
ปรองดองปลอดแตกสบถำหยาบ-หวิดจลาจล
เพียงเปิดยกแรกของการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 30 พ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย/ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์
เพียงเปิดยกแรกของการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 30 พ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ ก็เป็นไปอย่างตึงเครียด พร้อมกับเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันมาก่อน เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภาต้องมายืนล้อม “สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์” ประธานสภาบนบัลลังก์ ขอย้ำว่าบนบัลลังก์!!! ไม่ให้ตกอยู่ในวงล้อมของ สส.พรรคประชาธิปัตย์
โดยก่อนที่เหตุการณ์จะไปถึงจุดนั้น มีการสุมไฟในห้องประชุมสภามายาวนานกว่า 2 ชั่วโมง สถานการณ์เริ่มปะทุนับตั้งแต่เปิดการประชุมเวลา 15.00 น. ทันทีที่องค์ประชุมครบ 452 คน และ สมศักดิ์ สั่งเริ่มประชุม นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย เสนอให้เลื่อน พ.ร.บ.ปรองดองทั้ง 4 ฉบับ ขึ้นมาเป็นเรื่องด่วนเพื่ออภิปรายในวันที่ 31 พ.ค.ทันที
ปรากฏว่า สส.ฝ่ายค้านลุกขึ้นประท้วง นพ.ชลน่าน จำนวนมาก ทั้งนี้ “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) อภิปรายว่า ไม่เห็นด้วยกับการเลื่อนระเบียบวาระนี้ขึ้นมาพิจารณาก่อน เพราะระเบียบวาระการประชุมก่อนหน้านี้ต้องพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ถึง 26 ฉบับ ซึ่งร่าง พ.ร.บ.ส่วนใหญ่ดังกล่าวเสนอโดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) และภาคประชาชน ไม่ใช่การเสนอจาก สส.ตามระบบปกติ จึงสงสัยว่าเหตุใดต้องนำร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง มาพิจารณาก่อน
“ในกรณีนี้มีความสงสัยว่าจะเป็น พ.ร.บ.ทางการเงินที่ต้องให้นายกฯ รับรองหรือไม่ ประธานสภาจะต้องร่วมประชุมกับคณะกรรมาธิการสามัญประจำสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 143 เนื่องจากอาจต้องจ่ายเงินแผ่นดินคืนให้กับผู้ที่ต้องคำพิพากษา” จุรินทร์ กล่าว
ประธานสภาพยายามชี้แจงว่า “เป็นอำนาจของประธานสภาที่จะวินิจฉัยเรื่องไหนควรเข้าสู่ระเบียบวาระ ยืนยันว่าได้ดำเนินการทุกอย่างถูกต้อง จึงถือว่าเรื่องนี้จบแล้ว หากไม่มีใครเห็นอย่างอื่น ก็ต้องเลื่อนระเบียบวาระขึ้นมาตามที่มีผู้เสนอ ถ้าพวกท่านสงสัยก็มีช่องทางตามกฎหมายเพื่อยื่นตีความได้ และเรื่องปรองดองก็มีผลโพลออกมาแล้วว่าประชาชนเห็นด้วย อยากขอให้ฝ่ายค้านรักษามารยาทการประชุมสภาด้วย”
การชี้แจงของ สมศักดิ์ แทนที่จะช่วยให้สถานการณ์คลี่คลายลง กลับกลายเป็นการเติมเชื้อไฟให้โหมแรงขึ้น สังเกตเห็นได้จากการส่งเสียงโห่ของพรรคประชาธิปัตย์ตลอดเวลาที่ สส.พรรคเพื่อไทยอภิปรายสนับสนุนการเสนอร่างกฎหมายปรองดองและการพยายามรวบรัดให้ลงมติเลื่อนกฎหมายปรองดองขึ้นมาพิจารณาก่อนของประธานสภาด้วยการพูดย้ำต่อที่ประชุมหลายครั้งว่า “หากไม่มีใครเห็นอย่างอื่นก็ต้องเลื่อนระเบียบวาระขึ้นมาตามที่มีผู้เสนอ”
การอภิปรายครั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์นับว่าจัดอาวุธหนักมาถล่มพรรคเพื่อไทยเต็มที่ เพราะมีไม่บ่อยครั้งนักที่นักการเมืองอาวุโสระดับ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” จะลงมาตะลุมบอนอย่างเอาเป็นเอาตายเหมือนเมื่อวันที่ 29 พ.ค.ที่ผ่านมา
“เรื่องนี้ไม่สามารถพิจารณาได้ เพราะเป็นโมฆะในตัวมันเองตั้งแต่ประธานสภาใช้อำนาจตามข้อบังคับบรรจุระเบียบวาระโดยขัดรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐธรรมนูญถือว่าเป็นกฎหมายที่ใหญ่กว่าข้อบังคับ ประธานสภาจะมาทำลักษณะนี้ไม่ได้ ถ้าประธานสภาไม่เคารพรัฐธรรมนูญ พวกผมก็จะไม่เคารพประธานสภา” สุเทพ กล่าว
จากนั้นจึงเป็นทีของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ผู้นำฝ่ายค้าน ได้ตั้งคำถามแทงใจว่า “เมื่อมีข้อสงสัยว่ากฎหมายใดเป็นกฎหมายการเงิน ประธานสภาต้องดำเนินการตามมาตรา 143 ทันที ไม่ใช่บรรจุระเบียบวาระทั้งที่มีข้อสงสัยทางกฎหมายอยู่...”
“ถามว่าเมื่อคำพิพากษาถูกลบล้างตามกฎหมายปรองดองแล้ว เงิน 4.6 หมื่นล้านบาท จะกลายเป็นภาระของรัฐบาลต้องคืนเงินใช่หรือไม่ ถ้าประธานสภายืนยันว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่กฎหมายการเงิน แปลว่าไม่มีการคืนเงิน ทั้งหมดจะได้บันทึกไว้ รัฐบาลชุดต่อๆ ไปจะได้คืนเงินไม่ได้ แต่ถ้าวินิจฉัยว่าเป็นกฎหมายการเงิน ก็ต้องว่าตามกระบวนการ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ต้องเซ็นรับรองให้กฎหมายนี้คืนเงินให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ” อภิสิทธิ์ กล่าว
บรรยากาศยิ่งเลวร้ายมากยิ่งขึ้นอีก ภายหลัง ประชา ประสพดี สส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย หลุดคำหยาบคายว่า “เี้ย” ออกมากลางห้องประชุม เพราะไม่พอใจที่ สส.พรรคประชาธิปัตย์ ส่งเสียงโห่ ขณะที่ ประชา กำลังประท้วงผู้นำฝ่ายค้าน ก่อนที่เจ้าตัวจะยอมถอนคำพูดในเวลาต่อมา
แต่นั่นยังไม่ใช่จุดเดือดที่สุด เพราะอุณหภูมิสภามาปรอทแตกถึงขีดสุดในเวลา 18.00 น. ทันทีที่ สมศักดิ์ ตัดสินใจที่ให้สภาลงมติว่าจะเลื่อนระเบียบวาระการประชุมตามข้อเสนอของ นพ.ชลน่าน หรือไม่ สิ้นเสียงกดปุ่มให้ลงมติ สส.ฝ่ายค้าน นำโดย อภิชาติ สุภาแพ่ง สส.เพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ เดินขึ้นไปบนบัลลังก์ประชิดตัวประธานสภาก่อนยกมือไหว้และจับแขนไม่ให้ลงมติ
ไม่นานนัก สส.พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ต่างวิ่งกรูเข้าไปถึงตัว สมศักดิ์ โชคดีที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของสภาเข้ามายืนเป็นกำแพงมนุษย์ กันไม่ให้เข้าถึงตัวประธานสภาได้ ก่อนที่จะสั่งพักประชุมในเวลาต่อมา เพื่อดับอารมณ์สภา
ระหว่างการพักประชุมเกิดการปะทะคารมของทั้งสองฝ่ายเป็นระยะๆ โดยเฉพาะ สส.สุภาพสตรีด้วยกันเอง จากกรณี “รังสิมา รอดรัศมี” สส. สมุทรสงคราม พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งพยายามลากเก้าอี้ประธานสภาลงมาจากบัลลังก์ ส่งผลให้ “เปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข” สส.เลย พร้อมด้วย “ขัตติยา สวัสดิผล” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้เข้าไปชิงเก้าอี้คืนมาจนเกิดการปะทะคารมกันกับ กันตวรรณ ตันเถียร กุลจรรยาวิวัฒน์ สส.พังงา พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเข้าไปช่วย รังสิมา
ผ่านไป 15 นาที และกลับมาประชุมอีกครั้ง ได้มีการเปลี่ยนตัวผู้ทำหน้าที่ประธานการประชุม จาก สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ มาเป็น วิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภา สถานการณ์ก็ยังไม่ดีขึ้น แม้ว่าจะพยายามให้ประธานวิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้านไปหารือระหว่างการประชุมสภา แต่ไม่เป็นผล เพราะฝ่ายค้านต้องการให้ปิดประชุมสภาเท่านั้น
ถึงที่สุดแล้ว วิสุทธิ์ ยอมตามข้อเสนอฝ่ายค้านและสั่งปิดประชุมในเวลา 19.30 น. และให้ประธานวิปทั้งสองฝ่ายไปหาข้อสรุปร่วมกันและนัดประชุมสภาอีกครั้งวันที่ 31 พ.ค. เวลา 09.00 น.
ปิดฉากสงครามปรองดองยกแรกลงแบบดุเดือด







