
การลงทุนมิติใหม่ในเอเปก
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
แนวคิดในเรื่องการเปิดเสรีและการคุ้มครองการผลิตในประเทศ มักจะเป็นสองแนวคิดที่ต่อสู้กันมาโดยตลอด ซึ่งที่จริงก็อาจจะถูกทั้งสองแนวคิด ขึ้นอยู่กับว่าใครเตรียมพร้อมแค่ไหน สามารถแข่งขันได้หรือไม่ และรัฐบาลให้ความช่วยเหลืออย่างไร เพราะในประเทศหนึ่งๆ ก็ย่อมมีกลุ่มสินค้าและบริการที่ผู้ผลิตได้ประโยชน์ และอีกกลุ่มสินค้าและบริการที่ผู้ผลิตเสียประโยชน์หรือแข่งขันไม่ได้ ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องมีนโยบายและแผนงานที่จะให้ความช่วยเหลือต่อไป
การขยายขอบเขตสินค้าที่เรียกว่าสินค้าเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ ITA (Information Technology Agreement) ออกไป ย่อมหมายความว่าจะมีสินค้า IT เข้าสู่ประเทศไทยกันมากชนิดขึ้นและสะดวกขึ้น เนื่องจากไม่มีภาษีนำเข้าเป็นตัวขัดขวาง ถ้าคิดว่าอย่างไรเสียไทยก็ไม่มีวันผลิตสินค้าประเภทนี้ได้ เปิดให้นำเข้าได้ในราคาไม่แพงก็จะเป็นประโยชน์กับผู้บริโภค ก็ถือว่าไม่มีอะไรน่ากังวล ซึ่งดูๆ ก็น่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะในกระบวนการของเอเปกนั้นเขามีเวทีให้ภาคธุรกิจหารือร่วมกันด้วย และการสัมมนา ITA Dialogue ที่จัดไปเมื่อวันที่29 มี.ค. 2555 เพื่อรับฟังมุมมองของภาคเอกชน ปรากฏผลสรุปว่า
1.อุตสาหกรรม IT มีความสำคัญในการขับเคลื่อนความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
2.การขยายขอบเขตสินค้า IT ที่จะลดภาษีระหว่างกันลง หรือพูดง่ายๆ ก็คือ การจะเพิ่มสินค้า IT เข้าไปในรายการที่ประเทศสมาชิกเอเปกจะลดภาษีนำเข้าให้แก่กันนั้น จะเป็นประโยชน์ต่อภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก
3.สมาชิกเอเปกควรสนับสนุนให้เปิดการเจรจาโดยเร็ว และสรุปผลการเจรจาโดยเร็วด้วย
ก็หวังว่าข้อสรุปนี้จะกระจายออกไปให้เป็นที่รับทราบกันอย่างทั่วถึงในกลุ่มผู้ผลิตอุตสาหกรรม IT ทุกระดับ และเห็นพ้องกันเป็นส่วนใหญ่ เพราะไม่เช่นนั้นก็คงจะมีผู้ถูกกระทบกันไปพอสมควร
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากกว่าการเปิดตลาดสินค้า IT ก็คือ ประเด็นการค้าการลงทุนมิติใหม่ หรือที่เรียกกันว่า Next Generation Trade and InvestmentIssues – NGeTI ซึ่งมีเรื่องต่างๆ เช่น
การรักษาตลาดดิจิตอลให้เปิดกว้างอย่างถาวร (Securing Open Markets for Digital Products) และคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในเรื่องที่เกี่ยวกับดิจิตอล (Enforcement of Intellectual Property Rights in the Digital Environment) ซึ่งสองเรื่องนี้ท่านผู้อ่านน่าจะเดาได้ว่าใครเป็นตัวตั้งตัวตี ก็สหรัฐไงล่ะ สินค้าดิจิตอลก็มีสหรัฐเท่านั้นที่เก่งเอามากๆ แม้จีนจะกำลังตามมา แต่ก็ยังสู้ไม่ได้ในขณะนี้
