
กฟผ.หยุดระบายน้ำเขื่อนรัชชประภา
กฟผ. หยุดระบายน้ำเขื่อนรัชชประภา บรรเทาภาวะน้ำท่วมด้านท้ายน้ำพร้อมเตรียมแผนรับมือน้ำท่วมและภัยแล้ง
กฟผ. หยุดระบายน้ำเขื่อนรัชชประภา บรรเทาภาวะน้ำท่วมด้านท้ายน้ำพร้อมเตรียมแผนรับมือน้ำท่วมและภัยแล้ง
นายกิตติ ตันเจริญ ผู้ช่วยผู้ว่าการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ กฟผ . ว่า ขณะนี้เขื่อนรัชชประภา จ.สุราษฎร์ธานีได้หยุดการระบายน้ำตั้งแต่วันที่ 6 มิ.ย. เป็นต้นมา เพื่อลดผลกระทบต่อสภาพน้ำท่วมด้านท้ายน้ำในจ.สุราษฎร์ธานี และจะหยุดการระบายน้ำจนกว่าสถานการณ์น้ำท่วมจะคลี่คลาย
ทั้งนี้ช่วงต้นเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา อิทธิพลของร่องมรสุมที่พาดผ่านประเทศพม่าและลาวเข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณอ่าวตังเกี๋ย ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน และอ่าวไทยมีกำลังแรง ทำให้บริเวณประเทศไทยมีฝนตกหนาแน่น โดยเฉพาะที่ภาคใต้ มีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องติดต่อกันหลายวัน ทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมในจ.ระนอง ชุมพร และสุราษฎร์ธานี ซึ่งในส่วนของอ่างเก็บน้ำเขื่อนรัชชประภา มีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนเพิ่มขึ้นมาก ตั้งแต่วันที่ 5 - 7 มิ.ย. เป็นจำนวน 112 ล้านลูกบาศก์เมตร( ลบ.ม.) 122 ล้าน ลบ.ม. และ 85 ล้าน ลบ.ม. ตามลำดับ
ด้านเขื่อนอื่นๆ ของ กฟผ. ยังมีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนอยู่ในเกณฑ์ปกติ จึงไม่น่าเป็นห่วงแต่อย่างใด โดย กฟผ. ได้ร่วมติดตามและประเมินสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำกับคณะอนุกรรมการฯ ที่กำกับดูแลการบริหารจัดการน้ำอย่างใกล้ชิดทุกสัปดาห์ พร้อมได้วางแผนรับมือสถานการณ์น้ำท่วมและภัยแล้งไว้แล้ว
ปัจจุบัน มีปริมาณน้ำในอ่างฯ กฟผ. ทั้งหมด 55% ของความจุ หรือ 33,971 ล้าน ลบ.ม. น้อยกว่าปีที่แล้วในช่วงเวลาเดียวกัน 3% โดยอ่างเก็บน้ำในภาคเหนือ เขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณน้ำ 47% หรือ 10,801 ล้าน ลบ.ม. ลดลงกว่าปีที่แล้ว 12% หรือ 1,474 ล้าน ลบ.ม. อ่างเก็บน้ำในภาคตะวันตก เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนท่าทุ่งนา และเขื่อนวชิราลงกรณ์ มีปริมาณน้ำในอ่างฯ 62% หรือ 16,517 ล้าน ลบ.ม. มากกว่าปีที่แล้ว 6% หรือ 906 ล้าน ลบ.ม.
ในขณะที่อ่างเก็บน้ำในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนสิรินธร เขื่อนน้ำพุง เขื่อนจุฬาภรณ์ และเขื่อนห้วยกุ่ม มีปริมาณน้ำในอ่างฯ 40% หรือ 1,919 ล้าน ลบ.ม. น้อยกว่าปีที่แล้ว 13% หรือ 285 ล้าน ลบ.ม. อ่างเก็บน้ำในภาคใต้ เขื่อนรัชชประภาและเขื่อนบางลาง มีปริมาณน้ำในอ่างฯ 67% หรือ 4,734 ล้าน ลบ.ม. น้อยกว่าปีที่แล้ว 4% หรือ 188 ล้าน ลบ.ม.
สำหรับเขื่อนภูมิพล ปัจจุบันมีปริมาณน้ำ 46% หรือ 6,168 ล้าน ลบ.ม. น้อยกว่าปีที่แล้ว 14 % หรือ 1,000 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำใช้งานได้ 2,366 ล้าน ลบ.ม. มีช่องว่างรับน้ำได้อีก 7,294 ล้าน ลบ.ม. ส่วนเขื่อนภูมิพลระบายน้ำในช่วงฤดูฝนเพื่อการทำนาปีในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.-7 มิ.ย. ไปแล้ว 986 ล้าน ลบ.ม. ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมามีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อน 68 ล้าน ลบ.ม. หรือเฉลี่ยวันละ 10 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำระบาย 85 ล้าน ลบ.ม. หรือเฉลี่ยวันละ 12 ล้าน ลบ.ม.
ด้านเขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาตรน้ำ 49% หรือ 4,634 ล้าน ลบ.ม. น้อยกว่าปีที่แล้ว 9% หรือ 474 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำใช้งานได้ 1,784 ล้าน ลบ.ม. มีช่องว่างรับน้ำได้อีก 4,876 ล้าน ลบ.ม. ระบายน้ำช่วงฤดูฝนเพื่อการทำนาปีในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.-7 มิ.ย. ไปแล้ว 816 ล้าน ลบ.ม. ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมามีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อน 87 ล้าน ลบ.ม. หรือเฉลี่ยวันละ 12 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำระบาย 120 ล้าน ลบ.ม. หรือเฉลี่ยวันละ 17 ล้าน ลบ.ม. โดยทั้งเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณน้ำใช้งานได้รวมกัน 4,151 ล้าน ลบ.ม. และมีช่องว่างรับน้ำได้รวมกัน 12,171 ล้าน ลบ.ม.
นายกิตติ กล่าวว่า คณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ และคณะอนุกรรมการติดตามวิเคราะห์สถานการณ์น้ำและจัดสรรน้ำ ภายใต้คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ที่แต่งตั้งใหม่ ได้เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์น้ำในปีนี้อย่างเต็มที่ .ในขณะที่เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ได้สำรองช่องว่างสำหรับรับน้ำในช่วงฤดูฝนไว้แล้ว 12,000 ล้าน ลบ.ม. โดยตั้งแต่ต้นฤดูฝนที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันได้พยามยามรักษาช่องว่างเพื่อให้สามารถรองรับปริมาณน้ำด้านเหนือเขื่อนไม่ให้กระทบต่อพื้นที่ตอนล่าง โดยในช่วงเดือนมิ.ย.-ก.ค. สถานการณ์น้ำจะชัดเจนมากยิ่งขึ้น ทำให้สามารถปรับการบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเช่นเดียวกัน







