
ดันวาระ 3 ระเบิดในมือ "ขุนค้อนดูไบ"
ศึกประลองกำลังของสองขั้วกลับมาเข้มข้นขึ้นอีก...
โดย...ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม
ศึกประลองกำลังของสองขั้วกลับมาเข้มข้นขึ้นอีก...
ถ้าศึกครั้งนี้มี 12 ยก พรรคเพื่อไทยในฐานะผู้ชนะเลือกตั้ง ที่เป็นผู้กำหนดเกม จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ถูกมองว่าเอื้อกับฝ่ายตน ก็เพิ่งเดินทางมาถึงยกต้นๆ ที่เจอศึกหนักจากด่านศาลรัฐธรรมนูญ ที่กำลังตรวจสอบถ่วงดุลอยู่
แรกเริ่ม สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา หัวโขนของพรรคเพื่อไทยในเกมนี้ทำท่าจะโอนอ่อนกับคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญที่ให้ชะลอการลงมติวาระ 3 ให้ความเห็นชอบกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ออกไปก่อน
โดยมีแนวโน้มรอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดี “แก้ไขรัฐธรรมนูญขัดรัฐธรรมนูญ” ให้เสร็จก่อน เพราะเจ้าตัวมีความเสี่ยงโดยตรงที่ต้องรับผิดชอบ ต่อการตัดสินครั้งนี้ เนื่องจากเป็นประธานรัฐสภา ที่ต้องสั่งนัดประชุมเพื่อลงมติสุดท้าย
ทว่าที่สุด กลับมาฮึดสู้ชนศาลรัฐธรรมนูญอีกรอบ ตามนโยบายของพรรคเพื่อไทยและเสื้อแดงที่สั่ง “ชน” ทุกรูปแบบ หลังจากดูปัญหาข้อกฎหมายใน “อำนาจศาลรัฐธรรมนูญ” ก่อนประเมินว่า การออกคำสั่งครั้งนี้มี “จุดอ่อน”
เพราะเป็นแค่ “คำสั่ง” หาใช่ “คำวินิจฉัย” ที่รัฐธรรมนูญรองรับให้มีผลผูกพันทุกองค์กร และยังไม่ชอบธรรมเพราะใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาใช้อำนาจกำหนดวิธีการคุ้มครองชั่วคราว ยับยั้งกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภา
สัญญาณล่าสุด มีแนวโน้มที่ สมศักดิ์ จะนัดประชุมร่วมรัฐสภาเดินหน้าลงมติวาระ 3 ให้รู้แล้วรู้รอด
จากคำสัมภาษณ์ของ ประธานวิปรัฐบาล ที่ว่า ถ้ารัฐสภายอมตามคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ ก็จะเป็นบรรทัดฐานที่ผิดในอนาคต
อีกหนึ่งคือ ฝ่ายกฎหมายของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ที่ออกมาแถลงกับสังคมแทน “สมศักดิ์” ที่เดิมนัดหมายจะเปิดใจกับสื่อวานนี้ ให้เหตุผล 6 ข้อ ต้องสั่งนัดประชุมลงมติวาระ 3
1.คำสั่งศาลไม่ผูกพันกับรัฐสภา 2.คำสั่งศาลไม่ใช่คำวินิจฉัยของศาล 3.รัฐสภาไม่ผูกพันตามคำสั่ง 4.รัฐสภาแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 291 ได้5.คำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญออกต่อเลขาธิการสภา ไม่ได้แจ้งประธานรัฐสภา 6.ถ้ารัฐสภาทำไม่ถูกก็จะส่งผลต่อบรรทัดฐานในอนาคต
เมื่อรวมก่อนหน้า ทุกแนวรบของขั้วแดงเปิดศึกชนศาลรัฐธรรมนูญเต็มเหนี่ยว
พรรคเพื่อไทย ออกแถลงการณ์ซัดศาลรัฐธรรมนูญบิดพลิ้วใช้อำนาจมิชอบ เพราะต้องให้อัยการสูงสุดเป็นผู้ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ หาใช่ให้ประชาชนมีสิทธิร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ และหยิบมาพิจารณาก่อน
ปีก สส.พรรคเพื่อไทย โดย ก่อแก้วพิกุลทอง รวบรวมรายชื่อ 100 สส. ส่งประธานวุฒิสภา ถอดถอน 7 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
ฝ่ายรัฐบาลใช้ กฤษฎีกา ที่ปรึกษากฎหมาย ช่วยสนับสนุน อัชพร จารุจินดา เลขาธิการกฤษฎีกา บอกว่า “ที่ผ่านมาไม่เคยมีกรณีแบบนี้เกิดขึ้นในประเทศไทย ในโลกนี้ก็ไม่เคยมี”
ฝ่ายนักวิชาการ ปัญญาชนเสื้อแดง กลุ่มนิติราษฎร์ ชี้ว่า ศาลรัฐธรรมนูญกำลังขยายแดนอำนาจตนเองออกไปเป็นองค์กรอยู่เหนือรัฐธรรมนูญ
ส่วน แกนนำ นปช. สั่งระดมพล วัดกำลังเสื้อแดงหน้าสภา 7-8 มิ.ย. ตั้งโต๊ะล่าชื่อประชาชนให้ได้หลายหมื่น เพื่อถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
ยื่นถอดถอน ชุมนุมขับไล่ พุ่งคมหอกว่าเครือข่ายอำมาตย์กำลังกลับมาจัดการทักษิณและคัดค้านการสร้างประชาธิปไตย!!