ส่วนอีกสองเรื่องเสนอโดยออสเตรเลีย ให้เรื่องของนโยบายการแข่งขันเป็นเรื่องหนึ่งในการเจรจาทำเขตการค้าเสรีด้วย และเรื่องเกี่ยวกับบริการที่ผู้เขียนขอทับศัพท์ ซึ่งคิดว่าจะเข้าใจได้ง่ายกว่าการแปล “Regulatory Principles for Access to Essential NetworkBased Infrastructure Facilities in the Services Sectors”
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องที่รัสเซีย ซึ่งเป็นเจ้าภาพการประชุมเอเปกในปีนี้เป็นเจ้าภาพเสนอ คือความโปร่งใสในการจัดทำเขตการค้าเสรี (FTA) และ RTA Best Practices ซึ่งในเรื่องหลังนี้ผู้เขียนก็ขอใช้ทับศัพท์ด้วยเพราะน่าจะเข้าใจได้ดีกว่า สำหรับ RTA นั้น มาจาก Regional Trade Agreement (การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ)
Next Generation Issues จึงเอาอีกแล้ว น่าจะเป็นได้ตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ และเท่าที่ทราบข้อเสนอของสหรัฐยังไม่ได้รับฉันทามติ (Consensus) ซึ่งตามแนวทางของเอเปก การจะตกลงกันได้นั้นเขาไม่ใช้การออกเสียงลงคะแนน แต่ใช้ระบบฉันทามติ คือจะต้องเห็นด้วยกันหมด จึงต้องมีการเสนอขึ้นไปที่รัฐมนตรีให้ตัดสินกันต่อไป ถ้ายังไม่สำเร็จก็ต้องขึ้นไปถึงระดับผู้นำ นี่เป็นอีกเรื่องที่ต้องติดตามกันให้ดี
อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือน พ.ค.ที่เพิ่งผ่านมานี้ สหรัฐได้ถอนเรื่อง Securing Open Market for Digital Products ออกไปแล้ว และเสนอเรื่อง Creation and Dissemination of Creative Content in the Digital Environment เข้ามาแทน ซึ่งดูหน้าตาจะดีกว่าเรื่องเดิม เพราะอย่างน้อยไทยก็ยังมีความสามารถดีมากในเรื่องของ Creative Content น่าจะแข่งกับเขาได้บ้าง แต่เชื่อได้แน่นอนว่าต้องมีเรื่องของการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะการที่ธุรกิจในสาขานี้จะเติบโตได้ดีก็ต่อเมื่อได้รับการคุ้มครองที่มีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ สหรัฐก็ยังเสนอเรื่อง Local Content Requirement ร่วมกับญี่ปุ่น และจีนก็เสนอเรื่อง Promoting and Facilitating Trade of Renewable and Cleaning Energy Products through Dialogue ซึ่งที่จริงเรื่องที่จีนเสนอน่าจะจัดเป็นเรื่องของสินค้าสีเขียวได้ เรียกว่าถ้าดูให้ดีสินค้าต่างๆ ที่จะให้ลดภาษีลงก็ซ้อนกันไปซ้อนกันมา ไม่ว่าจะเป็นสินค้าสีเขียว สินค้า IT สินค้าNext Generation ซ้อนกันไปซ้อนกันมา สินค้าที่ผลิตโดยใช้เทคโนโลยีขนาดสูงซับซ้อนและใช้เทคโนโลยีขนาดกลางก็น่าจะตกอยู่ในกลุ่มที่ต้องเปิดตลาดหมด นี่พูดเฉพาะสินค้านะ ยังไม่แตะเรื่องบริการ
แล้วยังมีสินค้าประเภทเก่าแต่นำมาผลิตใหม่ที่เรียกว่า Remanufactures อีก สินค้าเหล่านี้ไม่ใช่เป็นสินค้าเก่าแล้วนำมาซ่อมแซมแต่ต้องนำกลับมาผลิตให้เหมือนของใหม่เลย ซึ่งก็ควรจะต้องได้รับการปฏิบัติให้เหมือนของใหม่ด้วย
ที่จริงเรื่องที่เสนอในเอเปกยังมีอีกหลายเรื่อง เอาแค่ที่เสนอมาปี ค.ศ. 2011 และ 2012 ก็น่าจะอ่านกันจนงง ผู้เขียนขอเก็บไว้ต่อคราวหน้าดีกว่า







