
พัฒนาประเทศไทยต้องเริ่มที่คน (1)
การพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าต้องอาศัยปัจจัยต่างๆ มากมายหลายอย่าง เช่น มีนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ถูกต้องเหมาะสม รวมถึงการมีลักษณะภูมิประเทศและทรัพยากรธรรมชาติที่เอื้อต่อการพัฒนา ก็จะยิ่งทำให้ประเทศพัฒนาไปได้ดี แต่อย่างไรก็ตาม นอกจากปัจจัยดังกล่าวแล้ว ยังมีอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนา นั่นคือ ปัจจัยด้านทรัพยากรคน
การพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าต้องอาศัยปัจจัยต่างๆ มากมายหลายอย่าง เช่น มีนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ถูกต้องเหมาะสม รวมถึงการมีลักษณะภูมิประเทศและทรัพยากรธรรมชาติที่เอื้อต่อการพัฒนา ก็จะยิ่งทำให้ประเทศพัฒนาไปได้ดี แต่อย่างไรก็ตาม นอกจากปัจจัยดังกล่าวแล้ว ยังมีอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนา นั่นคือ ปัจจัยด้านทรัพยากรคน
เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า หลายๆ ประเทศสร้างชาติขึ้นมาจากคุณภาพของคน บางประเทศที่มีปัจจัยพื้นฐานที่มีศักยภาพต่อการพัฒนามาก แต่ก็ยังไปไม่ถึงไหน ในทางตรงกันข้าม บางประเทศปัจจัยพื้นฐานไม่ได้เอื้อต่อการพัฒนาเลย แต่ก็สามารถพัฒนาขึ้นมาได้อย่างดี
ผมคิดว่าตัวอย่างที่น่าจะใช้เป็นต้นแบบในการพัฒนาคน คือ กรณีของประเทศสิงคโปร์
ถ้าเรายังจำกันได้ สิงคโปร์ ในอดีตไม่ใช่สิงคโปร์ที่เจริญก้าวหน้าอย่างปัจจุบัน เมื่อ 50 ปีที่แล้วสิงคโปร์เป็นประเทศที่ระบบการศึกษาไม่มีคุณภาพมีปัญหาการว่างงานเรื้อรัง ขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ
แต่เพียงแค่ไม่ถึง 4 ทศวรรษ สิงคโปร์สามารถก้าวขึ้นมาเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจเข้มแข็งที่สุดประเทศหนึ่งในเอเชีย มีระบบการเงินที่มีประสิทธิภาพดีเป็นอันดับที่ 4 ของโลก มีขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจอันดับ 3 ของโลก และสูงที่สุดในอาเซียนมีปัญหาคอร์รัปชันน้อยมาก แม้มีหลายปัจจัยต่อความสำเร็จของสิงคโปร์ แต่ที่สำคัญมากๆ คือ คุณภาพของคนสิงคโปร์เอง
สิงคโปร์มีการวางแผนพัฒนาคนอย่างจริงจัง ซึ่งได้เริ่มทำกันมาตั้งแต่ในทศวรรษที่ 1970 ระบบการศึกษาเป็นสิ่งที่สิงคโปร์ให้ความสำคัญเรื่อยมา โดยเฉพาะการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ จากรายงานการพัฒนาโลก (World Development Report) สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีการลงทุนทางด้านการศึกษาเฉลี่ยต่อจำนวนประชากรสูงที่สุดในเอเชียอย่างต่อเนื่องในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา
นอกจากรัฐบาลสิงคโปร์ได้ลงทุนมหาศาลในระบบการศึกษาเพื่อการพัฒนาคนตามวิถีทางของตนเองแล้ว สิงคโปร์ยังยกระดับการศึกษาตนเองโดยมีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลก เช่น ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยจอห์นส ฮอปกินส์ ด้านการเรียนแพทย์
ไม่เพียงเท่านั้น สิงคโปร์ยังมุ่งเน้นพัฒนาคุณภาพคนอย่างต่อเนื่องแม้จะเป็นแรงงานแล้วก็ตาม เมื่อต้นปีที่ผ่านมาสิงคโปร์ได้รับรางวัลหลายรางวัลจากการจัดอันดับบริษัทต่างๆ ทั่วโลกในการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ และถึงแม้สิงคโปร์จะเป็นประเทศที่มีอัตราค่าจ้างแรงงานทั้งในภาครัฐและภาคเอกชนสูงที่สุดในอาเซียน แต่สิ่งนี้ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อความสามารถทางการแข่งขันของสิงคโปร์
เมื่อดูตัวอย่างสิงคโปร์แล้ว ประเทศไทยเราจะเรียนรู้อะไรได้บ้าง โดยเฉพาะในเวลานี้ที่ไทยเรากำลังอยู่บนรอยต่อสำคัญของการพัฒนา
ประเทศเกิดใหม่ทางเศรษฐกิจหลายประเทศกำลังไล่หลังเรามาติดๆ เช่น เวียดนาม พม่า อินเดีย ซึ่งมีอัตราค่าจ้างแรงงานถูกกว่าประเทศไทยมากทำให้เราเสียเปรียบทางการแข่งขัน ฉะนั้น ถ้าเราต้องปรับตัวโดยยกระดับเศรษฐกิจตัวเองที่ไม่เน้นแรงงานราคาถูก เทคโนโลยีต่ำ ซึ่งเราก็จะพบกับคู่แข่งใหม่ๆ เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน สิงคโปร์ มาเลเซีย
เราจะต้องพัฒนาคนอย่างไรเพื่อการเปลี่ยนผ่านนี้ มิเช่นนั้น เราก็จะตกอยู่ในสภาพเหมือนไส้แซนวิช คือจะขึ้นชั้นทางเศรษฐกิจก็ยาก ในขณะที่ข้างล่างก็กำลังดันขึ้นมา
หากไม่เร่งพัฒนาคุณภาพคน เราจะเผชิญความยากลำบากทางการพัฒนามากในอนาคต ดังนั้น โจทย์สำคัญของเรา ณ เวลานี้คือ ประเทศไทยจะปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างไร และ แรงงานลักษณะเช่นใดที่ประเทศไทยต้องการในอีกทศวรรษข้างหน้า
ผมคิดว่า ข้อสรุปหนึ่งที่เราเห็นตรงกันตอนนี้ คือ ประเทศไทยไม่น่าจะใช่สวรรค์ของอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีต่ำ และต้องการค่าจ้างแรงงานถูกอีกต่อไปแล้ว การก้าวไปสู่ธุรกิจบริการ การเงิน การท่องเที่ยว เสริมสร้างวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อม รวมทั้งส่งเสริมธุรกิจอาหารในความหมายที่กว้างมากกว่าการเพาะปลูก การทำปะมง แต่หมายถึงการทำธุรกิจอาหารแบบครบวงจร น่าจะเป็นภาพโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในทศวรรษข้างหน้า
แล้วถ้าเราจะไปในทิศทางเช่นนี้ เราจะเตรียมความพร้อมของคนไทยอย่างไร
แน่นอนว่า การสอดแทรกยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เข้าไปในระบบการศึกษาของไทย อาทิเช่น วิชาความชำนาญทางด้านบริหารอุตสาหกรรม วิชาการบริหารธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม วิชาที่ว่าด้วยประเทศอาเซียน หรือ วิชาความชำนาญเพื่อเศรษฐกิจสมัยใหม่ เป็นต้น
สิ่งนี้จะทำให้กำลังแรงงานที่จะเข้าสู่ตลาดในอนาคตนอกจากจะมีความรู้ในสาขาที่ตนเองเลือกแล้ว ยังได้ความรู้พื้นฐานที่สอดคล้องกับยุทศาสตร์การพัฒนาของชาติ
ในขณะเดียวกัน โครงสร้างในการพัฒนาแรงงานของเราจำเป็นต้องประกอบด้วยภาคส่วนที่สำคัญหลายแห่ง ทั้งนายจ้าง ลูกจ้าง สหภาพ และรัฐบาล เพื่อจะยกระดับความเชี่ยวชาญของแรงงานในการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศ
ที่สำคัญคือ การพัฒนาศักยภาพของแรงงานที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจต้องทำไปตลอด เป็นรูปแบบการเรียนรู้ทั้งชีวิต ความร่วมมือระหว่างสหภาพ นายจ้าง และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง จะต้องได้รับการสนับสนุนและพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากกว่าที่เป็นอยู่ เพื่อสร้างความชำนาญแก่แรงงานในโลกเศรษฐกิจปัจจุบัน และตอบโจทย์การพัฒนาทรัพยากรคน และการพัฒนาชาติได้แม่นยำขึ้น
สมควรกล่าวไว้ด้วยว่า เมื่อแรงงานทั่วไปมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น และแรงงานวิชาชีพชั้นสูงฝีมือมากขึ้น แนวโน้มการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างในทุกๆ ระดับที่เป็นอยู่ จะไม่ส่งผลต่อความสามารถทางการแข่งขันของธุรกิจของไทย ในขณะที่เดียวกัน การเคลื่อนย้ายแรงงานวิชาชีพชั้นสูงในอาเซียนที่กำลังจะเกิดขึ้น ก็จะไม่เป็นปัญหาต่อแรงงานวิชาชีพชั้นสูงของไทยเช่นเดียวกัน
โดยสรุปแล้ว รูปแบบการพัฒนาคนจะต้องเป็นไปในลักษณะบูรณาการ ต้องเชื่อมโยงแนวทางการพัฒนาคนเข้ากับยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจของชาติ และต้องพัฒนาไปอย่างต่อเนื่องตามการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยไม่อาจหยุดนิ่งได้







