
ม็อบ"ปรองดอง"มากระแทกเศรษฐกิจไทย
กำหนดวันดีเดย์แล้วสำหรับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) 30 พ.ค.นี้จะรวมตัวชุมนุมคัดค้าน พ.ร.บ.ว่าด้วยการปรองดองหน้ารัฐสภา
โดย...เบญจมาศ เลิศไพบูลย์
กำหนดวันดีเดย์แล้วสำหรับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) 30 พ.ค.นี้จะรวมตัวชุมนุมคัดค้าน พ.ร.บ.ว่าด้วยการปรองดองหน้ารัฐสภา หลังจากสภาผ่านกฎหมายฉบับนี้ออกมาในช่วงที่คนไทยกำลังสุขล้นการชุมนุมครั้งนี้
แกนนำ “สนธิ ลิ้มทองกุล” ลั่นวาจาแล้วว่าจะเป็นการต่อสู้ครั้งสุดท้าย สร้างความฮึกเหิมให้กลุ่มคนที่ไม่ชื่นชอบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพราะกฎหมายฉบับนี้เปิดทางให้ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับเข้าประเทศโดยไม่มีความผิด รวมทั้งคืนเงินที่ยึดทั้งหมดให้ พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างสะดวกโยธิน
งานนี้แม้หน่วยงานรัฐบาลด้านความมั่นคงจะเริ่มเต้นฟุตเวิร์ก เตรียมการด้านความปลอดภัยรับกลุ่มผู้ชุมนุมบ้างแล้ว
แต่ในมุมของนักเศรษฐศาสตร์กลับมองว่า การชุมนุมเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีการชุมนุมมานานไม่ว่ากลุ่มหรือสีเสื้อใด ซึ่งไม่น่าส่งผลต่อทิศทางเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือปีนี้
ถือเป็นการมองในเชิงบวกเป็นอย่างยิ่ง
หากย้อนกลับไปดูตัวเลขทางเศรษฐกิจในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา สำนักวิจัยหลายแห่งได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจปีนี้ดีขึ้น โดยแทบไม่ได้ให้น้ำหนักทางการเมือง
มีเพียงปัจจัยเศรษฐกิจในสหภาพยุโรป (อียู) ที่อาจส่งผลต่อตลาดเงินและตลาดทุนไทยทำให้ปั่นป่วน
ขณะที่หน่วยงานรัฐอย่างคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ก็ปรับประมาณการเศรษฐกิจปีนี้ค่อนไปในทางสูง 5.5-6.5% โดยให้ความมั่นใจการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ
ด้านหน่วยงานเอกชน เช่น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ก็คาดการณ์อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจปีนี้ไว้ที่ 5% เนื่องจากยังมีความกังวลสถานการณ์ในอียู
เช่นเดียวกับฝ่ายวิเคราะห์ความเสี่ยงมหภาค ธนาคารทหารไทย ที่มองเศรษฐกิจเติบโตเพียง 5.2% น้ำหนักยังอยู่ที่ภาคการส่งออกเป็นหลัก รวมทั้งปัญหาในอียู และเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอของจีน
ทั้งหมดกลับไม่มีการมองถึงเหตุการณ์ชุมนุมของกลุ่ม พธม.ม็อบทางการเมืองที่จะเกิดขึ้น
ถ้าพิจารณาในมุมเหล่านี้ น้ำหนักทางการเมืองจึงแทบไม่เป็นปัจจัยลบต่อการคาดการณ์เศรษฐกิจ
ทั้งๆ ที่ปีนี้เหตุการณ์ทางการเมืองเรียกได้ว่ามีแต่เรื่องสำคัญ ทั้งการกลับมาของกลุ่มคนบ้านเลขที่ 111 ในวันที่ 30 พ.ค.นี้ รวมทั้งความพยายามของรัฐบาลในการนำตัว พ.ต.ท.ทักษิณ กลับไทยอย่างเท่ ด้วยการวางหมากเกมทางการเมืองผ่านกฎหมายปรองดอง
สถานการณ์ในขณะนี้ ท่าทีของบรรดานักเศรษฐศาสตร์จึงอยู่ในขั้นรอดูเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 30 พ.ค.นี้ ก่อนที่ประเมินเหตุการณ์กันใหม่
เพราะประเด็นเรื่องจำนวนมวลชนกลุ่มคนเสื้อเหลืองในการรวมกันเป็นกลุ่มก้อนเริ่มแผ่วเบา หลังจากแกนนำแตกฉานซ่านเซ็นกันไปคนละทาง เกิดเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย
พลังในการกดดันทางการเมืองจึงไม่มากเท่าช่วงขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ในอดีต
ยังไม่นับรวมความคลางแคลงใจของมวลชนที่มีต่อผู้นำกลุ่ม ขณะนี้จึงเป็นช่วงที่ พธม.อ่อนกำลังลงอย่างมาก หลังจากผ่านช่วงที่เคยรวมตัวเป็นปึกแผ่นมากที่สุดในอดีต
หากย้อนกลับไปช่วงนั้นไม่ว่ากลุ่ม พธม.จะเคลื่อนขบวนไปย่านใจกลางเมืองที่ไหนก็จะมีเสียงตอบรับและแรงสนับสนุนจากกลุ่มคนชนชั้นกลาง รวมทั้งพนักงานออฟฟิศ
ต่อให้มีการตั้งม็อบหน้าห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน ซึ่งเป็นใจกลางย่านธุรกิจ แต่กลายเป็นว่าบรรยากาศช่วงเย็นกลับเห็นกลุ่มคนทำงานมานั่งโบกธงขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ
โดยไม่มีการบ่นเรื่องปากท้อง และการจราจร
กระทั่งเกิดเหตุการณ์เคลื่อนพลของกลุ่มผู้ชุมนุม พธม.ปิดสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นต้นเหตุให้เศรษฐกิจไทยดิ่งเหว ดัชนีตลาดหุ้นหล่นฮวบในทันที เพราะการปิดสนามบินสร้างความปั่นป่วนให้กับคนค้าขายที่ทำธุรกิจส่งออกและนักท่องเที่ยวที่ตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
จนมาถึงเหตุการณ์สลายการชุมนุมในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เกิดการเผาเมือง ภาพความรุนแรงที่ฟุ้งกระจายผ่านสื่อทั่วโลก ทำให้เศรษฐกิจไทยซมทรุดอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่จึงมองในแง่ดีว่า ไทยผ่านจุดที่แย่ที่สุดสำหรับการชุมนุมในปี 2553 มาแล้ว
และการชุมนุมที่เกิดคลั่งเผาเมืองครั้งนั้น ก็ถือเป็นต้นทุนราคาแพงของประเทศที่ไม่น่าเกิดขึ้นซ้ำอีก
ฉะนั้น หากประเมินปัจจัยหลักที่จะกระทบต่อเศรษฐกิจไทยสำหรับการชุมนุมของกลุ่ม พธม.ที่จะเกิดขึ้นอีกครั้งไม่กี่อึดใจนี้ จึงตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า การชุมนุมต้องเกิดเหตุการณ์รุนแรง กลุ่มผู้ชุมนุมมีการเคลื่อนตัวปิดสถานที่สำคัญที่มีผลทางเศรษฐกิจและเป็นสถานที่ท่องเที่ยว จนถึงขั้นส่งผลให้ประเทศต่างๆ ประกาศเตือนนักท่องเที่ยวในไทย
นั่นแหละผลข้างเคียงจึงกระทบชิ่งมายังตัวเลขเศรษฐกิจปีนี้ที่รัฐบาลฝันไกลถึง 6%
เพราะถ้าสถานการณ์เป็นเช่นนั้น การท่องเที่ยวที่เป็นหัวรถจักรใหญ่แม้ไม่ถึงกับสาหัส แต่ก็คงอยู่ในภาวะซมไข้
ขณะที่การบริโภคในประเทศนั้นหากเกิดม็อบขึ้นมาเมื่อไหร่ การค้าการขายก็จมปลักอยู่กับที่
พิษภัยของม็อบจึงกระทบต่อจิตวิทยาการลงทุน การบริโภค การท่องเที่ยว
อีกประเด็นที่น่าเป็นห่วง คือ ต้องภาวนาให้ไม่มีการสร้างสถานการณ์นำม็อบชนม็อบ จนเกิดเหตุการณ์ร้ายแรง ประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องได้รับผลกระทบ
เพราะนั่นเท่ากับภาพของรัฐบาลในการใช้อำนาจควบคุมไร้ประสิทธิภาพ ซึ่งก็อาจทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติหวั่นวิตกไปด้วย
นอกจากนี้ ในวันเดียวกันของการชุมนุม พธม. ก็จะมีการจัดประชุม เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม ออน อีสต์ เอเชีย โดยประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ
หากกลุ่ม พธม.ระดมพลมาปักหลักแค่หน้ารัฐสภาอย่างสงบเรียบร้อย ไม่มีการเคลื่อนกำลังออกไปวุ่นวายกับการประชุม ก็ไม่น่ามีเหตุการณ์ร้ายแรง
แต่หากกลุ่ม พธม.เข้าไปยุ่มย่ามกับการประชุมนานาชาติซึ่งมีผู้แทนจากหลายประเทศเข้าร่วมประชุม
สถานการณ์ก็อาจจบเห่ไม่เป็นท่า
เพราะเป็นเรื่องหน้าตาและภาพลักษณ์ของประเทศอย่างที่เคยเกิดเหตุการณ์เสื้อแดงบุกการประชุมอาเซียนซัมมิตที่พัทยา คลิฟ บีช รีสอร์ท จนต้องยกเลิกการประชุมมาแล้ว
หากการชุมนุมเรียบร้อยเป็นไปด้วยดีตามวิถีประชาธิปไตย ต่อให้ยืดเยื้อยาวนานเหมือนในอดีตที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ ก็ไม่น่ามีผลต่อเศรษฐกิจไทย
จนกว่าเหตุการณ์จะเลวร้ายซ้ำรอยเดิม กลุ่มผู้ชุมนุมทำลายสถานที่ต่างๆ รวมถึงปิดสถานที่สำคัญ ซึ่งส่งผลต่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว
ถ้าแย่ถึงขั้นนั้นก็ต้องนับถอยหลังดูเศรษฐกิจค่อยๆ พังด้วยมือคนไทยกันเองนี่แหละ
จะออกหัวออกก้อย คนไทยเท่านั้นที่ช่วยกันค้ำยันเศรษฐกิจไทย
เพราะในยามนี้จะพึ่งการส่งออกให้ช่วยผลักดันเศรษฐกิจจนวิ่งฉิวคงเลิกคิดกันได้ ลำพังไม่ให้หดตัวจากปีก่อนก็บุญโขแล้ว
น้ำหนักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยามนี้จึงอยู่ที่การลงทุนภาครัฐ การบริโภคของประชาชนที่เป็นหัวเชื้อเติมกำลังซื้อมากที่สุด
เพราะจะหันไปพึ่งพาการลงทุนภาคเอกชนนั้นในสถานการณ์หลังน้ำลดต้องบอกว่าพึ่งพาได้ยาก
ลำพังแค่หวนกลับมาอย่างเดิมนั้นก็ลำเค็ญพอแล้ว
ไทยจะล้มไทยก็งานนี้แหละ







