posttoday
เรื่องของเอเปก (ต่อ)

เรื่องของเอเปก (ต่อ)

23 พฤษภาคม 2555

โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์

โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์

ในฉบับที่แล้ว ผู้เขียนได้พูดถึงความเป็นไปเป็นมาของเอเปก วัตถุประสงค์และหลักการสำคัญแล้ว ก็คงพอจะเห็นได้ว่า สิ่งสำคัญที่เอเปกจะมุ่งทำก็คือการเปิดเสรี ไม่ว่าจะเป็นการค้า สินค้า บริการ หรือการลงทุน พูดง่ายๆ ก็คือ การย้ายเวทีจาก WTO (World Trade Organization) หรือองค์การการค้าโลก (WTO) ซึ่งมีสมาชิกมากเกินไป อำนาจการต่อรองของประเทศยักษ์ใหญ่ทั้งหลายในโลก ไม่ว่าจะเป็นจีน สหรัฐ สหภาพยุโรป ฯลฯ เริ่มจะเท่าเทียมกัน ทำให้อุ้ยอ้ายตกลงอะไรกันไม่ได้สักที โดยเฉพาะการมีประเทศที่ชอบใช้ท่าทีแข็งกร้าว เช่น อินเดีย บราซิล และอาร์เจนตินา เวทีเอเปกจึงเป็นเวทีสำรองไว้ใช้ในการผลักดันอีกเวทีหนึ่งซึ่งก็ไม่เลวนัก เพราะสมาชิกมีถึง 21 เขตเศรษฐกิจ ได้แก่ สหรัฐ แคนาดา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รัสเซีย จีน ไต้หวัน (จีนไทเป) ฮ่องกง สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย บรูไน ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ไทย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ปาปัวนิวกินี เม็กซิโก ชิลี และเปรู

ท่านผู้อ่านที่คุ้นเคยกับการค้าระหว่างประเทศดี ก็คงจะมองออกว่ากลุ่มนี้ส่วนใหญ่แล้วเป็นพวกที่เออออห่อหมกกับสหรัฐทั้งสิ้น ยกเว้น จีนและรัสเซีย ส่วนมาเลเซียกับไทยและอินโดนีเซียก็น่าจะอยู่กลางๆหน่อย ส่วนการที่เอเปกใช้คำว่าเขตเศรษฐกิจ ก็เนื่องจากฮ่องกงและจีนไทเปนั้น จีนเขาถือว่าสองแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของจีน จึงไม่ยอมให้เป็นประเทศ ในที่สุดจึงมาลงตัวกันที่คำว่า “เขตเศรษฐกิจ” (Economies) แม้จะเป็นเวทีการค้าก็อดที่จะมีการเมืองแทรกไม่ได้ ช่างเหมือนกันทั่วโลกจริงๆ

ตลาดของเอเปกเมื่อรวมกันแล้วจึงเป็นตลาดที่ใหญ่พอสมควร แม้จะไม่ได้มีการค้าถึง 95% กว่า อย่าง WTO ซึ่งก็คือเกือบทั้งโลก แต่การค้าในกลุ่มเอเปกเองก็มีประมาณ 70% ประชากรก็ประมาณ 45% ของประชากรโลก หรือประมาณ 2,500 ล้านคน ยิ่งสำหรับประเทศไทยแล้วคู่ค้ารายใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นอาเซียนด้วยกัน สหรัฐ ญี่ปุ่น ล้วนอยู่ในเอเปกทั้งนั้น จะขาดก็สหภาพยุโรป ซึ่งไม่ได้อยู่ในแถบมหาสมุทรแปซิฟิก พูดแล้วก็อดชมสหรัฐไม่ได้ ที่การตั้งกลุ่มการค้าเพื่อคานอำนาจสหภาพยุโรปช่างสรรหาเอาเรื่องของที่ตั้งทางภูมิศาสตร์มาเป็นตัวตั้ง ทำให้กีดกันสหภาพยุโรปออกไปได้ด้วยเหตุผลที่พอจะรับได้

แต่ขณะเดียวกันสหรัฐและพรรคพวก เช่น ออสเตรเลียก็ต้องใจเย็นมากๆ ที่ในเวทีเอเปกนี้ต้องออกแรงตะล่อมอย่างมาก เนื่องจากถือว่าเป็นเวทีที่ไม่มีข้อผูกพันทางกฎหมาย (Legal Binding) จึงเจอประเทศที่เบี้ยวซ้ายเบี้ยวขวา เหมือนจับปูใส่กระด้ง แต่ไอ้ที่จะเบี้ยวก็ไม่ถนัดนัก เพราะตั้งแต่ผู้นำประเทศก็ไปรับเขามากันแล้วทั้งนั้น ครั้งจะมาบอกว่า “ที่รับๆ มาน่ะ ก็มันแค่ความร่วมมือ แล้วก็ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายก็เลยรับๆ ไปก่อน” ก็พูดไม่ได้ ก็เลยต้องถูลู่ถูกังกันไป

ยิ่งระยะหลังเอเปกจะมีการจัดระเบียบมากขึ้น โดยมีคำสั่งของรัฐมนตรีให้สมาชิกเอเปกแสดงความคืบหน้าในการดำเนินงานตามที่ได้ตกลงกันไปแล้ว แถมยังมีการกำหนดระยะเวลาให้มารายงานความคืบหน้ากันอีก เช่น ที่ตกลงกันไว้ในปี 2554 ก็มารายงานในปี 2556 เป็นต้น ยิ่งกว่านั้นข้อเสนอฉบับหนึ่งที่ผู้เขียนเผอิญไปเห็นมาก็ระบุไว้ด้วยว่า รายงานนั้นต้องมีความคืบหน้าด้วย (Positive Result) ตอนนี้ปูเห็นจะหลุดออกไปจากกระด้งยากขึ้นทุกทีแล้ว

ปลายปีนี้ หรือน่าจะเป็นประมาณเดือน ก.ย 2555 ก็จะมีการประชุมผู้นำเอเปกกันอีกแล้ว และอย่างที่เคยกล่าวไว้แล้วว่า เอเปกมักต้องการแสดงว่าเป็นกลุ่มที่มีความคิดก้าวหน้า มีอะไรใหม่ๆ ดังนั้นในการประชุมแต่ละครั้งก็จะมีข้อเสนอใหม่ๆ ที่ประเทศกำลังพัฒนาอย่างเราๆ ตามกันไม่ค่อยทัน แถมบางเรื่องยังมาวางบนโต๊ะเอานาทีสุดท้ายให้เป็นแถลงการของผู้นำไปเลยก็มี ก็คงจะต้องตามดูกันให้ดีว่าจะมีอะไรออกมากันบ้างในคราวนี้

ก่อนที่จะดูว่าปี 2555 เขาจะมีอะไรออกมา ก็ลองมาย้อนไปดูปี 2554 ที่เขาประชุมกันที่โฮโนลูลู สหรัฐ ก่อนดีกว่าว่ามีผลอย่างไร ซึ่งผู้เขียนขอนำสรุปสั้นๆ ที่กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ทำไว้ ว่ามีดังนี้

1) สนับสนุนการเจรจาการค้ารอบโดฮา และต่อต้านการใช้มาตราการกีดกันทางการค้า

2) ส่งเสริมการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในภูมิภาคและการขยายการค้า เช่น ประเด็นการค้าและการลงทุนมิติใหม่ สำหรับความตกลงการค้าเสรีในเอเชียแปซิฟิกในอนาคต (เรื่อง SME และ Innovation Policy) การปรับปรุงผลงานด้านห่วงโซ่อุปทาน เพื่อแก้ไขปัญหาอุปสรรคด้านโลจิสติกส์ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการลดต้นทุน เวลา และความไม่แน่นอนในการเคลื่อนย้ายสินค้าและบริการในภูมิภาคในอัตราร้อยละ 10 ภายในปี 2558 การขยายขอบเขตรายการสินค้าภายใต้ความตกลงว่าด้วยการค้าสินค้าเทคโนโลยีสารสนเทศ (ITA)

3) การเติบโตสีเขียว โดยการเปิดเสรีการค้าสินค้าและบริการสิ่งแวดล้อม (EGS) โดยให้มีการลดภาษีเหลืออัตราไม่เกินร้อยละ 5 ในปี 2015 และยกเลิกการกำหนดการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศที่บิดเบือนการค้าสินค้าและบริการสิ่งแวดล้อม และการอำนวยความสะดวกต่อการค้าสินค้าที่ใช้แล้วที่นำมาผลิตใหม่ (Remanufactured Goods)

4) การประสานและความร่วมมือด้านกฎระเบียบ

ดูสรุปแล้วก็เห็นว่าสั้นๆ ไม่น่ามีอะไร แต่ถ้าอ่านให้ดีก็จะเห็นว่ามีเรื่องใหญ่ๆ ที่ประเทศอย่างเราๆ อาจจะไม่ทันและต้องดูให้ดีๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสีเขียว เรื่องการค้าการลงทุนมิติใหม่ ซึ่งบางท่านคงเคยได้ยินแล้วว่าเป็น “Next Generation Issues” ก็ดูกันเอาเองแล้วกันว่าจะน่ากลัวมากน้อยแค่ไหน ถ้าไทยเราเตรียมพร้อมก็จะได้ประโยชน์ แต่ถ้าเราไม่พร้อมยังดูกันแต่เรื่องผลประโยชน์ส่วนตัว ก็เห็นท่าจะเสร็จเขา

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา