
รบ.ดันกฎหมายปรองดอง ฝ่ากระแสค้าน-ต้าน 'ทักษิณ'กลับการเมืองเริ่มระอุ
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาคิดว่าอุณหภูมิทางการเมืองจะเป็นปกติราบรื่น แต่กลับมาร้อนแรงตอนช่วงปลายสัปดาห์
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาคิดว่าอุณหภูมิทางการเมืองจะเป็นปกติราบรื่น แต่กลับมาร้อนแรงตอนช่วงปลายสัปดาห์
เมื่อพรรคเพื่อไทยจับมือกับ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ในฐานะหัวหน้าพรรคมาตุภูมิ เตรียมเข็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ปรองดองแห่งชาติเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาในวันที่ 30 พ.ค.นี้ แต่ไม่ทันข้ามคืนฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยต่างทยอยเปิดตัวออกมาคัดค้าน โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ประกาศกร้าวว่าจะเคลื่อนไหวคัดค้านทั้งในและนอกสภาอย่างเข้มข้น เพราะเห็นว่ากฎหมายดังกล่าวเอื้อประโยชน์ให้กับคนคนเดียว คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางกลับบ้านอย่างเท่ๆ โดยไม่ติดคุก ไม่มีความผิดทางกฎหมาย และได้เงินที่ถูกยึดทรัพย์ในข้อหาทุจริตคืน
และเห็นว่ากฎหมายดังกล่าวเป็นความพยายามจะยกเว้นความผิดจากเหตุยึดอำนาจ เหตุชุมนุมทางการเมือง รวมถึงการยกเลิกคำพิพากษาในคดีที่เกี่ยวข้อง และยุติโทษตัดสิทธิทางการเมืองจากคำสั่งยุบพรรค และเบื้องต้นประชาธิปัตย์จะมีการตั้งเวทีสานเสวนาประชาธิปไตย เพื่อให้ความรู้กับประชาชนทั่วประเทศว่ามีการละเมิดหลักนิติรัฐและนิติธรรมอย่างไร และขณะนี้ทีมกฎหมายของพรรคกำลังพิจารณาว่าจะสามารถเข้าชื่อกันเพื่อยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยเรื่องความชอบของกฎหมายนี้ได้หรือไม่ เพราะเป็นการใช้กฎหมายที่เล็กกว่ามาล้มล้างมาตรา 309 ซึ่งถือว่าขัดต่อหลักนิติรัฐของประเทศ
เช่นเดียวกับฝ่ายกลุ่มคนเสื้อแดงที่สับสนกับกฎหมายปรองดอง และท่าทีประนีประนอมทางการเมืองแบบพลิกฝ่ามือของ พ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อครั้งโฟนอินรำลึก 2 ปีแห่งโศกนาฏกรรม “แยกราชประสงค์” ที่จากปราศรัยแบบใส่อารมณ์กร้าวแล้วหันไปหว่านล้อมคนเสื้อแดงให้ยอมเสียสละและถอยหลังกันคนละก้าว เพื่อเปิดทางให้เกิดการปรองดองขึ้นภายในชาติ
และปลายสัปดาห์เดียวกันทางรัฐบาลถือฤกษ์ช่วงกระแสปรองดองที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จุดพลุขึ้น นับเป็นการสานต่อโดยมี ยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานพิธีมอบเงินเยียวยาแก่ผู้เสียหายจากความรุนแรงทางการเมืองตามหลักมนุษยธรรม โดยมี พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม สันติ พร้อมพัฒน์ รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย จ่ายเงินเยียวยาแก่ญาติผู้เสียชีวิตและผู้เสียหายจากความรุนแรงทางการเมืองที่เป็นไปตามมติของคณะกรรมการประสานและติดตามผลการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (ปคอป.) ในรอบแรกจำนวน 524 คน แยกเป็นผู้เสียชีวิต 44 คน ผู้ทุพพลภาพ 6 คน ผู้บาดเจ็บสาหัส 58 คน ผู้บาดเจ็บ 177 คน ผู้บาดเจ็บเล็กน้อย 239 คน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 577 ล้านบาท อีกทั้งที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ยังได้ยกเว้นการเก็บภาษีเงินได้แก่ผู้ได้รับผลกระทบทางการเมืองจากการชุมนุมทางการเมืองทุกกรณีให้อีก
เคาะจัดเลือกตั้ง สสร.-พรบ.งบฯ ผ่านฉลุย
ร่าง พ.ร.บ.ที่ถกเถียงกันอย่างดุเดือด แต่ก็ผ่านสภาไปอย่างราบรื่นด้วยเสียงข้างมากตามระบอบประชาธิปไตย คือ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านการพิจารณาวาระ 3 ของรัฐสภาไปแล้ว กระบวนการต่อไป คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ล่าสุดเตรียมนำเสนองบประมาณค่าใช้จ่ายในการจัดเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร. โดย กกต.ได้ตั้งตุ๊กตาไว้ว่า วันเลือกตั้ง ส.ส.ร.ประมาณวันที่ 19 หรือ 26 ส.ค.นี้ ส่วนงบประมาณที่จะใช้ใกล้เคียงกับการเลือกตั้ง ส.ส.ร.ครั้งที่ผ่านมา 2,800-3,000 ล้านบาท โดยหน่วยเลือกตั้งจะมีทั้งสิ้น 9.5 หมื่นหน่วย แต่ละหน่วยใช้กรรมการประจำหน่วย 10-12 คน ซึ่งกฎหมายกำหนดให้การเลือกตั้ง ส.ส.ร.ไม่ต้องมีการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรและนอกเขตจังหวัด เพราะจะทำให้ประหยัดงบประมาณลง และภายในวันที่ 11 มิ.ย.นี้ กกต.จะได้รวบรวมและจัดทำแผนการใช้จ่ายงบประมาณในการจัดการเลือกตั้ง ส.ส.ร.เสนอ กกต.พิจารณาเพื่อยื่นต่อ ครม.อนุมัติงบประมาณดังกล่าวต่อไป
สำหรับ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 จำนวน 2.4 ล้านล้านบาท ในวาระที่ 1 ซึ่งที่ประชุมได้มีการลงมติรับหลักการ 274 ต่อ 1 เสียง งดออกเสียง 177 เสียง และไม่ลงคะแนน 4 เสียง และตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ 63 คน แบ่งเป็นสัดส่วนของ ครม. 15 คน พรรคเพื่อไทย 25 คน พรรคประชาธิปัตย์ 16 คน พรรคภูมิใจไทย 3 คน พรรคชาติไทยพัฒนา 2 คน พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน 1 คน และพรรคพลังชล 1 คน
สำหรับประเด็นที่ถกเถียงและเป็นห่วงจากฝ่ายค้านที่หวั่นเกรงว่าการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลมีแนวคิดการบริหารงบประมาณเชิงประชานิยมไม่ได้แก้ปัญหาเชิงพื้นฐาน คือ ไม่ได้เกิดการกระจายรายได้ที่แท้จริง นับเป็นการใช้จ่ายไม่คุ้มค่ากับภาษีของประชาชน และอาจสร้างภาระหนี้สาธารณะในอนาคตด้วย
ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างรัดกุม รักษาวินัยการคลังเคร่งครัด และงบประมาณที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนกว่า 2 หมื่นล้านบาท จะใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง และมั่นใจว่าจะสามารถจัดเก็บภาษีและมีรายได้เข้ารัฐเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 1.2 แสนล้านบาท
ปชป.-พท.เปิดศึกปมฉาวบีทีเอส
ยิ่งใกล้ปลายปี 2555 เข้ามาเกมการเมืองระหว่าง 2 พรรคใหญ่ ที่พยายามช่วงชิงการนำการเมืองพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) กันอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะการออกมาเปิดโปงการทุจริตโครงการขนาดใหญ่ของรัฐของ กทม. ฉุดความสนใจได้อย่างมาก ปมที่พรรคเพื่อไทยออกมาแฉว่าทาง กทม.โดย ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ไม่โปร่งใสในการว่าจ้างบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (บีทีเอสซี) ในการเดินรถไฟฟ้า 30 ปี มูลค่า 1.9 แสนล้านบาท
ทางพรรคเพื่อไทยรุกหนักด้วยการหอบข้อมูลข้อกังขาต่างๆ ไปยื่นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และกระทรวงมหาดไทย (มท.) เร่งตรวจสอบผู้บริหาร กทม.ทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง
ในขณะที่ทางฝ่าย ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ในการตอบโต้เป็นฝ่ายตั้งรับมาโดยตลอด ทางพรรคต้นสังกัดจึงเปลี่ยนแนวรบมอบเรื่องดังกล่าวที่เป็นข้อมูลทั้งหมดให้กับพรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้แถลงชี้แจงตอบโต้แทน
และเตรียมแจกหนังสือปกขาวเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงจำนวน 1 แสนเล่ม เบื้องต้นคาดว่าจะสามารถแจกจ่ายได้ภายในสิ้นเดือน พ.ค.นี้ พร้อมทั้งเผยแพร่ทางเว็บไซต์ กทม. ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์เตรียมจะแถลงชี้แจงข้อเท็จจริง เรื่องการทำสัญญาว่าจ้างเดินรถไฟฟ้าบีทีเอสของ กทม.ในวันที่ 27 พ.ค.นี้ เวลา 10.00 น. ที่ทำการพรรค นับเป็นครั้งแรกที่พรรคออกมาชี้แจง
สั่งยึดทรัพย์ ‘สุพจน์’ 17.5 ล้านบาท
ปิดท้ายด้วยคดีทุจริตในภาครัฐที่สะเทือนขวัญที่สุดในรอบสัปดาห์ เมื่อสำนักงาน ป.ป.ช. ที่มี ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. ลงมติเอกฉันท์ชี้มูลความผิด สุพจน์ ทรัพย์ล้อม อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม ร่ำรวยผิดปกติ และให้ยึดทรัพย์เป็นเงินสด 17.553 ล้านบาท และทองรูปพรรณหนัก 10 บาท
พร้อมกับเร่งฟ้องร้องดำเนินคดี แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1.ในคดีแพ่ง เนื่องเป็นข้าราชการระดับสูง โดยอัยการจะยื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง เพื่อขอให้ศาลแพ่งมีคำสั่งริบทรัพย์สิน 2.การดำเนินคดีอาญา จากการกระทำผิดหรือทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ หรือเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับทรัพย์สินจากผู้อื่น เพื่อประโยชน์ตนเองหรือผู้อื่นหรือไม่ หากมีพยานหลักฐานพอฟังได้ว่าสุพจน์กระทำการทุจริตจะมีความผิดทางอาญา ซึ่งอัยการจะยื่นฟ้องสุพจน์ต่อศาลอาญาอีกคดีด้วย







