posttoday
อุบไต๋พื้นที่ "แก้มลิง" ยิ่งปิดยิ่งโดนด่าว่า "ใจดำ"

อุบไต๋พื้นที่ "แก้มลิง" ยิ่งปิดยิ่งโดนด่าว่า "ใจดำ"

07 มิถุนายน 2555

พลันที่ ปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย

โดย...จตุพล สันตะกิจ

พลันที่ ปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติงบ 614.13 ล้านบาท ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่รับน้ำนองระยะเร่งด่วน

พร้อมกันนั้น กบอ.รายงาน ครม.ว่า ได้กำหนดพื้นที่รับน้ำนองใน 11 จังหวัด ระบุจำนวนพื้นที่รับน้ำนอง หรือ “แก้มลิง” ชัดเจนว่ามีจำนวน 2,147,450 ล้านไร่ ปริมาณน้ำที่รับน้ำได้คิดเป็น 5,112 ล้านลูกบาศก์เมตร

แบ่งเป็น 1.พื้นที่รับน้ำนองลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนบน 6 จังหวัด คือ อุตรดิตถ์ สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร นครสวรรค์ อุทัยธานี

และ 2.พื้นที่รับน้ำนองลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง 5 จังหวัด คือ ชัยนาท ลพบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา

จำนวนพื้นที่รับน้ำนองที่กำหนดเป็นตัวเลขชัดเจน ตั้งแต่หลักล้านถึงหลักหน่วย เท่ากับตอกย้ำว่า พื้นที่รับน้ำนองได้ถูก “ขีดเส้น” เรียบร้อยแล้วจาก “ส่วนกลาง” ว่าพื้นที่จุดใดบ้างสมควรเป็นพื้นที่รับน้ำ และมีชาวบ้านได้รับผลกระทบเท่าไหร่

กระบวนการที่เหลือ คือ ให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กลไกของกระทรวงมหาดไทยและจังหวัด ลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ

ส่วนจะมีชาวบ้านลุกขึ้นคัดค้านมากน้อยเพียงใด ต้องขึ้นอยู่กับฝีปากฝีมือในการเจรจาโน้มน้าวใจชาวบ้านให้ยอมรับ

แต่กระนั้น ประกาศิตที่ปลอดประสพสั่งให้ทุกคน “ปิดปาก” ไม่ให้พูดว่าพื้นที่ใดเป็นพื้นที่รับน้ำนอง เพราะกลัวว่าหากพูดไปส่งเดชจะทำให้ราคาที่ดินชาวบ้านตก ทำให้ชาวบ้านเสียหาย

ทว่า ความกลัวที่ว่านั้นมีแต่จะชักนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงมากขึ้นก็ได้

เพราะกระบวนการ “สั่งปิด” พื้นที่รับน้ำนองเช่นนี้ ไม่ต่างกับการ “ปิดประตูตีแมว”

ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจะ “ถูกกัน” ออกจากพื้นที่การรับรู้ข่าวสารของอย่างสิ้นเชิงในสังคม การเจรจาแกมบังคับให้ “สมยอม” นำผืนดินที่ใช้ทำมาหากินมาแต่ปู่ย่าตายาย 5 ไร่บ้าง 10 ไร่บ้าง อยู่ในสถานะเป็นพื้นที่รับน้ำ เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ขณะที่การให้ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน หรือ อบต. ลงไปชี้แจงกับชาวบ้านว่า ที่ดินของเขาถูกกำหนดเป็นพื้นที่รับน้ำนั้น ก็ใช่ว่าชาวบ้านจะยอมรับและทำใจได้ เพราะแม้แต่คนที่ลงไปชี้แจงไม่ว่าจะระดับไหน หรือมีตำแหน่งใหญ่ที่สุดในจังหวัดอย่างผู้ว่าฯ ก็ตาม

เพราะคนที่ลงไปเจรจาเองก็ใช่ว่าจะพูดได้ “เต็มปาก” เพราะจะบอกให้ลูกบ้านยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างไร ยิ่งเป็นพวกมีตำแหน่งใหญ่โต มีกินมีใช้ไม่มีวันหมด ยิ่งไม่มีวันรู้ซึ้งถึง “หัวอก” คนจมน้ำจริงๆ ว่ารู้สึกอย่างไร หากว่าที่ดินของตัวเองไม่ถูกกำหนดเป็นพื้นที่รับน้ำนองเหมือนกับชาวบ้าน

ที่สำคัญการอาศัยกลไกเหล่านี้ ย่อมไม่มีน้ำหนักพอที่จะทำให้ชาวบ้านมั่นใจและสบายใจกับความมั่นคงในอนาคต อีกทั้งการชี้แจงปากเปล่าไม่อาจ “เคลียร์” คำถามที่คาใจชาวบ้านได้ เช่น อะไรเป็นมาตรฐานหรือเกณฑ์ตัดสินว่าที่ดินแห่งนั้นแห่งนี้สมควรเป็นพื้นที่รับน้ำ