ฝ่ายศาลรัฐธรรมนูญ โดย วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมด้วยทีมโฆษกก็เปิดหน้าสู้ “หากการรับคำร้องของศาลรัฐธรรมนูญจะทำให้สภาเลื่อนการลงมติออกไปเดือนกว่าๆ ก็ไม่เห็นจะเสียหายอะไร”
ดังนั้น หากวันที่ 8 มิ.ย.นี้ ที่จะมีการประชุมรัฐสภา ยังไม่มีวาระนัดลงมติวาระ 3 ก็เชื่อว่าจะเป็นวันร้อนในสภาเพราะประธานรัฐสภาเตรียมแจ้งคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญให้ที่ประชุม สส.สว.ทราบ ฝ่ายพรรคร่วมรัฐบาลจะใช้เวทีนี้ถล่มศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนพรรคประชาธิปัตย์และกลุ่มสรรหาที่ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ก็จะเตือนประธานรัฐสภาอย่าละเมิดคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ
หากลงมติในวันที่ 8 มิ.ย. ไม่ได้ ก็เป็นไปได้ที่สมศักดิ์จะสั่งนัดประชุมรัฐสภาในวันอังคารที่ 12 มิ.ย. ซึ่งเชื่อว่ารัฐสภาจะลงมติเห็นชอบกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ในวาระ 3 ได้ไม่ยาก เมื่อถึงวันนั้นถือว่าเสร็จสิ้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตราเดียว เพื่อให้กำเนิดสภาร่างรัฐธรรมนูญมาจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ และยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ร่างในยุครัฐประหาร
รวมการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญในรัฐสภาเป็นเวลาร่วม 3 เดือน ตั้งแต่วาระแรกที่คณะรัฐมนตรีเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขมาตรา 291 เข้าสภาเดือน ก.พ. จนถึงการลงมติเห็นชอบในวาระ 3 ที่อาจจะเกิดขึ้นอีกไม่กี่วัน
ตามขั้นตอนเมื่อรัฐสภาลงมติเห็นชอบขั้นตอนสุดท้ายแล้ว ประธานรัฐสภาจะต้องนำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ตามมาตรา 291 (7) โดยระบุว่า “ให้นำมาตรา 150 และมาตรา 151 มาบังคับใช้โดยอนุโลม” กล่าวคือ ให้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายภายใน 20 วัน นับจากร่างรัฐธรรมนูญผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา
ดูต่อไปอีกในมาตรา 151 ระบุว่า ร่างพระราชบัญญัติใด พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วย และพระราชทานคืนมายังรัฐสภา หรือเมื่อพ้น 90 วัน แล้วมิได้พระราชทานคืนมา รัฐสภาจะต้องปรึกษาร่างพระราชบัญญัตินั้นใหม่ ถ้ารัฐสภามีมติยืนยันตามเดิมด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด ให้นายกรัฐมนตรีนำร่าง พ.ร.บ.นั้นขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายอีกครั้ง เมื่อพระมหากษัตริย์มิได้ทรงลงพระปรมาภิไธยพระราชทานคืนมาภายใน 30 วัน ให้นายกฯ นำ พ.ร.บ.นั้น ประกาศในราชกิจจานุเบกษาใช้บังคับเป็นกฎหมายต่อไป
อย่าลืมว่าหากรัฐสภาเดินหน้า กระบวนการไต่สวนของศาลรัฐธรรมนูญ ตามคำร้องที่ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นการล้มล้างระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขก็ยังดำเนินควบคู่อยู่ โดยศาลรัฐธรรมนูญกำหนดระยะเวลาไต่สวนและยื่นคำชี้แจงของสองฝ่ายในวันที่ 6 ก.ค. หรือเดือนหน้า เมื่อเสร็จก็ใช้เวลา 1 สัปดาห์ ถึงจะมีคำวินิจฉัยได้
ถ้าตัดสินใจเดินหน้าลงมติ ก็จะเกิดปัญหาปลายทางในช่วงนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายอย่างหนีไม่พ้น และของร้อนจะตกอยู่ในมือ “ขุนค้อนดูไบ”
โดยเฉพาะหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญซึ่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะผูกพันทุกองค์กร
ผลพวงตามมามาก...







