ วิกฤตหนี้สาธารณะ หรือหนี้ของรัฐบาล ซึ่งมีความเสี่ยงหลักอยู่ที่รัฐบาลอาจไม่สามารถใช้หนี้คืนในแง่ของการไถ่ถอนพันธบัตรได้ และอาจทำให้ตกอยู่ในสถานะผิดนัดชำระหนี้ หรือ Default
ขณะที่ปัญหาของสเปน อยู่ที่หนี้เน่าอสังหาริมทรัพย์ของภาคธนาคารเอกชน แต่รัฐบาลไม่มีศักยภาพพอจะเข้าไปช่วยอุ้ม เนื่องจากมีหนี้สาธารณะถึง 68.5% ของจีดีพี และมีงบประมาณขาดดุลถึง 8.9% ของจีดีพีในปี 2554 ท่ามกลางต้นทุนการกู้ยืมในตลาดพันธบัตรที่สูงขึ้นทุกวัน
ทว่า รัฐบาลสเปนไม่อาจปล่อยให้ภาคธนาคารเอกชนล้มได้ เพราะถือเป็นแหล่งเงินที่สำคัญที่สุดของธุรกิจทุกระดับในประเทศ เกี่ยวพันกับปากท้องตั้งแต่คนจนไปถึงคนรวย ดังนั้นสเปนจึงกลายเป็นประเทศที่ 4 ที่ต้องยื่นขอความช่วยเหลือทางการเงินจากอียูมาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเช่นนี้
อย่างไรก็ตาม อิตาลีเองก็ดูจะมีแนวโน้มขอเงินกู้ตามหลังสเปนได้ไม่ยาก เนื่องจากมีปัจจัยที่กำลังเป็นตัวแปรใหม่เข้ามาทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง ซึ่งก็คือ “ภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยลง” ซึ่งเริ่มถดถอยมาตั้งแต่ไตรมาส 3 ของปี 2554
ภาวะเศรษฐกิจถดถอยซึ่งมีแนวโน้มรุนแรงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ในหลายประเทศยุโรป จะส่งผลให้ความสามารถในการหารายได้เข้าประเทศลดลง และทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ลดลงไปพร้อมกันด้วย
ขณะที่ล่าสุดทางการอิตาลีได้เปิดเผยตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาสแรกของปีนี้ออกมาแล้วว่า จีดีพีหดตัวลง 0.8% และยังปรับคาดการณ์เศรษฐกิจตลอดทั้งปี 2555 ใหม่ว่า จะติดลบ 1.4% จากคาดการณ์เดิมที่ลบ 1.3% ทว่าองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) มองในแง่ร้ายกว่านั้นว่า เศรษฐกิจอิตาลีน่าจะติดลบถึง 1.7% ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เชื่อว่าจะติดลบ 1.9%
ปัจจัยหลักที่ฉุดให้จีดีพีไตรมาสแรกนี้ดิ่งลง เป็นเพราะการบริโภคที่ลดลงมา 0.6% รวมถึงการลงทุนในประเทศที่ลดลง 3.6% ด้านการนำเข้านั้นก็ดิ่งลงถึง 3.6% เช่นเดียวกับการส่งออกที่ลดลง 0.6% สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า คนอิตาลีไม่เชื่อมั่นในภาวะเศรษฐกิจจนชะลอการใช้จ่ายลง
นอกจากนี้ ยังเป็นเพราะผลกระทบจากมาตรการรัดเข็มขัดอย่างหนัก และอัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้นเกินกว่า 10% ไปแล้ว ขณะที่เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ยังประกาศหั่นอันดับเครดิตธนาคารในอิตาลีถึง 26 แห่ง
หนังสือพิมพ์คอร์เรียร์ เดลลา เซรา ในอิตาลี รายงานว่า นายกรัฐมนตรีมอนติ คือหนึ่งในแกนนำสำคัญของยุโรปที่ผลักดันให้อียูยอมผ่อนปรน มอบความช่วยเหลือทางการเงินให้สเปนโดยไม่ต้องใช้มาตรการรัดเข็มขัดอันเข้มงวด ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ใช้กับกรีซ ไอร์แลนด์ และโปรตุเกส
เนื่องจากผู้นำอิตาลีนั้นปูทางเตรียมไปสู่อนาคตที่ว่า อิตาลีจะได้รับความช่วยเหลือภายใต้เงื่อนไขเดียวกันกับสเปน
เพราะไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว ปัญหาหนี้สาธารณะของอิตาลีที่ดูไม่มีทางออก ก็จะกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหม่ได้โลกได้หวาดวิตกกันอีกครั้ง เหมือนกับที่เกิดขึ้นมาแล้วกับกรีซ ไอร์แลนด์ โปรตุเกส และสเปน ซึ่งที่สุดแล้ว ทุกฝ่ายอาจต้องทำใจนับถอยหลังรอเท่านั้น







