
โลกรุมจีบเอเชียที่พึ่งสุดท้ายหนีหล่มวิกฤตโลก
กลายเป็นอีกหนึ่งเวทีการประชุมเศรษฐกิจโลก ที่ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากบรรดานักลงทุนเหล่าตัวแทน
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
กลายเป็นอีกหนึ่งเวทีการประชุมเศรษฐกิจโลก ที่ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากบรรดานักลงทุนเหล่าตัวแทน หรือผู้นำทั่วโลก สำหรับเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม ว่าด้วยภูมิภาคเอเชียตะวันออก ระหว่างวันที่ 30 พ.ค.–1 มิ.ย. โดยมีประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในการจัดงาน ด้วยจำนวนผู้ร่วมงานมากกว่า 630 คน จากกว่า 50 ประเทศ
เนื่องจากการประชุมครั้งนี้ จะถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญที่จะช่วยให้นักธุรกิจนักลงทุนเล็งเห็นหนทางที่จะเข้ามาหารายได้ประคับประคองตนเองให้เติบโตอยู่รอดต่อไปได้ในอนาคต ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสภาพเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ซึ่งขาดแคลนแรงขับเคลื่อนอย่างหนัก
สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับก็คือ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2551 ของมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลกอย่างสหรัฐ สถานการณ์เศรษฐกิจโลกโดยรวมตกอยู่ในสภาพอมโรค เดี๋ยวตัวร้อน เดี๋ยวเป็นไข้ เดี๋ยวแข็งแรงดีสลับต่อเนื่องกันไป
พูดให้เข้าใจง่ายก็คือ เศรษฐกิจโลกไม่ได้มั่นคงแข็งแรงอย่างที่หลายฝ่ายคาดหวัง ซ้ำร้ายวิกฤตจากฟากสหรัฐยังไปบ่มเพาะให้เกิดวิกฤตหนี้สาธารณะในฟากยุโรป จนลุกลามบานปลายขยายวงกว้าง กระเทือนมาถึงยักษ์ใหญ่แห่งเอเชียอย่างจีน ที่ต้องพึ่งพาตลาดทั้งจากยุโรปและสหรัฐเป็นฐานการส่งออกเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของตนเอง ควบคู่ไปกับการหันมากระตุ้นการบริโภคภายในประเทศด้วยการลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานต่างๆ มากมาย
เรียกได้ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ดำเนินมาถึงทุกวันนี้กำลังดำดิ่งหมดทางเลือกลงไปทุกขณะ
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางบรรดาทางรอดที่ค่อยๆ เหือดหาย สถานการณ์เลวร้ายได้สร้างโอกาสให้ภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกที่เน้นรวม 10 ชาติสมาชิกแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน แสดงจุดแข็งที่บรรดานักวิเคราะห์ทั่วโลกลงความเห็นตรงกันว่า เป็นความหวังสุดท้ายที่จะช่วยให้ใครต่อใครฟื้นจากสภาวะวิกฤต ตลอดจนหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้
ความเชื่อมั่นแรกสุดของบรรดานักลงทุนที่มีต่อเอเชียตะวันออกคือตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงวิกฤตที่ผ่านมา โดยเฉลี่ยมีการเติบโตเพิ่มมากขึ้น ยกเว้นประเทศที่พบเจอกับเรื่องเหนือความคาดหมาย เช่น ภัยธรรมชาติอย่างไทย โดยมูลค่าของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของภูมิภาคเอเชียตะวันออกสูงกว่า 1.8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7.02 ล้านล้านบาท)
ทั้งนี้ ธนาคารโลก หรือเวิลด์แบงก์ ได้ประเมินตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของเอเชียในปี 2555 จากลักษณะการเติบโตในปัจจุบัน โดยจะมีแนวโน้มจีดีพีอยู่ที่ 7.6% เมื่อเทียบกับยุโรปที่จะเติบโตอยู่ในระหว่าง 0.12% และสหรัฐราว 0.3% ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดการณ์การเติบโตอยู่ที่ประมาณ 5% หรืออาจเติบโตได้สูงกว่านั้น
ความเชื่อมั่นอันดับต่อมาก็คือ กำลังการบริโภคมหาศาลของภูมิภาคจากจำนวนประชากรที่มีมากกว่า 600 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรโลกโดยรวม
ข้อได้เปรียบข้างต้น ทำให้ภูมิภาคแห่งนี้มีทางเลือกสำหรับการเติบโต โดยแทนที่จะพึ่งพาการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศอย่างสหรัฐหรือยุโรป เอเชียตะวันออกสามารถกระตุ้นกำลังการบริโภคของประชาชนภายในประเทศ ควบคู่ไปกับการค้าขายไปยังตลาดอื่นๆ ภายในภูมิภาคเดียวกันเอง เพื่อให้อุตสาหกรรมการส่งออกของประเทศสามารถคงดำเนินต่อไปได้
นอกจากนี้ อะมาร์ กิลล์ นักวิเคราะห์จากไลออนเนส ซีเคียวริตี เอเชีย ยังประเมินว่า รายได้ต่อหัวของประชากรในเอเชียหลังจากหักภาษี ซึ่งคิดเป็น 60% ของรายได้ทั้งหมดที่เข้ากระเป๋าและนำไปใช้จ่ายของประชาชนในภูมิภาคแห่งนี้ โดยเฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้นตามการเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยกิลล์ คาดการณ์ว่า ในช่วง 5 ปีต่อจากนี้ รายได้ของประชากรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกจะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นโดยเฉลี่ยราว 15%
ทั้งนี้ ยังไม่นับรวมข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่งที่ว่า จำนวนปริมาณประชากรมหาศาลยังส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในแง่ของการเป็นกำลังการผลิตสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ ด้วยเช่นกัน
อีกหนึ่งความเชื่อมั่นที่ทำให้นักลงทุนไม่อาจเมินผ่านภูมิภาคเอเชียตะวันออกไปได้ก็คือ ปริมาณหนี้สาธารณะของรัฐบาลในแต่ละประเทศที่ค่อนข้างอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ดุลงบประมาณ หรือรายได้ของรัฐบาลในหลายๆ ประเทศในภูมิภาคก็อยู่ในระดับเกินดุล หรือจัดอยู่ระดับที่หาเข้ากระเป๋าได้มากกว่าใช้จ่ายออกไป
พูดให้เข้าใจง่ายก็คือว่า การที่รัฐบาลมีรายได้มาก มีหนี้น้อย ทำให้มีทางเลือกที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่ ควบคู่ไปกับการวางแผนควบคุมอัตราหนี้ไม่ให้เกินไปกว่าที่กำหนดไว้ เพื่อหลีกเลี่ยงการเดินซ้ำรอยยุโรป และสหรัฐ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ควรศึกษาเป็นบทเรียน แต่ไม่ควรเอาเป็นแบบอย่าง
ขณะที่ความเชื่อมั่นประการสุดท้ายมาจากความก้าวหน้าในการร่วมมือและรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนของทั้งอาเซียนและเอเชียตะวันออกที่เริ่มชัดเจนมากขึ้น
พีเค บาสุ หัวหน้านักศูนย์วิจัยเศรษฐกิจของเมย์แบงก์ ธนาคารยักษ์ใหญ่แห่งมาเลเซีย ระบุว่า การประนีประนอมระหว่างประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่ง อย่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน และไทย กับประเทศที่มีเศรษฐกิจไม่แข็งแรงนัก อย่างลาว กัมพูชา หรือพม่า ส่งผลดีให้เศรษฐกิจของภูมิภาคลดความเหลื่อมล้ำระหว่างกัน เรียกได้ว่าไม่มีใครเป็นตัวถ่วงใคร และช่วยลดความรู้สึกที่เหมือนโดนเอารัดเอาเปรียบหรือการแข่งขันระหว่างกันเองลง
พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ การเป็นกลุ่มก้อนเกื้อหนุนกันและกันของภูมิภาคเอเชีย ช่วยให้เกิดความแข็งแกร่งที่ทั่วโลกสามารถไว้วางใจได้ และไม่ใช่เรื่องยากที่ทั่วโลกจะเทใจหันหน้าเข้าหาเอเชียมากขึ้น หรือจะพูดว่า อาจเป็นจุดเริ่มต้นของยุคทองของเอเชียก็ไม่ผิดนัก
ทว่า ปัญหาสำคัญท้าทายที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นพ้องตรงกันว่าอาจเป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่สำหรับเอเชียก็คือ ความพร้อม
ความพร้อมในที่นี้ ไม่ใช่หมายถึงเพียงแค่การรับมือกับกระแสโลกที่จะถาโถมเท่านั้น แต่หมายถึงความพร้อมที่จะเสียสละบางส่วนของแต่ละประเทศ เพื่อให้ภูมิภาคเอเชียทั้งหมดก้าวไปข้างหน้า ซึ่งเป็นสิ่งที่นักวิเคราะห์หลายสำนักระบุว่ายังมองไม่เห็น







