
มุมมองหนุน-ต้านตุลาการภิวัมน์
ไม่ใช่แค่ม็อบเหลืองแดงที่คืนชีพ แต่วาทกรรม “ตุลาการภิวัฒน์” ก็ถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้งในวิกฤตการเมืองปี 2555
โดย...ทีมข่าวการเมือง
ไม่ใช่แค่ม็อบเหลืองแดงที่คืนชีพ แต่วาทกรรม “ตุลาการภิวัฒน์” ก็ถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้งในวิกฤตการเมืองปี 2555 หลังตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 1 รับ 5 คำร้องที่เสนอว่า การร่างรัฐธรรมนูญเข้าข่ายมีความผิดฐานล้มล้างระบอบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขตามมาตรา 68 ส่งผลให้ สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภา ต้องเลื่อนการลงมติร่างรัฐธรรมนูญวาระที่ 3 ออกไปจนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย แรงเคลื่อนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่ได้กระทบเฉพาะ สส.ขั้วรัฐบาลและแกนนำ นปช.เท่านั้น แต่ยังกระเทือนถึงนักวิชาการนิติศาสตร์ที่ต้องถกเถียงถึงจังหวะก้าวขององค์กรอิสระแห่งนี้
นันทวัฒน์ บรมานันท์ จากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยืนยันว่า ตามหลักการแบ่งแยกอำนาจ 3 ฝ่าย ฝ่ายนิติบัญญัติไม่มีอำนาจสั่งให้ฝ่ายตุลาการหยุดการพิจารณาคดีได้ฉันใด ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่สามารถออกคำสั่งให้ฝ่ายนิติบัญญัติหยุดการลงมติร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมในวาระที่ 3 ได้ฉันนั้น
“แม้รัฐธรรมนูญจะระบุให้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร แต่กรณีนี้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญยังไม่มีคำวินิจฉัย เป็นเพียงการออกคำสั่งซึ่งไม่มีผลผูกพันต่อรัฐสภา ประธานสภาจึงไม่มีความจำเป็นต้องปฏิบัติตามคำสั่งของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ”
นันทวัฒน์ ยังเรียกร้องให้รัฐสภาแสดงจุดยืนบทบาทของตนเองในฐานะเจ้าของอำนาจนิติบัญญัติ โดยการดำเนินการประชุมสภาต่อ เพราะไม่เช่นนั้นอาจเข้าข่ายละเมิดรัฐธรรมนูญมาตรา 291 (5) ที่กำหนดให้รัฐสภามีหน้าที่ต้องพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระที่ 3 เมื่อพ้น 15 วันหลังเสร็จสิ้นการพิจารณาวาระที่ 2 ไปแล้ว
ส่วนข้อถกเถียงที่ว่าผู้ร้องต้องยื่นเรื่องผ่าน “อัยการสูงสุด” ก่อนถึงมือศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น นันทวัฒน์ ให้ความเห็นว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 68 ที่ระบุไว้ชัดเจนว่า “ผู้ทราบการกระทำย่อมมีสิทธิเสนอให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริง และยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย” ก็เพื่อให้อัยการกลั่นกรองเรื่องที่เสนอเข้ามา โดยไม่ให้ภาระไปตกที่ศาลรัฐธรรมนูญหนักเกินไป แต่ไม่เข้าใจว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญใช้หลักการใดตีความ จึงให้สิทธิทั้ง สส. สว. และประชาชนยื่นได้โดยไม่ต้องผ่านอัยการสูงสุด
อาจารย์นิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้นี้ยังเสนอแนะถึงการคัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอีกว่า ตุลาการทั้ง 9 คน ควรจะเป็นบุคคลที่เชี่ยวชาญกฎหมายรัฐธรรมนูญมากที่สุดของประเทศ ในด้านกระบวนการสรรหาเอง ผู้ที่มีหน้าที่คัดเลือกควรจะหาบุคคลที่เหมาะสมที่สุด ขณะเดียวกันผู้ที่มาดำรงตำแหน่งต้องประเมินตนเองด้วยว่าเชี่ยวชาญกฎหมายรัฐธรรมนูญอย่างถ่องแท้หรือไม่
“ตำแหน่งนี้เป็นที่หมายปองของนักกฎหมายหลายคน เพราะสร้างเกียรติยศและได้รับค่าตอบแทนสูง หลายคนมักพูดว่าต้องการเข้ามาทำงานรับใช้ประเทศชาติ แต่ความเป็นจริงแล้วผู้ที่มานั่งเก้าอี้มักเป็นนักกฎหมายเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญน้อยกว่านักกฎหมายมหาชน แล้วคิดว่าไปเรียนรู้เอาข้างหน้าตอนรับตำแหน่งแล้วก็ได้ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เราจะพบปัญหาในการตีความกฎหมายรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นบ่อยครั้ง” นันทวัฒน์ กล่าว
ทวี สุรฤทธิกุล จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติปี 2549 กล่าวว่า เหตุผลที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกคำสั่งชะลอการลงมติในวาระ 3 นั้น อาจพิจารณาเรื่องการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญโดยปราศจากการลงประชามติเป็นประเด็นรอง เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดไว้ว่าต้องลงประชามติก่อนจึงจะแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ แต่คณะตุลาการคงพิจารณาเห็นแล้วว่าข้อพิพาทและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในชาติเป็นผลมาจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
“ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่ใช่ศาลสถิตยุติธรรม แต่เป็นองค์กรทางการเมืองที่ตั้งขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาการเมือง ย่อมมีความยืดหยุ่นและมีความกว้างขวางในการใช้อำนาจเพื่อรักษาและแก้ไขปัญหาการเมือง ซึ่งเป็นหลักสากล” ทวี กล่าว
ทวี ให้ความเห็นต่อว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีความชอบธรรมในการออกคำสั่งดังกล่าว อย่างไรก็ตามศาลยังไม่ได้มีคำวินิจฉัยว่าผิด หรือให้ยุติการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่เป็นการชะลอเพียงชั่วคราวเท่านั้น กระบวนการหลังจากนี้จึงต้องไปตรวจสอบว่าเนื้อหาการอภิปรายในวาระ 1 และ 2 ผิดตามาตรา 68 จริงหรือไม่ ส่วนการยุบพรรคการเมืองนั้นอย่าเพิ่งไปมองถึง เพราะเป็นกระบวนการสุดท้ายที่อาจไม่เกิดขึ้น
สำหรับกรณีไม่ยื่นเรื่องผ่านอัยการสูงสุดนั้น ทวี ให้เหตุผลว่า สามารถกระทำได้ในทางกฎหมายเรียกว่าการใช้สิทธิโดยตรงเข้าไปยังองค์กร ซึ่งผู้ทรงอำนาจพิจารณาได้ อาจเป็นการลัดขั้นตอนแต่ไม่ผิด
ทั้งนี้ ยังระบุถึงแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่เตรียมล่ารายชื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์ และกลุ่ม นปช.ชอบอ้างวาทกรรมตุลาการภิวัฒน์ เพื่อเป็นเรื่องประโลมโลกคอยหล่อเลี้ยงจิตใจคนเสื้อแดง เหมือนที่สร้างเรื่องรัฐประหารหรือวาทกรรมอำมาตย์ขึ้น ทั้งนี้ก็ล้วนทำเพื่อสร้างเป้าหมายร่วมกันกับมวลชน แต่ยืนยันว่าการออกคำสั่งของศาลไม่ได้ใช้อำนาจเหนือองค์กรทางการเมืองอื่น







