
ญี่ปุ่นทวงถามรัฐบาลแก้ปัญหามาบตาพุด
โพสต์ทูเดย์
— ญี่ปุ่นตามติดกดดันไทย เร่งเครื่อง แก้ปมมาบตาพุด ขอความชัดเจนด้านกฎหมายนายเคชูเกะ ซาดาโมริ รองอธิบดีกระทรวงเศรษฐกิจการค้า และอุตสาหกรรม ประเทศญี่ปุ่น (เมติ) เปิดเผยว่า ได้เข้าหารือกับนายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รมว.อุตสาหกรรม เพื่อทวงถามถึงการแก้ไขปัญหาโครงการในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด หลังจากก่อนหน้านี้เคยทำจดหมายถึงนายชาญชัยไปแล้วครั้งหนึ่ง และต้องการให้ไทยช่วยชี้แจงรายละเอียดการดำเนินการตามกฎหมายโดยเร็ว
ขณะเดียวกันยังต้องการให้รัฐบาลไทยพิจารณาการลดภาษีนำเข้ารถยนต์สำหรับรถยนต์ที่มีเครื่องยนต์มากกว่า 3,000 ซีซี ภายใต้กรอบการค้าเสรีไทยญี่ปุ่น (เจเทปา) โดยต้องการให้หารือกันอีกครั้งโดยเร็ว เนื่องจากบริษัทญี่ปุ่นที่มาจดทะเบียนในเมืองไทย สนใจปัญหาเรื่องภาษีนำเข้าเป็นอย่างมาก และพร้อมจะสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ในไทย
ด้านนายสรยุทธ เพ็ชรตระกูล ผู้ช่วย รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า เมติอยากเห็นความชัดเจนของประเภทกิจการรุนแรงว่ามีอะไรบ้าง อยากให้เร่งประกาศโดยเร็ว และต้องการให้รัฐบาลมีแผนทำงานที่ชัดเจนว่าอะไรจะแล้วเสร็จเมื่อไร โดยเฉพาะในเรื่ององค์การอิสระที่จะมาดูแลการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐบาลจะชี้แจงต่อนักลงทุนญี่ปุ่น ระหว่างการโรดโชว์ร่วมกับคลังในวันที่ 1213 มี.ค. นี้ส่วนกรณีทีมีการยื่นฟ้องร้องอีก 9 โครงการนั้นถือเป็นสิทธิ์ตามกฎหมาย คงห้ามไม่ได้
ขณะที่ นายชาญชัย ชัยรุ่งเรื่อง รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า ความร่วมมือด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงรุกระหว่างไทยกับญี่ปุ่นมีความร่วมมือกันใน 5 ด้าน ประกอบด้วย 1.ความร่วมมือพัฒนาบุคลากรภาคอุตสาหกรรม 2.ความร่วมมือพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต 3.พัฒนาการใช้พลังงานภาคอุตสาหกรรม 4.พัฒนาความร่วมมือในการขยายช่องทางการตลาด 5.ความร่วมมือแก้ไขปัญหามลพิษและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีส่วนสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยเป็นอย่างมาก โดยผลการดำเนินงานในแต่ละด้านมีความคืบหน้าเป็นลำดับ
**นอกจากนี้จากการหารือร่วมกับเมติ มีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือ เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยมีกระบวนการควบคุมการนำเข้า และส่งออกสินค้าอย่างโปร่งใส หรือ White country เพื่อให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตเครื่องจักร และอุปกรณ์ที่มีเทคโนโลยีสูง ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายหลักที่จะชักจูงการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนจากญี่ปุ่น
**รวมทั้งยังขอให้เมติช่วยเหลือในด้านการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมของไทย การใช้เทคโนโลยีเพื่อการประหยัดพลังงาน และการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ตลอดจนความร่วมมือด้านการร่วมลงทุนระหว่างสองประเทศให้มากขึ้น







