posttoday
โลกสะท้านสัญญาณอันตราย "มะกัน-เอเชีย-ยุโรป" เสี่ยงไม่ต่างกัน

โลกสะท้านสัญญาณอันตราย "มะกัน-เอเชีย-ยุโรป" เสี่ยงไม่ต่างกัน

05 มิถุนายน 2555

เล่นเอานักลงทุนทั่วโลกนั่งไม่ติดเพราะต้องวิ่งหาแหล่งพักเงินที่ปลอดภัย (Safe Haven) กันจ้าละหวั่น

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

เล่นเอานักลงทุนทั่วโลกนั่งไม่ติดเพราะต้องวิ่งหาแหล่งพักเงินที่ปลอดภัย (Safe Haven) กันจ้าละหวั่น เมื่อปัจจัยลบทางเศรษฐกิจดาหน้าประดังเข้ามาไม่ขาดสาย

ไล่เรียงตั้งแต่ปัญหาหนี้สาธารณะของยุโรปที่วิกฤตเริ่มระบาดลุกลามชัดเจนสู่สเปน ด้านปัญหาการเมืองในกรีซทำให้ต้องลุ้นว่ากรีซจะหันหลังให้ยูโรโซนหรือไม่ ส่วนสหรัฐก็เจอผลกระทบจากตัวเลขการจ้างงานที่น้อยจนน่าผิดหวัง ขณะที่การเติบโตของจีนก็ส่งสัญญาณชะลอตัว

อาการมืดแปดด้านส่งผลให้นักลงทุนเทขายหุ้นกันอุตลุด โดยภายหลังจากที่สหรัฐประกาศตัวเลขการจ้างงานที่น่าผิดหวัง ตลาดหุ้นล่วงหน้าสหรัฐ วันที่4 มิ.ย. ดัชนีดาวโจนส์ยังคงปรับตัวลดลงต่อเนื่องอีก 0.6% อยู่ที่ 12,032 จุด จาก 12,118.57 จุด เมื่อวันศุกร์ที่ 1 มิ.ย.ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบปี

นอกจากนี้ ตลาดหุ้นที่ดำดิ่งของสหรัฐได้ส่งผลถึงการซื้อขายของตลาดหุ้นในเอเชียและยุโรปแบบทั่วหน้า โดยดัชนีตลาดหุ้นโตเกียวของญี่ปุ่น ดิ่งลง 2.1% อยู่ที่ 693.35 จุด ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำสุดที่สุดในรอบ 28 ปี ขณะที่ดัชนีแด็กซ์ตลาดหุ้นเยอรมนี ผันผวนหนักดิ่งลง 1.4% ปิดอยู่ที่ 5,963.41 จุด และดัชนีซีเอซี 40 ของฝรั่งเศสปรับตัวลดลง 0.3% มาที่ 2,940.33 จุด และราคาน้ำมันโลกร่วงติดต่อกันเป็นวันที่ 5 อีก 1.64 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล มาที่ 81.59 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เนื่องจากความวิตกกังวลถึงปริมาณความต้องการใช้น้ำมันที่ลดลงจากฟากสหรัฐ

นอกจากนี้ ความหวาดกลัวของนักลงทุนยังยืนยันได้จากยอดขายสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐและเยอรมนีที่ขายดีมากจนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรของทั้งสองประเทศลดต่ำสุดทุบสถิติ โดยพันธบัตรสหรัฐอยู่ที่ 1.46% ขณะที่เยอรมนีอยู่ในระดับต่ำกว่านั้นที่ 1.17%

พูดให้เข้าใจง่ายก็คือว่า ต่อให้อัตราผลตอบแทนต่ำแค่ไหน ได้กำไรน้อยเพียงใด นักลงทุนก็ยังต้องการซื้อด้วยเหตุผลหนึ่งเดียวที่ว่าพันธบัตรดังกล่าวนั้น แม้จะไม่ทำให้มูลค่าของเงินที่ตนถือครองอยู่แม้ไม่งอกเงยเพิ่มพูนแบบทวีคูณขึ้น แต่ก็ไม่เหือดหายไปจนขาดทุน

แม้วิธีข้างต้นจะช่วยให้หายใจโล่งไปเปราะหนึ่ง แต่ก็ไม่สามารถทำให้เบาใจได้ทั้งหมด เพราะสถานการณ์เศรษฐกิจของทุกภูมิภาคทั่วโลกล้วนเผชิญหน้ากับปัญหาเลวร้ายของตนเองกันทั่วหน้าแล้ว

เริ่มต้นด้วยมหาอำนาจอย่างสหรัฐที่ล่าสุดเพิ่งประกาศตัวเลขการจ้างงานเดือน พ.ค. ซึ่งเพิ่มขึ้นเพียงแค่ 6.9 หมื่นอัตราเท่านั้น จนทำให้อัตราการว่างงานของประเทศปรับตัวเพิ่มจาก 8.1% เป็น 8.2% เกินมาตรฐานเศรษฐกิจดีที่ระดับ 6%

ยิ่งเมื่อเทียบกับตัวเลขการจ้างงานช่วงก่อนหน้าระหว่างเดือน ธ.ค. ปี 2554ก.พ. 2555 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 2.52 แสนตำแหน่งต่อเดือน การจ้างงานที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยไม่ถึงแสนตำแหน่งต่อเดือนได้บอกใบ้ล่วงหน้าว่าเศรษฐกิจสหรัฐขณะนี้กำลังชะลอตัวลง จึงทำให้ไม่มีการจ้างงาน

โลกสะท้านสัญญาณอันตราย "มะกัน-เอเชีย-ยุโรป" เสี่ยงไม่ต่างกัน

 

ประกอบกับการที่ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์เมื่อวันศุกร์ที่ 1 มิ.ย. ร่วงหนักสุดนับตั้งแต่เดือน พ.ย. และการประเมินการเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสแรกปี 2555 ซึ่งอยู่ที่ 1.9% ก็ทำให้นักลงทุนและนักวิเคราะห์มั่นใจว่าเศรษฐกิจสหรัฐไม่สามารถเป็นที่พึ่งที่หวังได้

ทั้งนี้ สาเหตุที่ทำให้ผู้ประกอบการสหรัฐยังลังเลที่จะจ้างงานเพิ่ม ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากการที่ผู้ประกอบการหันมาลงทุนในเครื่องจักรเพื่อเพิ่มผลการผลิต อีกส่วนหนึ่งเกิดจากความไม่มั่นใจว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นจริง เมื่อวิกฤตหนี้ยังไม่แก้ ทำให้ความต้องการสินค้าลดลงชัดเจน ขณะที่สถานการณ์ภายในประเทศ แม้ตัวเลขหลายตัว เช่น อัตราดอกเบี้ยเงินกู้จะแสดงให้เห็นผู้บริโภคยังใช้จ่ายดี และบางอุตสาหกรรม เช่น รถยนต์ หรือสมาร์ตโฟนก็เติบโตได้สวย แต่เพดานหนี้ที่เป็นชนักปักหลังอาจทำให้รัฐบาลสหรัฐต้องใช้มาตรการรัดเข็มขัด และเก็บภาษีเพิ่ม เพื่อไม่ให้งบขาดดุล

หากสหรัฐประกาศใช้มาตรการที่ว่าจริงภายในปลายปีนี้ เจ้าหน้าที่งบประมาณรัฐคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของประเทศไม่แคล้วต้องเดินหน้าเข้าสู่ภาวะถดถอย

และเมื่อคิดถึงขนาดเศรษฐกิจของสหรัฐ ไม่ต้องคาดการณ์ให้ยุ่งยากก็คงคาดเดาได้ว่า ความต้องการบริโภคสินค้าอาจลดลงจนส่งผลต่อเศรษฐกิจยุโรป เอเชีย และอเมริกาใต้อีกทอดหนึ่ง โดยเฉพาะกับผู้ประกอบการที่อาศัยสหรัฐเป็นช่องทางโกยเงินเข้ากระเป๋า

ด้านภูมิภาคเอเชีย พ่วงด้วยอเมริกาใต้ โดยมีประเทศเศรษฐกิจโดดเด่นอย่างจีน อินเดีย และบราซิล ก็กำลังประสบปัญหาให้นักลงทุนหวาดหวั่นใจไม่ต่างจากสหรัฐ

นักเศรษฐศาสตร์ ระบุว่า ตัวเลขผลผลิตอุตสาหกรรมล่าสุดของจีนอ่อนแอที่สุดในรอบปี ขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจโดยเฉลี่ยต่อปีไม่เกิน 8% ซึ่งแม้จะถือว่าสูงเมื่อเทียบกับสหรัฐที่โตเพียง 1.9% หรือยุโรปที่โตเกือบ 1% แต่สำหรับจีนที่เคยโตเกิน 10% ต่อปีจนกลายเป็นที่พึ่งและความหวังของประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค 8% จึงนับว่าน้อยจนรัฐบาลจีนเองต้องงัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาใช้ แต่ก็เป็นไปอย่างระมัดระวังมากขึ้น ไม่หวือหวาเหมือนเมื่อ 3 ปีที่แล้ว เนื่องจากต้องระวังเงินเฟ้อและระดับหนี้ ซึ่งเท่ากับว่าความหวังที่จีนจะทุ่มเหมือนอดีตก็มีอันต้องจบไป

ด้านอินเดียขณะนี้ต้องเจ็บปวดกับการเศรษฐกิจที่เติบโตเชื่องช้า โดยเหลือเพียง 5.3% ต่อปี นับว่าต่ำที่สุดในรอบ 9 ปี ขณะที่ตัวเลขผลผลิตอุตสาหกรรมก็ลดต่ำลงควบคู่ไปกับการบริโภคภายในประเทศ เนื่องจากภาวะเงินเฟ้ออันเป็นผลมาจากนโยบายค่าจ้างของรัฐบาลก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ ปัญหาสำคัญที่อินเดียเผชิญคือวิกฤตศรัทธาประชาชนต่อสถาบันการเมืองในเรื่องความโปร่งใส ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติหรือกระทั่งคนอินเดียขอเลี่ยงจากแดนภารต แม้จะมีโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ ทั้งถนนหรือท่าเรือน่าดึงดูดใจมากแค่ไหนก็ตาม

ในส่วนของญี่ปุ่น แม้นักวิเคราะห์จะเริ่มมองเห็นสัญญาณการฟื้นตัวจากความเสียหายทางธรรมชาติระลอกแล้วระลอกเล่า แต่ญี่ปุ่นก็ยังไม่อาจเป็นตัวเลือกช่วยให้รอดได้ เมื่อหัวใจหลักทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นอย่างการส่งออกมีสิทธิล้มฟุบได้ทุกเมื่อ ถ้าปัญหาของยุโรปและสหรัฐ ตลาดส่งออกหลักของญี่ปุ่นปะทุรุนแรงขึ้น

ขณะที่บราซิลดาวรุ่งของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ก็หนีไม่พ้นปัญหาเช่นเดียวกัน ซึ่งล่าสุดตัวเลขการเติบโตของประเทศต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ถึง 0.5%

แถมรัฐบาลบราซิลมีแววว่าจะต้องปวดหัวกับการจัดการปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ทำลายภาคการเกษตรของประเทศเสียหายยับเยิน

พูดให้เข้าใจง่ายก็คือ ทั้งเอเชียและอเมริกาใต้มีปัญหาจ่อคิวให้ต้องสะสาง ไม่ว่างพอจะเป็นที่พึ่งพาให้ใครได้อีกต่อไป

ด้านภูมิภาคยุโรป นอกจากวิกฤตหนี้ในกลุ่มสมาชิกที่ขอเงินช่วยเหลือไปแล้ว อย่างกรีซ ไอร์แลนด์ และโปรตุเกส และอาจเลวร้ายหนักถึงขั้นที่สเปนและอิตาลีจะเดินตามรอย มาตรการรัดเข็มขัดรุนแรงก็ทำให้การเติบโตของหลายประเทศหยุดชะงัก

ล่าสุด สาหัสถึงขั้นที่ผลักให้ตัวเลขการว่างงานของทั้งภูมิภาคเพิ่มขึ้นแตะระดับ 11% ซึ่งนับได้ว่าสูงที่สุดนับตั้งแต่การรวมตัวจัดตั้งกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) ในปี 2533 โดยสเปนมีตัวเลขว่างงานสูงสุดที่ 24.4%

ผลลัพธ์ที่ได้ส่งผลให้ มาริโอ ดรากี ประธานธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ต้องออกมาเตือนอย่างไม่อ้อมค้อมแล้วว่า ยุโรปในขณะนี้จะต้องร่วมมือกันทั้งทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจอย่างจริงจังเสียที

พูดให้เข้าใจง่ายก็คือว่าเลิกขัดแย้งกันเอง หยุดเอาแต่เจรจา และลงมือทำอะไรเสียที ก่อนที่สถานการณ์จะเลวร้ายถึงขั้นที่กรีซโบกมือลา ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนั้น ไม่เพียงแต่กรีซเท่านั้นที่ออก ประเทศอื่นๆ ที่ประสบปัญหาเหมือนกรีซ เช่น สเปนและโปรตุเกส มีแววจะตามกรีซออกไปด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย

และเมื่อนั้น แม้ไม่อยากให้จบ ยูโรก็คงต้องจบอยู่ดี

แถมเป็นจุดจบที่น่าหวาดผวาสำหรับทั่วโลก ในห้วงเวลาที่แต่ละภูมิภาคยังติดอยู่กับบ่วงวิกฤตของตนเอง

ข่าวล่าสุด

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้