เมื่อคำตอบไม่ชัด การก่อหวอดปลุก “ม็อบปิดถนน” เช่นในหลายกรณีที่ผ่านๆ มา จึงเป็นทางออกเดียวที่ชาวบ้านตัดสินใจนำมาใช้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมจากรัฐบาล และให้สังคมได้รับรู้ถึงความเดือดร้อนของพวกเขา

 

แม้ว่า “ความกลัว” ของชาวบ้านที่มีที่ดินในโซนพื้นที่แก้มลิงจะเป็นความกลัวที่มาจินตนาการที่วาดขึ้นเองก็ตาม

อุบไต๋พื้นที่ "แก้มลิง" ยิ่งปิดยิ่งโดนด่าว่า "ใจดำ"

 

แต่ก็ไม่แตกต่างกับจินตนาการอันสวยหรูของ “ฝ่ายคิด-ฝ่ายวางแผน” ที่บอกว่าจะมีการลงทุนโครงการต่างๆ ในพื้นที่รับน้ำที่ทำให้ชาวบ้านมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ในขณะที่ฤดูน้ำหลากปี 2555 ที่กระชั้นเข้ามาทุกที พื้นที่ “โซนสีแดง” ที่ถูกหมายตาให้เป็นด่านแรกในการรับน้ำนอง ก่อนน้ำบุกเข้ากรุงและพื้นที่เศรษฐกิจหลัก คือ พื้นที่รับน้ำนองลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง 5 จังหวัด

แต่นาทีนี้ ปลอดประสพ กลับไม่ยอมปริปากแม้แต่คำเดียวว่า พื้นที่จุดใดบ้างเป็นพื้นที่รับน้ำนอง ไม่ต่างกัน “คนใจดำ” ที่ไม่อนาทรร้อนใจกับความเป็นอยู่ของชาวบ้านนับแสนคนที่เป็นเจ้าของที่ดินในพื้นที่เสี่ยงจมน้ำโดยไม่รู้ตัว

แน่นอนรัฐบาลเตรียม “ยาหอม” หว่านใส่ชาวบ้านว่าจะได้รับการเยียวยาจากรัฐอย่างเต็มที่ เพราะแผนงานการกำหนดพื้นที่รับน้ำนอง 1 ใน 8 แผนยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) มีการเตรียมงบไว้ 6 หมื่นล้านบาท เพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่รับน้ำนอง

นั่นคือ พื้นที่ 2 ล้านไร่ จะได้รับการเยียวยาทั้งทางตรงและทางอ้อมเฉลี่ย 3 หมื่นบาทต่อไร่

พร้อม “คำมั่น” ที่ว่าชาวบ้านในพื้นที่รับน้ำนอง จะทำนาได้อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เมื่อน้ำเข้ามาในพื้นที่จะเก็บน้ำไว้ไม่เกิน 34 เดือน โดยมีระบบสูบน้ำออกจากพื้นที่ และกรณีที่ชาวบ้านยุติการเพาะปลูก เพราะมีการนำพื้นที่ไปใช้ในการ “ตัดยอดน้ำ” ชาวบ้านจะได้รับการเยียวยาตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้

แต่เมื่อไปพลิกเปิดเอกสารคำของบลงทุนโครงสร้างพื้นฐานพื้นที่น้ำนอง ปรากฏตัวเลขที่ทำให้ “ฉุกคิด” ว่า การลงทุนในพื้นที่รับน้ำนองชาวบ้านได้ประโยชน์จริงหรือไม่

เพราะการจัดหาอุปกรณ์ไม่ระบุสเปก แต่กำหนดราคา “แพงโอเวอร์”

ตัวอย่างเช่น การจัดซื้อเครื่องสูบน้ำ 20 รายการ 105.79 ล้านบาท หรือตกเครื่องละ 5 ล้านบาทกว่าๆ จัดหาเครื่องผลักดันน้ำ 7 รายการ 64 ล้านบาท หรือตกตัวละ 9 ล้านบาทกว่าๆ และจัดหาอุปกรณ์ตรวจวัด 2 รายการ 120.25 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน กบอ.ได้รายงาน ครม.ว่า จัดเตรียม “แผนเผชิญเหตุ” ในพื้นที่รับน้ำ หากเกิดน้ำหลากมาก ซึ่งจะทราบล่วงหน้า 7 วัน มีการประเมินว่าจะมีค่าใช้จ่ายในการนี้ 720 ล้านบาท เพื่อทำทางน้ำเข้าออกและสะพานชั่วคราว

แต่ในเมื่อวันนี้ชาวบ้านเขายังไม่รู้ตัวเลยว่าที่ดินและที่อยู่อาศัยของตัวเองเป็นพื้นที่รับน้ำ ก็ไม่รู้ว่าอย่างนี้ชาวบ้านจะเตรียมตัวและซักซ้อมแผนเผชิญเหตุกันอย่างไร และมีหนทางจัดการกับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรได้บ้าง

การสั่ง “เปิด” พื้นที่รับน้ำให้ประชาชนในสังคมและชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบโดยตรงได้รับรู้

จึงเป็นทางเลือกที่ปลอดประสพและรัฐบาลเร่งดำเนินการเปิดเผยพื้นที่โดยเร่งด่วนที่สุด

เพราะการเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ จะนำไปสู่กระบวนร่วมคิด ร่วมบริหารจัดการพื้นที่ระหว่างภาครัฐ ชาวบ้าน และภาคีที่เกี่ยวข้อง นั่นเท่ากับเป็นการ “ลดชนวน” ความขัดแย้งระหว่างภาครัฐและชาวบ้านได้ในระดับหนึ่ง

ขณะเดียวกันชาวบ้านในพื้นที่เสี่ยงรับน้ำนองจะได้มีเวลาเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ได้ล่วงหน้า และรู้ว่าพวกเขามีสิทธิที่จะได้รับการเยียวยาจากการ “เสียสละ” อย่างไรบ้าง

อีกทั้งยังเป็นโอกาสอันดีที่ภาครัฐจะได้ “ขน” ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการเป็นพื้นที่รับน้ำนอง ไปดูงาน “บางบาลโมเดล” ที่คนในรัฐบาลคุยนักคุยหนาว่า เป็นโมเดลจัดการน้ำในพื้นที่รับน้ำนองที่ดีที่สุดขณะนี้ ว่าจะดีจริงๆ ในสายตาชาวบ้านหรือไม่ และจะทำให้ชาวบ้านมีความเป็นอยู่ดีขึ้นอย่างไร

เมื่อชาวบ้านได้เห็นตัวอย่างที่จับต้องได้ จะเกิดความสบายใจและเกิดการยอมรับ

อย่างไรก็ดี กรณีการสั่งปิดพื้นที่ทางน้ำผ่าน หรือ “ฟลัดเวย์” ก็ไม่ต่างกัน เพราะวันนี้รัฐบาลและ กบอ.ยังอุบไต๋ปิดปากเงียบ ปกปิดพื้นที่ฟลัดเวย์ไว้ให้อยู่ในชั้นความลับ ด้วยเกรงว่าจะมีความ “สับสน” และทำให้มีการเก็งกำไรที่ดินได้

เพราะแผนการสร้างฟลัดเวย์ที่ร่างไว้บนกระดาษ พร้อมวงเงินลงทุน 1.2 แสนล้านบาท ถือว่าเป็นการเปิดพื้นที่ “ทำเลทอง” พื้นที่ใหม่ 5 แสนไร่ แห่งใหม่ตั้งแต่ จ.นครสวรรค์ ถึงอ่าวไทย ตามที่ สุพจน์ โตวิจักษณ์ชัยกุล เลขาธิการสำนักนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (สบอช.) ว่าไว้

สุพจน์ ระบุว่า เหตุที่ยังไม่เปิดเผยแนวฟลัดเวย์ เพราะอาจเปลี่ยนแปลงได้ หากมีข้อเสนอที่ดีกว่าจากเอกชนและประเทศต่างๆ ตามแผนการให้ต่างชาติและบริษัทเอกชนเสนอแผนงานจัดการน้ำ ซึ่งขณะนี้ได้ร่างทีโออาร์เสร็จแล้ว และรอให้ต่างชาติเสนอรายละเอียดโครงการเบื้องต้น (Conceptual Design) ในอีก 3-4 เดือนจากนี้

แต่หากถามคำถามกลับไปว่า เมื่อพื้นที่ตามแนวฟลัดเวย์เป็น “ทำเลทอง” จริงอย่างที่ว่า

การสั่งปิดพื้นที่ไว้นานๆ ในขณะที่มีคนเพียง “หยิบมือ” ที่รู้ว่าพื้นที่ใดถูกกำหนดเป็นฟลัดเวย์ เท่ากับมีข้อมูล “วงใน” ที่นำไปแสวงหาประโยชน์ได้ เพราะรู้ว่าพื้นที่ตรงไหนเป็นทางน้ำผ่าน พื้นที่ตรงไหนติดกับถนนไฮเวย์ 8 เลน

หากจำกันได้เมื่อครั้งมีการเลือกว่าสนามบินแห่งที่ 2 ของประเทศจะตั้งอยู่ที่ไหน มีนักการเมืองกว้านซื้อที่ดิน “หนองงูเห่า” ก่อนที่รัฐบาลเวนคืนที่ดินเพื่อสร้างสนามบิน ได้กำไรกันไป “อื้อซ่า”

วันที่น้ำเหนือใกล้จะหลากลงมาอยู่รอมร่อแล้ว ทางการยังปิดปากเงียบทั้งพื้นที่รับน้ำนอง ฟลัดเวย์ กินพื้นที่เกือบ 2.6 ล้านไร่ ตรงนี้ไม่อาจหยั่งทราบได้ว่าเป็น “ความหวังดี” ของปลอดประสพที่ไม่ต้องการเห็นความสับสนวุ่นวาย หรือการก่อหวอดประท้วงของชาวบ้าน

แต่ที่แน่ๆ “ดร.ปลอดประสพ” และคณะดูเหมือนว่าจะ “ไม่ดูดำดูดี” กับความรู้สึกคนกำลังจมน้ำเอาเสียเลย

ถ้าสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ รัฐบาลต้องทำใจรับกับปรากฏการณ์ก่นด่าจากประชาชนได้เลย

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน