posttoday
ศาลรธน.ย้ำมีอำนาจชะลอแก้รธน.

ศาลรธน.ย้ำมีอำนาจชะลอแก้รธน.

06 มิถุนายน 2555

ปธ.ศาลรัฐธรรมนูญยันมีอำนาจไต่สวนคำร้องแก้ไขรธน.วาระ 3 เดินหน้าเรียก 2 ฝ่ายยื่นคำชี้แจง 5-6 กค.นี้ แจงระวังการใช้อำนาจก้าวล่วงฝ่ายบริหาร-นิติบัญญัติมาตลอด ด้าน เสื้อแดงบุกผูกผ้าดำหน้าศาล

ปธ.ศาลรัฐธรรมนูญยันมีอำนาจไต่สวนคำร้องแก้ไขรธน.วาระ 3 เดินหน้าเรียก 2 ฝ่ายยื่นคำชี้แจง 5-6 กค.นี้  แจงระวังการใช้อำนาจก้าวล่วงฝ่ายบริหาร-นิติบัญญัติมาตลอด  ด้าน เสื้อแดงบุกผูกผ้าดำหน้าศาล

นายพิมล  ธรรมาพิทักษ์พงษ์ โฆษกศาลรัฐธรรมนูญ นายสัมฤทธิ์ ชัยวงศ์ รองประธานศาลรัฐธรรมนูญ และนายวสันต์  สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญแถลงถึงอำนาจการวินิจฉัยคดีกรณีที่มีกลุ่มบุคคลได้ยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณีร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ( พ.ศ…….)ว่า ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 และเป็นการล้มล้างระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ โดยศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติรับคำร้องไว้พิจารณาพร้อมทั้งมีคำสั่งให้สภาชะลอการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฯดังกล่าวไว้ก่อน และภายหลังมีปฏิกิริยาตอบโต้ของพรรคเพื่อไทยและนักกฎหมาย นักวิชาการบางกลุ่มแสดงความไม่เห็นด้วยกับการที่ศาลรัฐธรรมนูญได้รับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณา โดยอ้างว่าไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญมาตรา 68 อำนาจในการวินิจฉัยคำร้องของกลุ่มบุคคลที่เข้ายื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ

นายพิมล กล่าวว่า อำนาจการรับคำร้องของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้มองเจตนารมณ์เฉพาะรัฐธรรมนูญ 2550 อย่างเดียวแต่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญยังพิจารณาถึงเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ 2540 ด้วย ซึ่งผู้ร่างมีเจตนารมณ์ในเนื้อหากฎหมายกรณีดังกล่าว 2 ประเด็น ตามรัฐธรรมนูญ 2540 จะปรากฎในมาตรา 63 มีถ้อยคำในการยกร่างครั้งแรกในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนจะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณายกเลิกการกระทำตามคำร้องหรือไม่ แต่ต่อมามีผู้ขอแปลญัตติถ้อยคำในกรณีที่ผู้ใดกระทำตามวรรค 1 ในมาตรา 63 ย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้ยกเลิกการกระทำดังกล่าว และมาตรา 63 วรรค 2 เมื่อเสนอให้อัยการสูสุดแล้วจะยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยและเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 68 วรรค 2 มีการเปลี่ยนแปลงถ้อยคำจากผู้รู้เห็นมา เป็นผู้ทราบการกระทำเท่านั้นเอง

ดังนั้นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาเห็นว่าผู้ทราบการกระทำสามารถวินิจฉัยออกได้เป็น 2 ทางคือ ส่งให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย หรือยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ซึ่งจากการวิเคราะห์ดังกล่าวในเรื่องอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เฉพาะมาตรา 68 เท่านั้นแต่ยังดูในมาตรา 69 และมาตรา 70ประกอบร่วมด้วยซึ่งประชาชนมีหน้าที่พิทักษ์ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ดังนั้นการใช้สิทธิตามกฎหมายจะต้องพิจารณาอย่างกว้างขวาง

ขณะที่นายสัมฤทธิ์ ได้ชี้แจงกรณีที่ศาลรธน.มีหนังสือแจ้งไปยังเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเพื่อแจ้งเรื่องต่อประธานรัฐสภาให้ชลอพิจารณาลงมติแก้รัฐธรรมนูญวาระ 3ว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจรับคำร้องและขณะนี้ขั้นตอนรับคำร้องไว้พิจารณาและจะไต่สวนพยานและหลักฐานว่าเป็นจริงตามที่มีผู้ร้องมาหรือในวันที่ 5-6 ก.ค.ที่จะถึงนี้ อย่างไรก็ตามหากมีการตรวจสอบแล้วไม่พบว่ามีการกระทำอันเป็นล้มล้างระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ประมุขก็จะยำคำร้องของผู้ร้องทั้งหมด ซึ่งทั้งสองฝ่ายคือผู้ร้องและผู้ถูกต้องจะต้องนำหลักฐานมาหักล้างกันในชั้นไต่สวน

ด้านนายวสันต์ กล่าวว่า คำร้องของผู้ร้องที่กล่าวอ้างว่าการแก้รัฐธรรมนูญทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองและล้มล้างระบอบประชาธิปไตย ซึ่งการรับเรื่องไว้พิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญไว้ไต่สวนจะทำให้ทราบว่า มีการกระทำดังกล่าวจริงหรือไม่ซึ่งไม่ต่างจากการไต่สวนในคดีอื่นๆ ส่วนการที่อัยการสูงสุดรับคำร้องไว้พิจารณาเพื่อที่จะส่งต่อให้ศาลธรรมนูญวินิจฉัยต่อนั้น หากตีความตามนี้ก็ไม่ต่างจากอัยการสูงสุดเป็นไปรษณีย์ เมื่อรับเรื่องจากพนักงานสอบสวนก็ส่งต่อ และถ้าเป็นเช่นนี้ก็ให้อัยการสูงสุดทำหน้าที่ได้เพียงเท่านี้ก็ไปเป็นไปรษณีย์ดีกว่า

“แม้ศาลรัฐธรรมนูญทำหนังสือแจ้งไปยังรัฐสภาแล้ว แต่ถ้าหากสภายังพิจาณาผ่านร่างรัฐธรรมนูญวาระ 3 ก็ถือเป็นเรื่องของสภา เราคงไม่ไปก้าวล่วง เขาไม่รอคำวินิจฉัยก็เป็นเรื่องของเขา จะตัดสินใจอย่างไรก็ได้ แต่ต้องไปรับผิดชอบกันเอง ศาลรัฐธรรมนูญปฎิบัติทำหน้าที่ของตนเองอย่างระมัดระวัง ไม่มีใครชี้นำ เราระวังในการเข้าไปแตะต้องอำนาจฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติเพราะเราทั้ง 9 คนไม่ใช่มนุษย์ทองคำ เราไม่มีอำนาจอื่นใด นอกจากตามรัฐธรรมกำหนดไว้ให้เท่านั้น ไม่มีอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญ และหากไม่มาตรา 68 เราก็ทำอะไรไม่ได้”นายวสันต์ กล่าว

ประธานรัฐธรรมนูญ ยังยืนยันว่าที่ผ่านมาได้พิจารณาข้อกฎหมายที่รัฐบาลออกมาอย่างเที่ยงธรรม เช่นการพิจารณาพระราชบัญญัติงบประมาณซึ่งไม่มีใครทราบว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร และส่วนมากถ้ามีเจตนาไม่ส่อไปในทุจริตศาลรัฐธรรมนูญก็พิจารณาให้ผ่านทุกครั้ง การพิจารณารับคำร้องจะดูที่ประโยชน์สาธารณะเป็นหลัก กรณีที่เกิดขึ้นหากศาลรัฐธรรมนูญเพิกเฉยก็จะกลายเป็นช่างเขาหากจะล้มเลิกและเปลี่ยนแปลงการปกครองได้หรือไม่ อีกทั้งในขั้นนี้ก็ยังไม่มีการตัดสิน ไม่มีการวินิจฉัย ซึ่งหากการรับคำร้องของศาลรัฐธรรมนูญตจะทำให้สภาเลื่อนการลงมติออกไปเดือนกว่าๆก็ไม่เห็นจะเสียหายอะไร ดังนั้นศาลรัฐธรรมนูญจะเดินหน้าเรียกให้ทั้งสองฝ่ายยื่นคำชี้แจงภายในวันที่ 5-6 ก.ค.นี้ ถ้ากระบวนการไต่สวนเสร็จสิ้น ภายใน 1 สัปดาห์ก็จะลงมติได้

“ศาลรัฐธรรมนูญไม่ใช่เครื่องมือทางการเมืองของใคร หรือฝ่ายใด ถ้าบอกว่า อำมาตย์กำลังใช้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือก็ต้องถามว่า ใครคืออำมาตย์และใครเป็นหัวหน้าอำมาตย์ถามหน่อย เพราะหัวหน้าอำมาตย์ตัวจริงในที่นี้หมายนายกรัฐมนตรี เพราะมีอำนาจสูงสุดในประเทศ”ประธานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าว

ทั้งนี้ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา บรรยากาศบริเวณสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีกลุ่มเครือข่ายประชาธิปไตย นำโดยนายชัยนรินทร์ กุหลาบอ่ำ และคณะกลุ่มคนเสื้อแดงประมาณ 10 คน เดินทางมาบริเวณหน้าสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อเคลื่อนไหวเรียกร้องและกดดันการทำงานของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โดยแสดงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์สะท้อนการทำงานขององค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมแสดงละครล้อเลียนเสียดสีการทำงานของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และตะโกนโห่ร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญทำงานเป็นที่พึ่งของประชาชน พร้อมผูกผ้าสีดำบริเวณตัวอักษรของป้ายศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อไว้อาลัยการทำหน้าที่ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หลังมีคำสั่งให้รัฐสภาชะลอการพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 3 ออกไปก่อนจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย พร้อมทั้งยื่นหนังสือถึงนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ และองค์คณะตุลาการ เพื่อขอให้พิจารณาทบทวนคำสั่งที่ให้รัฐสภาระงับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีตัวแทนของสำนักบริหารกลาง สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้รับหนังสือ โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสน.ท่งสองห้องมาคอยดูแลรักษาความปลอดภัย

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน